อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

ชุดเครื่องมือเสริมพลังครอบครัว เหมาะสำหรับวัยรุ่น

สัปดาห์นี้มาดู “ชุดเครื่องมือเสริมพลังครอบครัว” เป็นเกมที่ลูกเล่นกับพ่อแม่ เหมือนกระจกที่สะท้อนการเลี้ยงดู ซึ่งจะทำให้ครอบครัวแข็งแรงมากขึ้น จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561 เวลา 14.00 น.

 
“ก่อนออกจากบ้านลืมปิดไฟห้องนอน รู้ไหมมันเปลืองไฟ พ่อบอกกี่รอบแล้ว” บทสนทนาเมื่อผมไปรับลูกที่โรงเรียน เมื่อกลับมาบ้าน ลูกชายก็เปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้อีก ผมบ่นอีกรอบ พอขึ้นห้องนอนก็นึกได้ว่าควรจะเตือนลูกอีกที ผมบ่นเรื่องเดียวกันเป็นรอบที่ 3 ส่วนลูกนั่งนิ่งเงียบ...ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ฟัง หรือ แค่ได้ยิน แล้วปล่อยมันผ่านไป
 
วันที่ผมไปบรรยายที่งาน THAILAND EDUCA 2018 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ก่อนขึ้นบรรยายได้เข้าไปนั่งจิบกาแฟในห้องรับรองวิทยากร ใครที่มาถึงก่อนเวลาก็จะมานั่งพูดคุยกันในห้องนี้ ห้องที่ผมไปบรรยายจะพูดถึงนิทานและเกมซึ่งเป็นสื่อที่ใช้สอนเด็กๆ วันนั้นวิทยากรอีกท่านได้เชิญทีมที่ใส่เสื้อ “มูลนิธิชนะใจ” ผมทักทายกับคุณสมิตและเพื่อนอีก 2 คน พวกเขาเข้าไปพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับคุณครูระดับมัธยมต้นเกี่ยวกับ Empower ชุดเครื่องมือเสริมพลังครอบครัว” ผมเห็นที่ข้างกล่องเขียนว่า...ชุดเครื่องมือนี้พัฒนามาจากกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการ : เสริมพลังครอบครัวของบ้านกาญจนาภิเษก โดย ป้ามล ทิชา ณ นคร
 
ผมสนใจประเด็นเรื่องบ้านกาญจนาภิเษก เพราะเมื่อ 4 ปีก่อน ผมและนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเคยไปทำโครงการกับคุณทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามลแห่งบ้านกาญจนาภิเษก” เมื่อครั้งนั้นเราให้เด็กที่บ้านกาญจนาภิเษก ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อขัดเกลาจิตใจ เช่น ร่วมเล่นดนตรีกับนักดนตรีคนตาบอด ให้เด็กๆ ช่วยดูแลและป้อนข้าวเด็กพิการ และกิจกรรมที่สำคัญก็คือให้เด็กๆ ได้อบรมทักษะการเขียนเรื่องสั้น แล้วคัดเลือกเรื่องที่ดีที่สุดมา 15 เรื่องนำมาพิมพ์เป็นหนังสือที่ชื่อว่า “เรื่องเล่าจากบ้านกาญจนาภิเษก” เป็นการบอกเล่าเรื่องก้าวที่พลาดของเด็กวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เล่มนี้ถูกจัดจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจและบริจาคให้กับห้องสมุดในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นตัวอย่างเตือนใจให้กับเด็กในวัยเดียวกัน
 

 
3 ปีต่อจากนั้น ผมได้ทราบว่าคุณสมิตและเพื่อนๆ ได้เข้าไปเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ป้ามลเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อนำโปรแกรมที่ป้ามลคิดไว้ มาพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นรูปธรรม นั่นคือ Empower : The family tool kit ซึ่งผมว่าดีเข้าไปอีก เพราะถ้าเราทำให้ครอบครัวอบอุ่น เข้าใจปัญหาของเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กจะไม่ออกจากบ้านและเดินไปในทางที่ผิด ซึ่งชุดเครื่องมือนี้เหมาะกับครอบครัวที่มีลูกอยู่ในวัยรุ่น และอาจารย์แนะแนวที่จะนำไปให้คำปรึกษากับนักเรียนและผู้ปกครอง
 
ผมนัดคุยกับคุณสมิต-อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ และคุณจูลี่-กัญจน์ณัฐฐ์ แซ่อึ้ง เพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติม โดยทั้งคู่นำกล่องคล้ายบอร์ดเกมมาด้วย ผมขอให้เปิดและสอนวิธีใช้ให้ผมเลย เพราะผมตั้งใจจะนำไปทดลองสื่อสารกับลูกชาย คุณสมิธบอกว่าในกล่องจะมีคู่มือการใช้ให้ด้วย อยากให้คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูอ่านก่อน เพราะต้องปรับพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะนำไปใช้กับเด็กๆ
 
