อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 12 ธันวาคม 2561

วันที่เขาทำสำเร็จจบเป็นครู 24ปีเพิ่งรู้พ่อแม่เก็บมาเลี้ยง

สัปดาห์นี้หนุ่มยอดกตัญญูชีวิตยิ่งกว่าละคร แบกคำดูถูกหาเลี้ยงตัวเองส่งเงินให้แม่ตั้งแต่ม.3 ขอบคุณโอกาสทำสำเร็จจบเป็นครู พ่อแม่ร้องไห้บอกความจริงไม่ใช่ลูกแท้ๆ อาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2561 เวลา 08.00 น.


ในชีวิตมีใครเคยเห็น “หน้าตา” ของคำว่าโอกาสบ้าง? หรือความจริงคำว่าโอกาสไม่มีตัวตน แล้วเหตุใดทุกคนพยายามไขว่คว้าโอกาสที่มองไม่เห็น สงสัยกันบ้างหรือไม่ โอกาสที่หลายคนถามว่า ...มันมาจากไหน?” ซึ่งผู้ที่เคยได้รับโอกาสจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด...เพราะพื้นฐานชีวิตแต่ละคนมีไม่เท่ากัน

เด็กส่วนหนึ่งชีวิตไม่ต้องขวนขวาย เพราะพ่อแม่สร้างไว้ให้ตั้งแต่กำเนิด “แต่ชะตาชีวิตที่ดีเช่นนั้นคงไม่ใช่ผม” เป็นเสียงของ “ว่าที่ ร้อยตรี ทินวัฒน์ เทียมเพ็ง” หรือ “ครูโอ๊ด” วัย 24 ปี ลูกชายคนสุดท้องของนายบุญทัน-นางสำราญ เทียมเพ็ง ที่มีอาชีพค้าขายในอ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์



ตั้งแต่ครูหนุ่มจำความได้ครอบครัวของเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ โดยเติบโตและมีพี่ชายคนแรกที่อายุห่างกัน 14 ปี และพี่ชายคนกลางห่างกัน 7 ปี ติดตามพ่อแม่ไปค้าขายในทุกๆ แห่ง และไม่นานครูหนุ่มในวัยเด็กก็สามารถแยกขายคนละตลาดกับแม่ได้ตั้งแต่ป.3 และรู้จักในนาม “เด็กน้อยขายปลาหมึกแห้ง”

เด็กต่างจังหวัดเรียนที่โรงเรียนหล่มสักวิทยาคม ได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนและคว้าแชมป์มากมาย ทั้งฟุตบอลและแฮนด์บอล “ผมรู้ว่าเรียนไม่เก่งแต่อาศัยขยันเข้าว่า ผมใช้ของต่อจากพี่คนกลาง บางครั้งก็ย้อนถามแม่ ทำไมผมไม่ได้ของใหม่ๆ หรือของที่อยากได้ แม่ก็จะบอกเสมอว่าไม่มีเงิน ขายของได้ก่อนแม่จะซื้อให้”

เขาเรียนและทำงานไปด้วย เพราะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง “ครูคะนอง ทองคำสุข” ครูท่านนี้เป็นต้นแบบชีวิตให้เขา ท่านเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ท่านรัก มันจึงถูกถ่ายทอดให้เขาเป็นคนขยันทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่งสอน กระทั่งช่วงม.3 พี่คนโตได้เป็นทหาร ส่วนคนรองเป็นพนักงานบริษัท เขาจึงขอแม่พิสูจน์ตัวเอง ออกจากบ้านไปหางานทำ อะไรที่ได้เงิน ทั้งขนดิน ขุดดินฝังเสา ตักไขมันในบ่อ พนักงานเสิร์ฟ จนรู้จักเพื่อนอีก 3 คนที่มีชีวิตครอบครัวคล้ายๆ กัน

“มีอยู่ช่วงหนึ่งอยู่ ม.4 สอบติดนักเรียนนายสิบ แต่เป็นตัวอะไหล่ ลำดับที่ 16 ก็เลยไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่ถามว่า ทำไมคลอดโดยหมอตำแย เพราะพ.ศ.ที่เกิด น่าจะมีโรงพยาบาลครบทุกพื้นที่แล้ว ผมก็เลยเก็บความสงสัยนี้ไว้”



