อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มีนาคม 2562

จากเด็กดอยอยู่เพิงไร้น้ำไฟ สู้วิบากมุ่งมั่นสู่ทนายความ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิต “เด็กดอย” สู้กว่าคนอื่น 2 เท่าหวังพาครอบครัวหลุดพ้นความลำยาก แม้จนสอบชิงทุนเรียนนิติศาสตร์ ฝันเป็นทนายความนำความรู้ช่วยคนในหมู่บ้าน อาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ตำราชีวิตเล่มหนึ่งประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ถ้าตั้งคำถามให้แต่ละคนตอบ คงได้ตำราเป็นล้านเล่ม หากจะให้คนล้านคนเขียนตำราของตัวเอง ไม่มีทางที่จะได้ตำราเล่มเดียว แต่จะได้ตำรานับล้านเล่ม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกคนจะออกแบบชีวิตของตัวเอง จะทุกข์แค่ไหนหรือสุขอย่างไร ถึงจะเรียกว่า…ตำราชีวิต

พื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีถนน และไม่มีประปา อาศัยได้ด้วยการอยู่ใกล้ๆ แหล่งน้ำหรือลำคลองตามธรรมชาติ กลายเป็นความทรงจำเมื่อ 30 ปีก่อนของ “เด็กดอย” คนหนึ่ง “ตอนเด็กๆ ชีวิตผมโตมาในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารมากๆ ผมย่อมเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นแทบทั้งหมด การแบ่งปันสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้ เป็นสิ่งที่ผมควรทำ คือการเติมเต็มความสุขที่ยิ่งใหญ่ให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน”


 
“ปี ปานคำ” หนุ่มวัย 30 ปี ชาวอ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ลูกคนเล็กของบ้าน ย้อนความทรงจำให้ฟังว่า พ่อแม่เป็นชนเผ่าไทใหญ่มีอาชีพรับจ้างหาเลี้ยงลูกทั้งหมด 7 คน เพราะท่านทั้ง 2 ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ความจนทำให้พี่ๆ 5 คนแรกเสียสละให้น้อง 2 คนสุดท้อง คือ “ปี” และ “พี่สาว” ได้ร่ำเรียน โดยอาศัยในเพิงเล็กๆ ที่เรียกว่าบ้านบนดอย ซึ่งนี่แหละคือโรงพยาบาลที่หมอตำแยใช้ทำคลอดให้พวกเขาเติบโตมาถึงทุกวันนี้
 
“ก็ตามประสาเด็กบ้านนอกครับ ตัวผอมๆ แห้งๆ จับปูหาปลามากินประทังชีวิต พ่อแม่สอนให้เรียนรู้ ส่วนพี่ๆ ก็ต้องแยกย้ายไปทำงานต่างถิ่น เลือกที่จะต่อสู้และไปมีครอบครัว ในบ้านจึงเหลือเพียง 4 คนครับ ผมก็เลยคิดว่าเราต้องเรียนให้สูงๆ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาความเป็นอยู่ของครอบครัว บางทีพ่อแม่ไม่มีเงินก็อาศัยขอเพื่อนที่โรงเรียนกินข้าว เพราะครอบครัวเราไม่มีกินจริงๆ”



สายอาชีพวิชา “ช่างยนต์” คือสิ่งที่หนุ่มน้อยวัย 15 ปีเลือกเรียนในระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยการอาชีพฝาง แต่มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ชีวิตหักเหเลือกสอบเข้าคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แต่ด้วยตำราชีวิตเล่มนี้ถูกกำหนดด้วย 2 มือของเขา จึงออกแบบและเปิดประสบการณ์ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยสมัครชิงทุนนักกีฬาฟุตบอลได้สำเร็จ หวังให้ตำราชีวิตของตัวเองให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น นำความรู้ทางด้านกฎหมายไปช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล
 
เขากล้าพูดอย่างเต็มปากว่า “จริงๆ ผมไม่รู้จักกรุงเทพฯ เห็นครั้งแรกก็ร้องอ้อ…หน้าตาเป็นแบบนี้เองเหรอ ผมยอมเหนื่อยกว่าคนอื่น 2 เท่าเพื่อฝึกซ้อมพัฒนาร่างกาย ว่างจากเรียนหนังสือก็ไปหางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ตลอด 4 ปีผมใช้เงินอย่างประหยัด ไม่นั่งแท็กซี่ แต่นั่งรถเมล์ 8 บาท และไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย เพราะมันคือโอกาสพิสูจน์ตัวเอง และโชคดีที่มีเพื่อนที่มาหางานทำที่กรุงเทพฯ ช่วยแชร์ค่าห้อง ทำให้จากเด็กขี้อายวันนั้น แค่ออกไปยืนหน้าเสาธงก็ร้องไห้แล้ว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำ กล้าลงมือที่จะกำหนดชีวิตที่ดีกว่า”
 