คุณจูลี่กางกระดาน 2 แผ่นใหญ่ออกมา ด้านหนึ่งเขียนว่า ปัจจัยผลักไสไล่ส่งลูกออกจากบ้าน ส่วนอีกด้านหนึ่งเขียนว่า ปัจจัยดึงดูดนอกบ้าน แล้วให้ผมแยกการ์ดที่มีข้อความสั้นๆ วางไว้ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อทดสอบว่าผมเข้าใจข้อความทั้ง 2 ด้านอย่างแท้จริงหรือไม่ คุณจูลี่เสริมว่า ถ้าผู้ปกครองไม่เข้าใจตั้งแต่ต้น ตรงนี้จะกลายเป็นอุปสรรคในการใช้เครื่องมือต่อไปในอนาคต



ผมแยกการ์ดเป็น 2 ฝั่ง คุณจูลี่ตรวจแล้วว่าถูกต้อง แถมมีการ์ดว่างเปล่าอยู่ 1 ใบ คุณสมิตบอกว่า การ์ดใบเปล่านี้เผื่อไว้สำหรับเด็กอยากจะใส่ข้อความของตัวเอง เพราะทุกข้อความที่มาใส่ในการ์ด คือ คำพูดของเด็กบ้านกาญจนาภิเษกที่ไปเก็บข้อมูลมาจริงๆ ได้แก่ ฝั่งปัจจัยดึงดูดนอกบ้าน เช่น “เจ๋งว่ะ” “การพนัน โต๊ะบอล” “แววตาปลื้มของเพื่อน” ฯลฯ คุณสมิตให้ผมเก็บฝั่งนี้ไปก่อน เพราะเรื่องพวกนี้ดึงเด็กออกไปจากบ้านไม่ได้ถ้าครอบครัวยังอบอุ่นและเข้มแข็งอยู่ เราควรจะให้ความสนใจฝั่งที่เป็น ปัจจัยผลักไสไล่ส่งลูกออกจากบ้าน ฝั่งนี้เหลือการ์ดอยู่ทั้งหมด 37 ใบ เช่น “บ้านร้อน (อึดอัดใจ ไม่มีความสุข)” “อบอุ่น แต่โคตรอึดอัด (มีครบแต่ไม่สุข)” “ถูกบังคับ ถูกตีเส้น-ตีกรอบ” “ชอบเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง (ลูกญาติ ลูกชาวบ้าน)” “ไม่มีตัวตน ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญ ไร้ค่า” ฯลฯ
 
คุณสมิตบอกผมว่า ถึงตรงนี้ อยากให้ผู้ปกครองถามลูกว่า “ถ้าสามารถนำการ์ดออกได้ 3 ใบ อยากจะเอาการ์ดใบไหนออกมากที่สุด” หลังจากนั้นจะมีการระบุตัวเลขด้วย ตั้งแต่ 0-4 ถ้าตัวเลขมาก แสดงว่าหัวข้อนั้นสำคัญต่อเด็กมากจริงๆ…มาถึงตรงนี้ ผมพอจะมองภาพออกแล้วว่า เป็นการตรวจจับสิ่งที่อยู่ในใจเด็กว่าเขาคิดอย่างไรกับครอบครัวของเขา มีปัญหาอะไรบ้างที่พ่อแม่มักจะมองข้าม ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กพูดได้อย่างตรงไปตรงมา พ่อแม่ต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
 

 
คุณสมิตมักจะบอกกับผู้ปกครองว่า อย่าไปตกใจและต่อว่ากับสิ่งที่ลูกเลือกขึ้นมา เพราะเราจะช่วยกันปรับแก้ไขได้ อยากให้มองว่าจากการ์ด 37 ใบ ลูกหยิบมาแค่ 3 ใบ ก็ถือว่ามีเรื่องอื่นอีกมากมายที่เรายังทำได้ดีอยู่ และยังไม่จบแค่นั้น จะมีสมุดสีชมพู 2 เล่มให้มาด้วย เล่มหนึ่งถามลูกว่าจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร เพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ และอีกเล่มสำหรับพ่อแม่ เพื่อบอกว่าลูกอยากจะให้พ่อแม่ช่วยอย่างไรในปัญหาเดียวกัน ผมว่าเป็นการช่วยกันคลี่คลายแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ทาง
 
