อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 ธันวาคม 2561

แจ้งของหายช่องโหว่กม. ต่างชาติหวังสูบเงินประกัน

สัปดาห์นี้ไปดูช่องโหว่ของกฎหมาย...หญิงสาวพาแฟนหนุ่มมิจฉาชีพต่างชาติ วิ่งหน้าตั้งแจ้งความมือถือหาย แต่ความแตกถูกจับโกหกได้ แต่งเรื่องหวังเงินประกันกลับประเทศ พุธที่ 5 ธันวาคม 2561 เวลา 14.00 น.


ดาบตำรวจรุ่นเก๋าที่ต่อมาได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจตรี ตามนโยบายของรัฐบาลนั่งอยู่ที่สน.รับเรื่องแจ้งความ พลันก็ปรากฏหญิงสาวเดินทางขึ้นโรงพักพร้อมกับแฟนหนุ่ม ซึ่งในแว่บแรกก็ยังสงสัยว่าคนไทยหรือไม่ แต่พลันที่สำรวจตรวจสอบดีๆ ก็พบว่าไม่น่าจะเป็นคนไทย เพราะลักษณะท่าทางฟ้องว่าเป็นชาวต่างชาติ

สวัสดีค่ะ ฉันพาแฟนมาแจ้งความ” เธอหล่นเสียงแหบเสน่ห์ที่ผ่านการสูบบุหรี่มาหลายพันมวนแล้วในชีวิต เป็นเสียงในระดับที่ร้องเพลงตามผับบาร์และเพลงฝรั่งได้อย่างรื่นรมย์หูคนฟังยิ่งนัก

เรื่องอะไรครับ” ตำรวจถาม

แฟนของดิฉันทำมือถือหาย”

แล้วเจ้าหล่อนก็เอ่ยมือถือยี่ห้อดีราคาแพงยิ่งนัก แต่สิ่งที่ตำรวจเห็นก็คือ แฟนหนุ่มชาวต่างชาติของเธอไม่มีอาการสะทกสะท้านอะไรแต่อย่างใด นั่นคือข้อสังเกตแรกแห่งความผิดปกติในเรื่องนี้ แต่เอาล่ะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก็ต้องทำหน้าที่ต่อ “จะแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานหรือ?”

ใช่ค่ะ เขาจะกลับประเทศแล้วในช่วงค่ำวันนี้”

นั่นคือข้อสังเกตที่ 2 แห่งความผิกปกติในเรื่องนี้ รีบร้อนเหลือเกินแต่กลับนิ่งสงบราวกับไม่อาทรของหาย

“ได้! แล้วหายที่ไหนล่ะ”

หญิงสาวพูดชื่อซอยไป อ้างว่าแฟนหนุ่มของเธอเดินไปแล้วถูกวัยรุ่นจี้เอาไป “กลางซอยที่มีโทรศัพท์สาธารณะ”

ถึงตรงนี้พอกันที ร้อยตำรวจตรีซึ่งเป็นตำรวจที่โรงพักแห่งนี้มากว่า 30 ปี “โทรศัพท์สาธารณะกลางซอยนั้น?”

“ค่ะ” หญิงสาวตอบ ส่วนแฟนหนุ่มนั่งนิ่งไม่พูดอะไร



คุณแน่ใจ”

มั่นใจมากค่ะ แฟนของดิฉันยืนยัน”

นายตำรวจปิดสมุดบันทึกลงประจำวัน “ผมท้าพนันกับคุณเลย ถ้าซอยแห่งนั้นมีโทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่จริง ตรงกลางซอยดังที่คุณว่านะ ผมจะลาออกจากตำรวจเลย!!!”