ส่วนโอกาสแรกที่เขาได้รับ เขาทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านจัดโต๊ะจีน ซึ่งเจ้าของเป็นแม่ของเพื่อนคนหนึ่ง “แม่ปุ๊ก” ให้เงินไปเรียน ให้อาหาร ให้ที่พัก จนเรียนจบม.6 และตั้งใจเข้าศึกษาต่อที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเพชรบูรณ์ เพื่อตามความฝันเป็น “ครูพละ” อีกทั้งยังใกล้บ้านและจะได้ช่วยงานโต๊ะจีน หากมีเงินมากในเดือนนั้นๆ ก็จะส่งให้แม่ หรือหากเดือดร้อนหนักก็เคยเบิกเงินมากถึง 25,000 บาท มารักษาอาการของแม่

เมื่ออยู่ในรั้วของมหาวิทยาลัย จะต้องขยันกว่าคนอื่นเป็น 2 เท่า ต้องเรียน ต้องทำงาน รับผิดชอบค่าใช้จ่าย 100% ทุกอย่างที่จะใช้จ่ายต้องระวังให้มาก เพราะกู้เงิน กยศ. เรียน บางครั้งเหนื่อยแต่ต้องทำ เพราะมันคือปากท้อง แต่โชคดีแม่ของเพื่อนที่เปิดร้านจัดโต๊ะจีน ซื้อบ้านให้อยู่ร่วมกัน 4-5 คน ซึ่งไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ เลิกเรียนบ่าย 3 ก็จะมาช่วยจัดโต๊ะจีน กว่าจะล้างจานเสร็จก็ตี 1-2 และพากันกลับบ้าน ส่วนอีกฟากหนึ่งพ่อแม่ของเขาก็กำลังประสบวิกฤติการเงิน ช่วงนั้นค้าขายไม่ได้ ขาดทุนจนต้องนำที่ดินและบ้านไปจำนองฝากธนาคาร



มันเป็นจังหวะที่เขาเรียนปี 5 อาจารย์ถามว่า มีนักศึกษาคนใด สนใจจะไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูบ้าง แต่เป็นที่จ.อุดรธานี “ขอคนที่อยู่ภาพอีสานได้ อยู่แล้วไม่ขอกลับกลางคัน” ครูหนุ่มรายนี้ยกมืออาสาคนแรก “ผมอยากมีเงินส่งให้แม่ครับ” เพราะนักศึกษาที่ไปฝึกสอนจะได้รับเงิน 1,500 บาท/เดือน และยังมีที่พัก น้ำ ไฟ อาหารฟรี จึงได้ฝึกสอนที่โรงเรียนบ้านแสงสว่าง จ.อุดรธานี

ในระหว่าง 1 ปีที่ที่คลุกคลีกับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสแห่งนี้ ได้ดูแลและกินนอนอยู่กับเด็กๆ ทีมนักฟุตบอลกว่า 10 คน โดยในหนึ่งวันพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว เด็กๆ เป็นผู้ถ่ายทอดวิถีชีวิตพื้นบ้าน ขณะครูหนุ่มก็ถ่ายทอดความรู้วิชาการ เช่น เมื่อไม่มีตาข่ายประตูฟุตบอล แต่เด็กๆ สานแห่เป็น ก็จะใช้ทักษะทำออกมาซึ่งเป็นผลงานของนักเรียน กลายเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ครูและศิษย์ถ่ายทอดให้กันและกัน




ครูหนุ่มรู้ดีว่าต้นทุนชีวิตไม่ได้มีมากมาย ในระหว่างนั้นจึงใช้เวลาว่างลองผิดลองถูกทำ “มะขามแช่อิ่ม” เพราะเป็นคนจ.เพชรบูรณ์ และเป็นของขึ้นชื่อซึ่งทำอยู่ 3 เดือนก็มีลูกค้าสั่งออเดอร์เป็น 100 กก. มีเงินมากพอรวมกับเงินฝึกสอน 1,500 บาท ส่งให้แม่ทุกๆ เดือน และความสงสัย...ทำไมแม่คลอดด้วยหมอตำแย ก็ยังไม่ได้หายไปไหน

