อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

เมื่อนโยบายระดับชาติ ก่อกำเนิดฆาตกรระดับโลก

สัปดาห์นี้ชวนคิดไปกับซีรีส์ดัง 9 ตอนจบ ความผิดพลาดของกองทัพสหรัฐฯ นโยบายระดับชาติที่ “กดขี่” ทำให้ “อดีตนายทหารเรือ” ถูกสังหารจากน้ำมือหนุ่มหน้าตาดีที่กลายเป็น “ฆาตกร” พุธที่ 23 มกราคม 2562 เวลา 12.03 น.


หนอนโรงพักสัปดาห์นี้พักจากการเขียนถึงเหตุการณ์ทั่วไปในโรงพักและเหตุต่างๆ กันสักนิด เพื่อขอแนะนำซีรีส์ต่างประเทศชื่อดัง เรื่อง The Assassination of Gianni Versace: American Crime Story โดยเป็นซีรีส์ 9 ตอนจบ พูดถึงคดีฆาตกรรม จานนี่ เวอร์ซาเช่ นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอิตาลีชื่อก้องโลก ซึ่งถูกฆาตกรรมไปเมื่อวันที่ 15 ก.ค.2540

สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ จะพาเราไปเจาะลึกชีวิตฆาตกรย้อนหลังจากเหตุการณ์สังหารเวอร์ซาเช่ สู่การเปิดเผยว่าฆาตกรรายนี้ได้สังหารมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ศพ ก่อนจะสังหารนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อก้องโลกรายนี้ เป็นซีรีส์ที่สนุกน่าติดตาม ซึ่งคดีสังหารเวอร์ซาเช่นี้เป็นภาค 2 นะครับ ในภาคแรกซีรีส์พาไปเจาะลึกการพิจารณาคดีของ โอเจ ซิมป์สัน อดีตนักฟุตบอลอเมริกันชื่อดัง ที่ถูกกล่าวหาว่าสังหารอดีตภรรยาและชายหนุ่มชู้รัก

ทั้งนี้ซีรีส์ชุดนี้มีแก่นในพาผู้ชมไปเจาะลึกเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคดีดัง ที่ไปไกลกว่าการฆาตกรรมสะเทือนขวัญ เพราะมันพาไปเจาะลึกปัญหาความอยุติธรรมในสหรัฐฯ ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว ด้วยเนื้อหาที่อัดแน่น เรื่องราวชวนติดตาม ถือเป็นซีรีส์ที่น่าดูยิ่งนักและมีให้ชมอย่างถูกกฎหมาย ถูกลิขสิทธิ์ในประเทศไทยแล้วนะครับ



สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ชมก็อย่ารีรอ ผมขอเรียกน้ำย่อยโฆษณาแบบไม่ได้เงิน เชิญชวนด้วยประเด็นสำคัญในซีรีส์ชุดนี้ เพราะการเล่าถึงฆาตกรและเรื่องราวของเวอร์ซาเช่นั้น ประเด็นสำคัญคือการพูดถึงคนกลุ่มLGBT โดยเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมเป็นเกย์นั่นเอง โดยในยุคนั้นสภาพสังคมแม้อาจจะเปิดกว้างบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เปิดกว้างมากที่สุด ซึ่งประเด็นนี้จะถูกนำเสนอตลอดเรื่องราวในทุกตอน

ความน่าสนใจของประเด็นนี้จะอยู่ที่ว่า นโยบายอันสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ มีส่วนผลักดันให้เกิดเหตุการณ์การเริ่มฆ่าของฆาตกรรายนี้ขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ โดยเรื่องราวเริ่มขึ้นกับนโยบายที่เรียกกันว่า ห้ามถาม ห้ามตอบ ซึ่งเป็นกฎของกองทัพที่ถูกตราขึ้นในสมัยรัฐบาล ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งห้ามทหารแสดงพฤติกรรมรักร่วมเพศออกมาในที่สาธารณะ แม้จะพูดคุยเรื่องนี้ก็ไม่ได้เพราะถือว่าผิดกฎ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัย ทั้งนี้ในช่วงแรกนั้นรัฐบาลต้องการให้ประชาชนอเมริกันเป็นทหารได้ โดยไม่พิจารณาถึงเรื่องเพศสภาพ แต่แน่นอนว่ากระแสต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศปรากฎในกองทัพสูงมาก เพื่อให้ผู้ที่รักร่วมเพศได้รับใช้ชาติ จึงมีการตรากฎหมายนี้ขึ้นมา ซึ่งภาพรวมแม้จะห้ามการแสดงพฤติกรรมรักร่วมเพศในที่สาธารณะ อันเป็นการห้ามคนรักร่วมเพศเข้าเป็นทหารด้วย แต่ในตัวกฎนั้นก็อนุญาตให้คนรักร่วมเพศเป็นทหารได้ เพียงต้องไม่แสดงพฤติกรรมรักร่วมเพศออกมา



ทางด้านผู้บังคับบัญชาเอง แม้จะรู้เรื่องพฤติกรรมทางเพศของทหาร แต่ก็ไม่มีสิทธิ์สอบสวนเรื่องนี้ตราบเท่าที่พฤติกรรมทางเพศไม่ได้ถูกแสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง จึงนำไปสู่การเรียกกฎนี้ว่า ห้าม (ผู้บังคับบัญชา) ถาม (ผู้รักร่วมเพศที่เป็นทหาร) ก็ห้ามตอบ นำไปสู่การห้ามล่าและห้ามข่มขู่ (ทหารที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ) นั่นเอง