หล่อนชะงักถึงขั้นสะดุ้ง

ซอยตรงนั้น ไม่เคยมีโทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่ แม้ในช่วงที่คนยังไม่มีมือถือ มันก็ไม่เคยมีตั้ง ผมไม่เคยเห็นซอยนี้มีโทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่กลางซอยมากว่า 30 ปีแล้ว”

เขาอาจจะจำซอยผิด อาจจะเป็นซอยอื่น” หญิงสาวเริ่มตะกุกตะกัก

“พอกันที!!” ตำรวจพูดเรียบๆ “ยังไม่นับเรื่องพิรุธท่าทางของแฟนของคุณที่นิ่งโดยไม่อนาทรมือถืออันแสนแพงที่หายไปอีก ทุกอย่างมันดูพิรุธไปหมด รู้ไหมว่าแจ้งความเท็จโทษมันมีตามกฎหมายนะ อย่าให้ผมเอ่ยอัตราโทษ”

ถึงตรงนี้หญิงสาวหน้าซีดเผือด

“ผมจะเล่าอะไรให้คุณฟังอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวต่างประเทศชอบมาแจ้งความของหาย บางครั้งเลยเถิดถึงขั้นซื้อมือถือถูกๆ มือสองแล้วขึ้นโรงพักแจ้งว่าทำมือถือหาย พอจะกลับประเทศก็เอาบันทึกรับแจ้งความ จ้างคนแปลหน้าละ 2,000 บาท เอากลับประเทศไปให้บริษัทประกันดู เขาก็จ่ายชดใช้ ผมรู้นะว่าประเทศไทยเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงที่บริษัทนำเที่ยวมักจะให้นักท่องเที่ยวทำประกันก่อนเดินทางมาบ้านเรา ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ถ้าเกิดเรื่องจริง แต่บางครั้งมันก็เป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพต่างชาติดำเนินการแจ้งความเอาเงินประกันแบบนี้”

หล่อนหน้าซีดเผือดเข้าไปอีก ด้านแฟนหนุ่มชาวต่างชาติก็เริ่มซีดเผือดบ้างแล้ว

มันทำให้ประเทศเรายิ่งมีภาพลบเข้าไปอีก ถ้าหายจริง ผมพร้อมรับแจ้งความ แต่ถ้าคุณมาโกหกทำแบบนี้ ผมไม่ยอม คุณเป็นคนไทยด้วย ทำไมถึงทำแบบนี้ ผมรู้ว่าประเทศเรามันก็มีปัญหา แต่ทำไมต้องมาโกหกทำให้พวกคนต่างชาติแบบนี้ด้วย”



คุณนี่ใช้ไม่ได้” ตำรวจกล่าวต่อ “เป็นคนไทยเสียเปล่า ลงไปเลย ลงไปจากโรงพักเดี๋ยวนี้เลย ออกไป!!! ไป!!!” ตำรวจไล่หล่อนกับแฟนต่างชาติที่ต้องการเงินประกันจากการแจ้งความเท็จออกจากโรงพักไป

มันเป็นสิ่งที่นายตำรวจเฒ่ารับไม่ได้กับสิ่งทีเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก

เจอประจำ...เรื่องแบบนี้ แจ้งความเอาเงินประกัน บางทีของก็ไม่หาย บางทีก็ซื้อมาถูก พวกนักท่องเที่ยวเหล่านี้หวังเงินประกันที่ทำกันก่อนเข้าประเทศไทย” นายตำรวจเฒ่าเล่าให้ผมฟังข้างโรงพัก

เป็นกันทุกชาติ ทุกคนเห็นช่องโหว่ตรงนี้ มันทำให้คนที่หายจริงเดือดร้อนด้วย เพราะเราก็ไม่เชื่อ ต้องสอบต้องถามกันดีๆ”

นายตำรวจยักไหล่ก่อนหันมาบอกผมว่า “แต่ตอนนี้เราเริ่มรวบรวมหลักฐานไว้แล้ว ไอ้พวกที่ขึ้นโรงพักแจ้งความมันก็หน้าซ้ำๆ ถ้าเรามีหลักฐานเพียงพอ เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเราคงจะรวบมันดำเนินคดีตามกฎหมายเสียให้เข็ด”

ผมเห็นด้วย นักท่องเที่ยวที่ทำผิดกฎหมายแบบนี้จะต้องจับเสียให้เข็ด

ส่วนแม่หญิงสาวที่พาแฟนหนุ่มมาแจ้งความเท็จแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี ฝากผู้อ่านทุกท่านช่วยตอบแทนหน่อยก็แล้วกันครับผม.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 141