อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562

แบนซีรีย์"Sex education" เสียงสะท้อนการศึกษาไทย

สัปดาห์นี้ไปดูวิวาทะเรื่องเพศ พรรคการเมืองหวังแบนซีรีย์ "Sex education" สะท้อนระบบการศึกษาไทย สอนกันมานานล้มเหลวหรือไม่ หรือใครจะผุดหลักสูตรทางเพศขึ้นมาสอน พฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น.


ประเทศไทยก็มีประเด็นทางสังคมที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ปนตลกขบขันแบบตลกร้ายได้ทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะพวกเรื่องเก่าๆ เดิมๆ เกี่ยวกับหลักความรู้และศีลธรรมในบ้านเราที่มักจะถูกวิจารณ์ได้ง่าย และกลายเป็นประเด็นชวนให้สะท้อนใจเสียอีกว่า “เรื่องเหล่านี้มาตรฐานบ้านเรามันเป็นอย่างไรกัน และทุกวันนี้มันดีหรือเปล่า” เสียงวิจารณ์นั้นมีทั้งติเพื่อก่ออยากให้แก้ไขปัญหา หรือไม่ก็ออกมาในเชิงปลงๆ ขำๆ ไปแล้วว่า “พูดไปก็เท่านั้น”
 
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เกิดกรณีแนวๆ นี้ขึ้นมาอีก เมื่อมีพรรคการเมืองหนึ่ง คือ พรรคพลเมืองไทย บอกไปก็คงไม่ค่อยจะคุ้นหูกัน เพราะมีพรรคการเมืองเกิดใหม่หลายพรรค จะให้คุ้นที่สุดคือพรรคนี้มี นายเอกพร รักความสุข อดีต รมช.คมนาคม ตั้งขึ้นมา พรรคนี้เขาไปยื่นหนังสือต่อกสทช.เรียกร้องให้ Netflix ซึ่งเป็นผู้บริการให้ชมภาพยนตร์รายใหญ่ แบนซีรีย์เรื่อง Sex education พ้นจากจอไปเสียไม่ให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี




 
คำว่า “แบบอย่างที่ไม่ดี” คือพรรคนี้อธิบายว่า ซีรีย์เรื่องนี้จะเอาความเสรีทางเพศในแบบสังคมตะวันตกขึ้นมาพูด ให้เรื่องเพศที่ควรลี้ลับอับอายมันเป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนเอามาพูดถึง มันดูไม่มียางอาย ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบและทำตัวง่าย ทำให้พ่อแม่เด็กช้ำใจที่มีลูกใจแตก ฯลฯ แล้วแต่จะอ้างกันเข้าไป แต่สรุปคือ “ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประเทศไทย”
 
เสียงวิจารณ์ก็ตามมาเยอะทันที พูดกันถึงขนาดว่า “พรรคนี้แจ้งเกิดและแจ้งตายในเวลาเดียวกัน” เหมือนทำตัวไม่รับรู้ว่า พฤติกรรมทางเพศของเยาวชนไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร และซีรีย์เรื่องที่ว่าก็เป็นการสอนเรื่องเพศศึกษาในแบบละคร ที่ทำให้เยาวชนเกิดความเข้าใจได้ ไม่ใช่แค่มองว่าเยาวชนจะไปเอาแค่เปลือกพฤติกรรมที่ปรากฏในซีรีย์มา แล้วก็ผวากันไปเองว่าต่อไปเยาวชนจะอยากมีเซ็กส์เสรีแบบสังคมตะวันตก
 
ละครซีรีย์เกี่ยวกับเพศของเยาวชนไทย เอาจริงเมืองไทยก็มี หลายปีก่อนสร้าง “ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น” ก็ถูกวิจารณ์กระหน่ำแบบนี้เหมือนกัน จากบท “สไปรท์” ที่ได้ดาราสาว “เก้า สุภัสสรา ธนชาติ” มารับบทเด็กวัยรุ่นที่ค่อนข้างฟรีเซ็กส์ แต่มีเงื่อนไข “กินสไปรท์ต้องใส่ถุง” ตอนนั้นก็ไม่เห็นใครจะออกมาเต้นๆ แต่ก็แซวกันบนโซเชียลฯ บ้าง แต่พอช่วงเลือกตั้งเข้าใจว่า บางพรรคการเมืองคงหาซีนที่จะออกแอคชั่นบ้าง


 
พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก็มีการพูดคุยถึงว่า “พรรคการเมืองเป็นห่วงเรื่องนี้ มันสะท้อนภาพการศึกษาของไทยอย่างไร” กระแสสังคมก็มองไปในทางว่า “ถ้าผู้ใหญ่เองยังไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของการสอนเพศศึกษา ก็แปลว่าระบบการศึกษาไทยเรื่องนี้ล้มเหลว” เพราะพฤติกรรมทางเพศของเยาวชนไทยก็ใช่ย่อย ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้ชื่อว่ามี “แม่วัยใส” ติดอันดับโลก นี่ไม่นับสถิติทำแท้งคงจะรวมมาไม่ได้ เยาวชนติด HIV ก็เยอะ
 
