อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562

นักการเมืองยุคนี้ ไม่รู้จักคำว่า'รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย'

สัปดาห์นี้เล่าสู่กันฟัง...การเดินเกมของนักการเมืองยุคก่อน สู้กันด้วยกติกาและรักษาคำพูด ผิดกับปัจจุบัน...ไม่รู้ว่าการเมืองจะพาประเทศไทยไปทางไหน พุธที่ 3 เมษายน 2562 เวลา 11.00 น.


ผมเป็นคนยุคที่ได้สัมผัสกับการเมืองที่มีสีสันและตื่นเต้น แถมสู้กันด้วยเล่เหลี่ยม ชั้นเชิง ซึ่งนักการเมืองยุคผมเป็นคนนักเลง พูดคำไหนคำนั้น รักษาคำพูด สู้กันด้วยกติกา สู้กันบนเวที สู้กันในสนาม จบเกมคือจบ เราในฐานะประชาชนก็จะติดตามผลนับคะแนนบนจอทีวี ไม่เกินเที่ยงคืน รู้แล้วว่าใครเป็นรัฐบาล คาดการณ์ได้แล้วหน้าตาคณะรัฐมนตรีจะออกมาเช่นไร ยุคนั้นการเมืองจึงมีเสน่ห์ น่าติดตาม ไม่เครียด และไม่ชวนให้ทะเลาะ เพราะนักการเมืองมีวัฒนธรรม มีกรอบในการเล่น มีเส้นที่วางเอาไว้ เพราะเป็นประเภท “นักการเมืองอาชีพ”

การเมืองยุคหลังปี 40 มานี้เป็นการเมือง “เหมือนสนามรบ” มีธุรกิจการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง มีทหารเข้ามาพัวพัน มีพระสงฆ์เข้าไปคลุกคลี ทำให้วัฒนธรรมการเมืองที่เราเคยสัมผัส บรรยากาศเปลี่ยนไปหมด กลุ่มทุน กลุ่มชนชั้นนำ กลุ่มพระสงฆ์ ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย สื่อมวลชนเองก็ไร้จรรยาบรรณคุมกันไม่อยู่ ถูกกลุ่มทุน นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง เสนอข้อมูลจริงบ้างไม่จริงบ้าง สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือเสนอวาทกรรมทำลายล้างจนประเทศถดถอยลงไปแทบทุกด้าน



ยุคผมวาทกรรมที่ถูกใช้เป็นสิ่งที่คลาสสิคมากคือ “คนดี คนชั่ว” กรอบมันอยู่แค่นี้ ทั้ง ๆ พวกเราประชาชนก็รู้ว่า นักการเมืองหาดียาก แต่พวกเราก็ถูกทำให้เชื่อว่า นักการเมืองดีและพึ่งพาได้

หลังจากปี 47 การเมืองพลิกโฉมครั้งใหญ่ มีสงครามสีเสื้อ 3 ครั้งใหญ่ ๆ ทั้ง พันธมิตร นปช. และกปปส. ประเทศไทยบอบช้ำหนักมาก ไม่เว้นแม้กระทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หลังปี 57 ทหารเข้ามาเป็นกรรมการห้ามสงครามสีเสื้อ เข้ามาปฎิรูปประเทศ เดินเกมพลาด เพราะมิได้ทำแค่ห้ามสีเสื้อ มิได้ทำแค่ความเป็นกรรมการเท่านั้น ดันไปกระทำสิ่งที่อีกฝ่ายมองว่า “ไม่ได้เป็นกรรมการจริง”

ในวงการพระสงฆ์เองก็ถูกกระทำย่ำยี จนก่อให้เกิดความไม่พอใจไปทั่ว ย่ำยีอะไรบ้าง หนึ่ง จับกุมพระมหาเถระผู้ใหญ่ สอง ไล่พระออกจากป่า สาม แก้ไขตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สี่ วัดพระธรรมกาย ห้า แก้ไขระเบียบในการเข้าบวช จนทุกวันนี้คนบวชแทบไม่มี เพราะการจะบวชแต่ละครั้งระเบียบขั้นตอนเยอะแยะไปหมด ต้องทำเรื่องเสนอเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสส่งเรื่องให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง (เกิดลูกบ้านไม่ถูกกับผู้ใหญ่บ้าน คงไม่ได้บวช) แล้วส่งเรื่องให้ตำรวจหรือสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดรับรอง สำนักงานพุทธฯ ก็ส่งเรื่องให้ตำรวจตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ในทางกฎหมายดูเหมือนจะดีป้องกันคนไม่ดีเข้ามาบวช แต่ในทางปฎิบัติชาวบ้านที่ไหนจะมีเวลากระทำเรื่องดังกล่าวนี้ได้



แต่คุณูปการของรัฐบาลชุดนี้ก็มี เช่น ขจัดคนที่หากินกับศาสนาทั้งพระสงฆ์และฆราวาส จนกระทั่งติดคุกหลายราย บางคนก็หนีไปต่างประเทศ ก่อให้เกิดการทำบัญชีวัดให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการทุจริตภายในวัด ก่อให้เกิดพ.ร.บ.การศึกษาคณะสงฆ์ ห้ามปรามพระสงฆ์ที่ชอบมายุ่งกับการเมืองให้กลับเข้าไปอยู่ในกุฏิ จนบัดนี้สงบเรียบร้อยดีมาก อันนี้ความดีของรัฐบาลชุดนี้

ปัจจุบันเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย เริ่มมีวาทกรรมใหม่ “ฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ” ผมเป็นสื่อมวลชนจบการเมืองมา คลุกคลีกับนักการเมืองพรรคใหญ่ ๆ ทุกพรรคการเมืองเรียกได้ว่าเป็นสื่อการเมือง คือ เกาะติด ติดตาม ข่าวสารทางเมืองมาตลอดทั้งการพูดคุย ทั้งการอ่านข่าว ทั้งการคุยกับแหล่งข่าวที่เป็นทั้งนักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักการเมือง

ตอนนี้ยังมองไม่ออกว่า การเมืองและประเทศไทยจะไปทางไหน เพราะกรรมการก็ลงมาเล่นเอง กลุ่มทุนก็ลงมาเชียร์แต่ละฝ่ายออกหน้าออกตา นักการเมืองยุคนี้ก็ไร้วัฒนธรรมการเมืองแบบเก่าก่อนแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่รู้จักให้อภัย ยิ่งติดตามการเมืองยิ่งเครียด ตอนนี้รออย่างเดียวหลังวันที่ 9 พ.ค.62 หวังว่า “สมมติเทพคงโปรด” ให้ประเทศไทยและประชาชนพ้นภัย.
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com
ขอบคุณแหล่งภาพ : จับตาเลือกตั้ง / สสส.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    68%
  • ไม่เห็นด้วย
    32%

บอกต่อ : 452