คุณสมิตเล่าว่า มีเด็กคนหนึ่งหยิบการ์ด “พ่อแม่ดื่มเหล้า” พ่อเขียนลงในสมุดบันทึกว่า “พ่อจะเลิกดื่มเหล้า” แล้วหลังจากวันนั้น พ่อเลิกดื่มเหล้าจริงๆ เพราะต้นทุนพลังความรักของครอบครัว เอาชนะได้ทุกสิ่ง เนื่องจากพ่อไม่เคยรู้ว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ลูกกังวลและไม่ชอบ พอทราบความต้องการของลูก จึงหยุดได้ทันที
 
ผมขอซื้อและนำชุดเครื่องมือนี้ (คุณสมิตบอกว่าไม่อยากให้ใช้คำว่า ‘เกม’) นำมาลองใช้กับลูกชาย แม้วัยเขายังไม่ถึง 13 ปี แต่ก็เรียกว่าอยู่ในช่วง Pre-Teen เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว บางทีก็เงียบไม่พูดจา เด็กคนเดิมที่ผมเคยสอนด้วยประโยคเดิมๆ กลายเป็นวัยรุ่นคนใหม่แล้ว…ผมว่าถ้าเห็นปัญหาเร็ว น่าจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เร็ว
 
ทุกวันศุกร์ ภรรยาและลูกจะมี Game Night ที่จะเล่นบอร์ดเกมกันอยู่แล้ว ผมก็นำเครื่องมือชุดนี้แทรกเข้าไปด้วย ลูกก็ตื่นเต้นมากนึกว่าได้บอร์ดเกมอันใหม่ พอเปิดออกมา เพราะเขาเริ่มอ่านการ์ด เขาก็แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ยังแยกการ์ดออกมาให้ผมได้ 3 ใบ เมื่ออ่านดู ผมก็เข้าใจสิ่งที่เขาเลือกมา เพราะเป็นเรื่องที่ผมมักจะบ่นเขาซ้ำๆ บ่อยๆ ในเรื่องเดียว
 

 
การหยิบการ์ดใบแรก แล้วพูดออกมา ลูกดูอึดอัด พูดอย่างตะกุกตะกักและไม่มั่นใจ คงกลัวผมจะโกรธ แต่เมื่อผมไม่แสดงท่าทีและปฏิกิริยาต่อต้านใดๆ ลูกก็กล้าพูดมากขึ้น หลังจากนั้นเรามาคุยกันว่าเราจะช่วยกันคลี่คลายปัญหาของการ์ดใบนี้อย่างไร พอผ่านใบแรกไปได้ ลูกผมก็กล้าพูดมากขึ้นในใบที่ 2 และ 3 เพราะเขารู้แล้วว่า พ่อและแม่จะมาช่วยเขาคิดแก้ปัญหา ไม่ใช่ฝั่งของเขาคิดอยู่คนเดียว
 
ผมชอบมากที่เห็นลูกพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา แล้วเราทั้ง 2 ฝ่ายได้จดบันทึกการแก้ปัญหาลงไป แล้วแลกกันอ่าน ผมเซ็นชื่อตอนท้าย ผมให้ลูกเซ็นชื่อกำกับไว้ข้างๆ กัน แล้วลงวันที่บันทึกไว้ด้วย เหมือนเป็นสัญญาที่เราได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกัน แล้วบอกเขาว่า ปีหน้าเรามาลองใช้เครื่องมือนี้กันใหม่อีกครั้ง (คุณสมิตบอกว่าไม่จำเป็นต้องเล่นบ่อย ค่อยๆ ใช้เวลาแก้ปัญหาที่พบไปก่อน)

ชุดเครื่องมือ Empower ชุดละ 1,500 บาท (หัก 400 บาท ส่งมอบให้กับบ้านกาญจนาภิเษก) ถามว่าแพงหรือไม่ ผมว่าคุ้มค่าที่ทำให้เราได้เข้าใจลูกมากขึ้น สิ่งที่ลูกบอกเหมือนกับกระจกที่สะท้อนการเลี้ยงดูของเราเอง และผมพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ครอบครัวของเราแข็งแรงขึ้น…เพราะการแก้ไขสิ่งที่เสียหายไปแล้ว มักจะราคาแพงกว่าการป้องกันเสมอครับ ครอบครัวหรือโรงเรียนไหนสนใจชุดเครื่องมือ Empower ติดต่อไปได้ที่ https://www.facebook.com/lifeeducationth ครับ

ป.ล. ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กิจกรรมของคุณสมิต…การเดินทาง 15 ปี ของ “แสง..แห่งโอกาส” บนพื้นที่หลังคำพิพากษา จากโครงการนำร่อง สู่ศูนย์ฝึกฯ ต้นแบบ เพื่อเพิ่มทางเลือกการฟื้นฟูแก่เยาวชนผู้ก้าวพลาด วันนั้นจะมีทั้งคุณธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ป้ามล และคุณสมิต ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิด กิจกรรมนี้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 23 พ.ย. เวลา 13.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลป์และวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครับ
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 339