สุดท้ายวันที่รอคอย...วันที่คว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 จากเด็กไม่เก่ง วันนี้ได้เป็นครู นำใบปริญญาบัตรไปฝากพ่อแม่และพี่ๆ ที่อยู่พร้อมหน้า “ผมไม่มีหรอกชุดครุย มีเพียงความรู้ความขยัน ที่เอาไปแลกเงินดูแลครอบครัว เพื่อนอีก 3 คนที่เป็นเด็กเสิร์ฟสู้ด้วยกันมา ก็เสียดายอยากมีรูปคู่ แต่พวกเขาเข้าใจผม ที่เลือกประหยัดแบบนี้”



ในวันแห่งความสำเร็จความสงสัยที่เก็บมาตลอดชีวิต กำลังจะถูกเปิดออก...เขาเห็นพ่อร้องไห้ออกมาก่อน ทันใดนั้นเสียงสะอื้นของแม่ดังขึ้น พี่ชายทั้งคู่กลับนั่งเงียบ “คิดในใจเกิดอะไรขึ้น ก็อยู่กันครบไม่มีใครเป็นอะไร” จู่ๆ พี่ชายคนโตเดินเข้ามาตบไหล่ “ยังไงมึงก็ยังเป็นน้องกู” สิ้นเสียงพี่ชายความเงียบถูกแทรกด้วยเสียงของแม่

แม่ไม่อยากโกหกอีกแล้ว แม่อยากบอกด้วยตัวเอง ไม่อยากให้รู้จากปากชาวบ้านที่ดูถูกว่า เพราะความสงสารจึงไปเก็บเด็กเอาลูกคนอื่นมาเลี้ยง ระวังโตขึ้นมันจะกลายเป็นเด็กขี้ขโมย เอาของที่บ้านไปขาย” ซึ่งระยะเวลา 24 ปี เขาเพึ่งรู้ความจริงว่า...วันนี้เขาไม่ใช่ลูกของท่านทั้งสอง พ่อแม่แท้ๆ เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 3 เดือน

คำตอบที่คลายความสงสัย เขาร้อยเรียงต่อกันภายในไม่กี่นาที และถามย้ำกับทุกๆ ผมเป็นใคร...มันคือเรื่องโกหกใช่ไหม? เขาไม่โทษ ไม่เคยโกรธใคร แต่เขาเลือกโยนทุกๆ ความผิดหวังทิ้งให้เร็วที่สุด เพราะเขาบอกตัวเองว่า ถ้ายังคิดว่าสอนศิษย์ได้ เราจงมองและสอนตัวเองให้ได้ด้วย



ปัจจุบัน “ครูโอ๊ด” ทำงานอยู่ที่จ.อุดรธานี เป็นครูโรงเรียนเอกชน โดยให้ทางโรงเรียนตัดเงินเดือนไว้ และขอรับเป็นเงินก้อนในสิ้นปี 62 ครูโอ๊ดจึงตั้งใจทำงานเพื่อหาบ้านหลังใหม่ และอาชีพใหม่ให้พ่อแม่

เรื่องราวชีวิตของครูหนุ่มรายนี้ มีอะไรอีกมากที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ แต่วันนี้เขายินดีถ่ายทอดอดีตและขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่สู้ชีวิต โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด เพราะความในใจที่ครูโอ๊ดอยากบอกว่า...

...ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสและอยากส่งต่อให้กับคนอื่นอีกที โอกาสกับเวลามันคล้ายกัน เมื่อมันผ่านเข้ามาแล้วเราเลือกที่จะไขว่คว้าหรือปล่อยมัน นส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่รอโอกาส แต่พยายามจะสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ในฐานะคนที่เป็นครูถ้าผมมีโอกาสที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับใคร ขอมอบให้เด็กๆ นักเรียน หากวันนั้นผมไม่ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ก็คงไม่มีครูโอ๊ดในวันนี้ ผมขอขอบพระคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิดก็ดี พ่อแม่ที่เลี้ยงดูมาก็ดี ผมรักและเคารพท่าน และยังเดินในเส้นทางที่ดี ขอบคุณที่ทำให้ผมเกิดมาและได้เป็นผู้ให้เหมือนที่ผมเคยได้รับ.
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์ 
โดย ทวีลาภ บวกทอง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

บอกต่อ : 27.32K