อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562

ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการฯ เปลี่ยน"ภาระ"กลายเป็น"พลัง"

ทำดีเพื่อสังคม...ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน เชียงดาว เปลี่ยน“ภาระ”ให้กลายเป็น “พลัง”สานฝันผู้พิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า พร้อมร่วมสร้างสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง“No One Left Behind” เสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 10.00 น.


ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 ไทยมีผู้พิการจำนวน 2,022,481 คน (ร้อยละ 3.05 ของประชากรทั้งประเทศ) คนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน อายุ 15 - 60 ปีจำนวน 877,853 คน มีคนพิการในวัยทำงานที่ประกอบอาชีพ 218,490 คน (ร้อยละ 24.89) ซึ่งการสร้างหรือฝึกอาชีพให้กับผู้พิการอย่างเหมาะสมถือเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เปลี่ยนผู้พิการที่ถูกมองว่าเป็นภาระให้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ

สอดคล้องกับเป้าหมายของ “มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ” ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานแบบ Empowerment ผู้พิการ ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างให้ผู้พิการมีรายได้ สร้างให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ก้าวพ้นความยากจน สามารถประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ที่เพียงพอ และยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่จะเป็นต้นแบบของศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับคนพิการในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อพัฒนาผู้พิการให้เป็นประชากรที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



โดยศูนย์ฝึกอาชีพฯดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวคิดของ ศาสตราจารย์ วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิฯ ที่เห็นว่าทางออกที่จะสามารถช่วยเหลือคนพิการทั่วประเทศที่ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท มีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพที่แน่นอนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต้องให้ผู้พิการ และครอบครัวประกอบอาชีพอิสระที่มั่นคง-ยั่งยืน และเป็นอาชีพที่ทำได้จริงด้วยตัวเอง ใช้พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ รายได้ดี ที่สำคัญเมื่อทำแล้วต้องขายได้ มีรายได้เพียงพอกับการดูแลตัวเอง และครอบครัว จึงมีการพัฒนาสินค้า และผลิตภัณฑ์ของผู้พิการขึ้นมาภายใต้แบรนด์ “ยิ้มสู้” เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้กับผู้พิการ ปัจจุบันได้นำสินค้าเข้าวางจำหน่ายในห้างเขตจังหวัดภาคเหนือ และมีแผนขยายไปทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งการสนับสนุนสินค้าต่าง ๆ ภายใต้แบรนด์ยิ้มสู้ก็เท่ากับกว่าประชาชนมีส่วนในการช่วยเหลือผู้พิการนั่นเอง





สมศักดิ์ ชัยชนะ” ผอ.ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาว บอกว่า จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างในการฝึกอบรมด้านอาชีพของศูนย์ฝึกอาชีพฯคือ หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อ “คนพิการ ผู้แลคนพิการ และครอบครัวของผู้พิการ” เป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ รวม 3 เดือนหรือ 100 วัน หลังจากที่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพฯที่เชียงดาวมา 1 ปี ได้ก่อสร้างอาคารไปเพียงบางส่วน แต่ก็สามารถเปิดฝึกอบรมอาชีพไปแล้ว 2 รุ่น มีผู้พิการ-ผู้ดูแลคนพิการเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 287 ครอบครัว ตลอดระยะเวลาที่อบรมพวกเขาต้องใช้ชีวิตกินนอนภายในศูนย์ฯเพื่อให้เกิดการปรับตัว เปลี่ยนวิธีคิด ควบคู่ไปกับการเรียนรู้งานในอาชีพต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งการเพาะปลูก การผลิต การบริหารต้นทุนรายรับ-รายจ่าย การแปรรูป การตลาด และการจัดจำหน่าย การฝึกอบรมมุ่งเน้นไปที่อาชีพที่สามารถมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน จึงเป็นที่มาของการฝึกอาชีพ 3 ด้านคือการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน และการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีรอบการผลิตต่ำใช้เวลาเพียง 45 วัน มีความต้องการของตลาดสูง รวมไปถึงอาชีพอื่น ๆ ที่ผู้พิการสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ เป็นต้น



สมบูรณ์ อิ่นนวล” หัวหน้าศูนย์บริการอาชีพอิสระคนพิการและครอบครัวระดับพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่สายใต้ ตั้งอยู่ อ.ดอยหล่อ ผู้พิการรุ่นแรกที่เข้ารับการอบรม บอกว่า เมื่ออบรมเสร็จก็นำกลับมาทำที่บ้านโดยเริ่มต้นจากการเลี้ยงจิ้งหรีด 5-6 กล่อง ผลผลิตที่ได้แทบไม่พอขาย เพราะเป็นที่ต้องการของคนในท้องถิ่น ในบางครั้งที่ผลผลิตเช่นเห็ดออกมามากชนกับเห็ดธรรมชาติจากป่าก็จะนำมาแปรรูปเช่น แหนมเห็ด หรือไส้อั่ว 3 สหาย ที่ประกอบไปด้วย เห็ด หมู และจิ้งหรีดเป็นส่วนผสมก็สามารถสร้างความน่าสนใจจากผู้บริโภคเป็นการสร้างรายได้เสริมเพิ่มขึ้นอีกทาง