อย่างไรก็ดีกฎอันนี้ทำให้ทหารที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศอึดอัด เพราะแสดงออกไม่ได้ นำไปสู่การดิ้นรนต่อสู้แก้ไขหลายครั้ง จนสำเร็จในสมัย ปธน.โอบาม่า ใช้เวลาในการต่อสู้ 16 ปี (ตั้งแต่ปี 36-53)

ในซีรีส์ดังกล่าว นายทหารเรือท่านหนึ่งได้เห็นทหารชั้นผู้น้อยที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศถูกรุมซ้อมโดยทหารจำนวนมาก เขาเข้าไปห้ามและมีคนระแคะระคายพฤติกรรมทางเพศของนายทหารเรือท่านนี้ แม้ตอนนั้นจะมีกฎห้ามถาม ห้ามตอบบังคับใช้แล้วก็ตาม แต่ถึงแม้ทหารที่รักร่วมเพศจะไม่แสดงตัวออกมา หากแต่เมื่อเพื่อนทหารเห็นหรือรู้เข้า ก็นำไปสู่การรุมทำร้ายเหยียดหยามทั้งทางกายและทางใจได้ รวมทั้งนายทหารที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศหลายนายถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับการเลื่อนยศให้ก้าวหน้าในวิชาชีพ แม้จะปฏิบัติหน้าที่ดีแค่ไหนก็ตาม



นายทหารเรือท่านนี้ได้รับแรงกดดันจากสภาวะกดขี่ในกองทัพ เขาคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ตัดสินใจมีชีวิตต่อ เขาเลือกจะให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เรื่องการเป็นเกย์ในกองทัพอเมริกา ต้องถูกปิดหน้า ปิดเสียงเห็นเป็นเงาดำ ชีวิตตกต่ำย่ำแย่จากสภาวะกดขี่ของกฎห้ามถาม ห้ามตอบนี้ ในคืนหนึ่งเขาเลือกเข้าบาร์เกย์เป็นครั้งแรกในชีวิต และได้รู้จักกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ที่กอบกู้ชีวิตเขาให้ดีขึ้นมาได้ นายทหารเรือตัดสินใจลาออกจากกองทัพมาหางานทำ แต่ใจเขาคะนึงถึงการรับใช้ชาติในเครื่องแบบอันทรงเกียรติเสมอมา

หลายนาทีผ่านไปกับความสัมพันธ์กับชายหนุ่มหน้าตาดี เขาพบเรื่องผิดสังเกต ชายหนุ่มคนที่เข้าพบในบาร์เกย์ มีลักษณะท่าทางแปลกๆ เขาพยายามตัดความสัมพันธ์ เตือนเพื่อนฝูงที่ยังคบหากับชายหนุ่มหน้าตาดีรายนี้ถึงอันตรายซึ่งเขาสัมผัสได้...แต่ไม่ทันการณ์

ชายหนุ่มหน้าตาดีเริ่มฆ่าศพแรก ที่มีการบันทึกไว้คือการสังหาร “อดีตนายทหาร” เรือรายนี้เป็นรายแรก ก่อนจะนำไปสูการฆ่าแบบไม่มีช่วงเวลากำหนดอีกหลายราย จนรายสุดท้ายคือการสังหาร “เวอร์ซาเช่” ในซีรีส์เราจะเห็นความพยายามของเรื่องที่จะโยงถึงกฎห้ามถาม ห้ามตอบ ซึ่งทำให้นายทหารเรือหมดอนาคตในอาชีพ ต้องล้มเหลวจนถึงป่วยซึมเศร้า แล้วก็ไปพบกับชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งในเวลาต่อมาจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์ฆาตกรรมของสหรัฐฯ



คำถามสำคัญที่ซีรีส์เรื่องนี้ตั้งไว้กลายๆ แบบให้ไปคิดต่อเองก็คือ หากไม่มีกฎห้ามถาม ห้ามตอบนี้ ผู้ที่รักร่วมเพศคงจะสามารถรับใช้ชาติในเครื่องแบบของกองทัพอย่างเต็มภาคภูมิเหมือนคนอื่นๆ นายทหารเรือท่านนี้จะต้องมีความก้าวหน้าในอาชีพ ไม่จมปลักและไปพบกับชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งมีประวัติชีวิตที่ล้มเหลวเช่นกัน หากทั้ง 2 ไม่พบกันจะเกิดฆาตกรรมตามมาอีกหลายรายหรือไม่ เวอร์ซาเช่จะยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้หรือเปล่า หรือก็คงจะเกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญขึ้นอยู่ดี

เป็นคำถามที่เต็มไปด้วยคำว่า “ถ้า” ได้อย่างน่าสนใจ

ซีรีส์เรื่องนี้ได้สะท้อนว่า นโยบายระดับชาติที่ผิดพลาด “กดขี่” อาจเป็นเหตุที่จะตามมาด้วยผลหลายอย่าง ซึ่งผลสำคัญก็คือการสังหารโหดที่ทำให้อดีตทหารเรือต้องจบชีวิตลง และทำให้ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกลายเป็น “ฆาตกรต่อเนื่อง” ขึ้นมา

ที่พูดทั้งหมดนี้ผู้อ่านอาจจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่อยากเชิญชวนให้ติดตามซีรีส์ชุดนี้อย่างยิ่ง เพราะบางทีผู้อ่านอาจพบคำถามหรือเหตุ ที่นำไปสู่คำตอบหรือผลที่รุนแรงน่ากลัวกว่าประเด็นที่ผมพบเจอในเรื่องนี้ก็เป็นได้ครับ.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 280