แน่นอนว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย…บางครั้งท้อ ร้องไห้ เหนื่อยล้าเหลือเกิน เหงา คิดถึงบ้าน อยากกลับไปกอดพ่อแม่ให้ชื่นใจ แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะ 1-2 ครั้งเท่านั้นที่จะได้กลับบ้าน เขาจึงเลือกสร้างแรงบันดาลใจ ไหนๆ ก็ก้าวออกจากบ้านแล้ว มองกลับไปข้างหลังดูว่าพี่ๆ เสียสละมากแค่ไหน แม้พวกเขาไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็พยายามอ่านและเขียนภาษาไทย แล้วทำไมตัวเขาเองจะทำไม่ได้
 
ขณะที่ทางบ้านนั้น พ่อกับแม่และพี่ๆ ก็ทำงานเก็บเงินตลอด 10 ปี จนสามารถซื้อที่ดินได้ 3-4 ไร่ทำสวนส้ม ปัจจุบันมีมากถึง 20 ไร่ มีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องไปอาศัยเพิงเล็กๆ หรือเช่าบ้านคนอื่น เพราะที่ดินต่างจังหวัดสมัยนั้นก็ไม่ได้แพงมาก แต่ก็ใช่จะหากันง่ายๆ เพียงเงินหลักหมื่นพ่อแม่ก็ต้องแลกมาด้วยความลำบากอย่างที่สุด
 
วันที่เขาโทรบอกแม่กับพ่อ…หนูเรียนจบป.ตรี แล้วนะครับ แม่เขาถามกลับว่า “ป.ตรี คืออะไร…” มันเป็นคำถามที่เอ่อล้นไปด้วยความสุข เขาตอบแม่เพียงว่า “มากรุงเทพฯ พ่อกับแม่ก็รู้เองแหละครับ” รอยยิ้มที่ได้เห็นจากพี่ๆ และกำลังใจจากพ่อแม่ ทุกคนเสียสละเพื่อน้องคนสุดท้อง ได้เห็นน้ำตาแห่งความดีใจ แต่ความสำเร็จนี้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของการเรียน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทางชีวิต เพราะหนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้บันทึกอีกมากมาย



“ถ้าผมใช้สิ่งที่เรียนมาทำเพื่อตัวเอง ถามว่าดีไหมครับ มันก็ดีนะ แต่เราจะได้แค่ตัวเรา ถ้าเราทำเพื่อต่อยอดลมหายใจของครอบครัว พรากความสบายออกจากตัวเอง แต่ผลักความสุขความสบายให้คนอื่น แบบไหนกันครับที่ดีกว่ากัน ผมเลือกครอบครัว พ่อแม่ พี่ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่น่าตอบแทนมากที่สุด”

เขาใช้ความรู้ที่มีศึกษาและทำการตลาดใช้เป็นช่องทางกระจายบนโซเชียลฯ ขายส้มที่ได้จากไร่ของครอบครัวเขาเอง และเมื่อมีกินอิ่มท้องก็รู้จักแบ่งปันให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน เพราะเขารู้ดีว่าเด็กที่ขาดโอกาส ถ้าได้รับการเติมเต็มชีวิต เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตเช่นชีวิตเขาในปัจจุบัน และความหวังสูงสุดของขาที่ต้องทำให้ได้ การเป็นทนายความ ซึ่งเขาสามารถสอบผ่านภาคทฤษฎี ขณะนี้กำลังขะมักเขม้นกับการสอบภาคปฏิบัติ และก้าวสู่ขั้นตอนการสอบปากเปล่า เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ อาชีพทนายความ เพื่อช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของคนในหมู่บ้านชาวดอย


 
เขาได้ทิ้งท้ายแง่มุมของชีวิตที่เขาเป็นถูกบันทึกมาโดยตลอดว่า “คนเราไม่มีใครสูงส่ง ไม่มีใครต่อยต่ำ อย่าดูถูกมนุษย์ซึ่งกันและกัน ให้เกียรติชีวิตเขา แบบที่เขาให้เกียรติชีวิตเรา เพราะเราทุกคนไม่สามารถเลือกเกิดในครอบครัวที่มีต้นทุนชีวิตที่เพียบพร้อมได้ ชีวิตคนเราแม้สถานะทางต้นทุนของชีวิต จะแตกต่างกันอย่างไร มันไม่สำคัญ เรานำสิ่งที่ขาดหายมาเป็นแรงผลักดันให้กับชีวิตของเรา ผมเชื่อว่าทุกคนสร้างมันได้ครับ
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย ทวีลาภ บวกทอง”


คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่  





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 4.20K