ไปอบรมตอนนั้น 5 คน พอกลับมาแล้วทดลองทำแล้วก็ประสบความสำเร็จทั้งการเลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกผัก และเพาะเห็ด แล้วก็ขยายผลออกไปเป็น 8 รายในพื้นที่ แต่ในตำบลของเรามีคนพิการเกือบ 200 คน บางไม่สะดวกจะเดินทางไปอบรมก็เลยเกิดแนวคิดที่จะขยายผลใช้ที่บ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นสถานที่ฝึกอบรมอาชีพในระดับพื้นที่ โดยตั้งศูนย์แห่งนี้มาได้ประมาณ 6 เดือน เปิดอบรมไปแล้ว 1 รุ่น”



ประพันธ์ และบุญมี ยอดแก้ว 2 พี่น้องผู้พิการด้วยโรคโปลิโออาศัยอยู่กันตามลำพัง บอกว่า หลังเข้ารับการฝึกอบรมกลับมาก็เริ่มหันมาปลูกผักสวนครัว เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงจิ้งหรีด โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯเข้ามาดูแลติดตามคอยให้ช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ ทุกวันนี้เก็บไข่ไก่ได้วันละ 5-10 ฟอง ขายได้ฟองละ 3 บาท ส่วนเห็ดนางฟ้าเก็บ 3-4 วันครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 กิโลกรัม ขายได้ราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท พวกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษนานาชนิดก็นำมาวางขายหน้าบ้าน บางครั้งก็เก็บส่งขายให้กับคนมาสั่งไว้ ทำให้มีรายได้ทุกวัน เฉลี่ยวันละ 100-200 บาท อาชีพเหล่านี้คนพิการทำได้ไม่ยาก รดน้ำ ดูแล ด้วยตัวเองได้ รายได้ก็พออยู่พอกินสำหรับ 2 คนพี่น้องพอเหลือใช้บ้างเล็กน้อย

ศาสตราจารย์วิริยะ บอกว่า สืบเนื่องจากการจัดโครงการ “ปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind” เมื่อต้นปี 61 เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่คนตาบอดปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ระยะทางกว่า 867 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่เชียงดาว ต้องใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 150 ล้านบาท ครั้งนั้นมูลนิธิฯได้รับยอดเงินบริจาคทั้งสิ้นกว่า 32 ล้านบาท ดังนั้นปีนี้จึงได้จัดกิจกรรม “ปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ปี 2” เพื่อระดมทุนในการนำไปใช้ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนให้แล้วเสร็จ

หลังจากที่มูลนิธิฯดำเนินการก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่เชียงดาวมา 1 ปี พบว่ามีผู้พิการและผู้ดูแลคนพิการในภูมิภาคอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ติดต่อเข้ามาเพื่อขอรับการฝึกอาชีพ ทางมูลนิธิฯ จึงมีแนวคิดในการจัดสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนเพิ่มอีก 1 แห่งที่ .นครชัยศรี จ.นครปฐม เพื่อขยายโอกาสให้ผู้พิการในพื้นที่ภาคกลางได้รับโอกาสในการฝึกทักษะอาชีพอย่างทั่วถึง จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ปี 2 ระดมทุนบริจาคนำมาใช้ในการก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.เชียงดาวให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และเริ่มก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนที่ อ.นครชัยศรี ควบคู่กันไป หากก่อสร้างเสร็จจะสามารถรองรับการฝึกอาชีพให้กับผู้พิการได้มากถึง 1,000 คนต่อปี ไม่รวมกับผู้ดูแล และครอบครัว”





สำหรับโครงการปั่นไปไม่ทิ้งกัน No One Left Behind ปี 2 จะมีคนตาบอด 22 คน และอาสาสมัคร 22 คน ร่วมกันปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ-ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.นครชัยศรี ผ่าน 15 จังหวัด 14 วัน คือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี และนครปฐม ระหว่างวันที่ 9 -22 .. นี้ ระยะทางรวม 1,500 กิโลเมตร โดยในแต่ละจังหวัดจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมเห็นศักยภาพของผู้พิการ และให้โอกาสผู้พิการในการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นพลังในการพัฒนาสังคมต่อไปในอนาคต

มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการรู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นอย่างยิ่งที่ทรงเมตตาประทานธงประจำพระองค์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักปั่นจักรยานผู้พิการทางสายตาและอาสาสมัคร และเสด็จเป็นประธานเปิดโครงการฯ และทรงนำร่วมปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรปราการ ในวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.. 2562 ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดกิจกรรม จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับผู้พิการในการที่จะร่วมกันขยายและสร้างโอกาสให้คนพิการ สานต่องานที่พ่อทำ ด้วยการช่วยเหลือให้ผู้พิการสามารถก้าวข้ามความยากจน มีอาชีพที่ยั่งยืน เพื่อที่จะเปลี่ยนผู้พิการที่ถูกสังคมมองว่าเป็นภาระ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมต่อไป”



น่าชื่นชมอย่างยิ่งสำหรับโครงการต่าง ๆ ที่มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการมอบให้กับสังคมนี้ โดยเฉพาะผู้พิการได้รับประโยชน์ไปแบบเต็ม ๆ การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดี และดีมาก ๆ ที่ช่วยให้พวกเขามีอาชีพทำกินเลี้ยงตัวเองได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับใคร.
...........................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย “เหยี่ยวขาว”


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 327