ผู้ใหญ่ไปยื่นให้กสทช. แบนซีรีย์เรื่องนี้ก็เพราะยังเห็นว่า “เรื่องเพศเป็นเรื่องลี้ลับอับอายที่เยาวชนยังไม่ควรพูดถึง” ด้วยชุดเหตุผลเดิมๆ เช่นว่า เด็กไปสนใจจะทำให้ใจแตก หรือเสียการเรียน ดูเหตุผลไปก็รู้สึกว่ามันเหมือนใช้อำนาจควบคุมเยาวชนอย่างหนึ่ง ที่ผู้ใหญ่ “ปิดกั้นหรือบงการ” เรื่องที่เป็นธรรมชาติวิสัยของเยาวชน อ้างเหตุผลในการควบคุมเพื่อแสดงความมีอำนาจเหนือกว่าให้ต้องเชื่อฟัง
เอาจริงคือเยาวชนในวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องสนใจเรื่องเพศ หรือมีอารมณ์ทางเพศ การปิดกั้นให้เป็นเรื่องต้องห้ามไปเสียหมด เด็กในวัยนี้มีโอกาสจะพยายามฝ่าฝืนหรือแหกกฎในทางผิดๆ เพื่อระบายกำหนัด (ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุแหละ) เอาง่ายๆ ช่วงหลังมานี้คงจะได้ยินข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องพฤติกรรมทางเพศแรงๆ เช่น มีกลุ่มเยาวชนวางแผนรุมโทรมหญิงในห้องน้ำโรงเรียนด้วยซ้ำ
 
แล้วอย่างนั้นบทเรียนเพศศึกษาของประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไร เคยคุยๆ กับหลายคนที่เขาค่อนข้างเสรีนิยมหน่อยก็บอกว่า มันต้องเริ่มจากการยอมรับธรรมชาติว่าเด็กวัยรุ่น มันก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องเซ็กส์กันทั้งนั้น ยิ่งยุคอินเทอร์เน็ตแบบนี้ปิดกั้นไม่ได้หรอก พยายามจะมีโปรแกรมกรองภาพโป๊เปลือย เข้าแอพพลิเคชันบางตัวทีเดียวก็จบมันเห็นกันหมด ดังนั้นต้องทำให้เป็นเรื่องที่เด็กกล้าพูด กล้าเผยความรู้สึก
 
เด็กที่กล้าพูด อย่างน้อยคือพูดกับพ่อแม่หรือคนที่ให้คำปรึกษาได้  เด็กก็รู้แนวทางการ “ระบายออก” ที่เหมาะสม ความรู้เรื่องแรกคือสรีระวิทยา ที่สอนให้เด็กรู้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหรืออารมณ์ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเรื่องน่าอาย เสียงแตก ขนขึ้น มีประจำเดือนเกิดอารมณ์คือเรื่องธรรมชาติ แล้ววิธีที่จะระบายอารมณ์ออกทำได้อย่างไรบ้างสำหรับวัยรุ่น คงไม่ต้องสอนให้ไปถึงขั้นเพ่งอสุภซากให้ปลงอาลัยหรอก


 
การสอนสรีระวิทยาที่สำคัญต่อมาคือ การสอนว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเจริญพันธุ์อาจมีผลอย่างไร มันสามารถทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ก็ต้องสอนเรื่องวิธีคุมกำเนิด และสร้างตระหนักด้วยว่า ผลจากการท้องไม่พร้อมคืออะไร อีกเรื่องหนึ่งที่มีโอกาสเกิดได้คือการติดโรคสอนควบคู่ไปด้วยว่าวิธีการป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องสร้างความไว้ใจให้เด็กกล้าปรึกษา ถ้าเกิดพลาดจะได้แก้ปัญหาทัน
 
ต่อจากเรื่องการสอนสรีระวิทยา คือ การสอนเรื่องบทบาททางเพศ คำที่ต้องหัดสอนกันให้ตระหนักตั้งแต่วัยเยาวชน คือ consent หรือการยินยอมพร้อมใจ การมีเพศสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่การล่อลวงหรือถูกบังคับ แต่ต้องเป็นความยินยอมให้เกียรติระหว่างกัน การสอนให้เคารพกันจะพัฒนาไปเป็นแนวคิดทำให้เด็กตระหนักุถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้อื่น แก้ปัญหาการข่มขืนหรือความรุนแรงในครอบครัวได้ต่อไปด้วย
 
ต่อมาคือ การสอนให้ตระหนักถึงภัยสังคม เราต้องให้เด็กรู้ว่าภัยสังคมที่เข้ามาล่อลวงเดี๋ยวนี้มีมาก เพื่อแลกกับการคุกคามทางเพศได้ง่าย ตามโซเชียลฯ เดี๋ยวนี้เยอะแยะ ที่ผ่านมามักจะมีข่าวบ่อยที่มีเกย์ล่อลวงเด็กชายไปมีเพศสัมพันธ์ แล้วอัดคลิปขายแลกกับการจ่ายเงินค่าเกม ต้องทำให้เด็กตระหนักรู้ถึงอันตรายและผลกระทบต่อชีวิตที่เกิดจากการตัดสินใจชั่ววูบ หรืออันตรายต่อสุขภาพถ้าคนล่อลวงมีเชื้อ HIV 
 
ประเด็นทางสังคมเรื่องเพศที่เขาอยากให้สอนต่อมา คือ เรื่องความเข้าใจต่อความหลากหลายทางเพศ เด็กเดี๋ยวนี้เริ่มแสดงบทบาททางเพศสภาพของตัวเองตั้งแต่อายุไม่เท่าไร และจะโดนล้อเลียนซึ่งคนไทยยังไม่ตระหนักว่าการล้อเลียนคือความรุนแรงในรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้เหยื่อเป็นทุกข์หรืออับอาย บทเรียนความหลากหลายทางเพศนี้เป็นเรื่องท้าทายว่าจะสื่อสารอย่างไร แต่เบื้องต้นคือสร้างความเคารพตัวตนและไม่ตีตราว่าการผิดจากเพศกำเนิดคือความผิดปกติ
 
นี่ก็ถือเป็น “ความใฝ่ฝัน” หนึ่งที่เราอยากเห็นหลักสูตรทางเพศของไทย ไม่ใช่แค่ปิดกั้นให้ไปรู้กันเอง.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : netflix , ช่อง GTH , ช่อง ONE


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

บอกต่อ : 431