อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

เจาะเบื้องลึกสัญญาลวกๆ ค่าโง่โฮปเวลล์3หมื่นล้าน

สัปดาห์นี้เปิดเบื้องลึกมหากาพย์ "โฮปเวลล์" อนุสรณ์แห่งความอัปยศ หลังขมขืนยืดเยื้อนาน 3 ทศวรรษ สุดท้ายต้องเสียค่าโง่รวมดอกเบี้ยเบ็ดเสร็จ 30,591 ล้านบาท พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562 เวลา 08.00 น.


โครงการ "โฮปเวลล์" หรือ โครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ปิดฉากด้วยความเจ็บปวดของคนไทย ทั้งนี้เนื่องจากวันที่ 22 เม.ย.62 ศาลปกครองกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายคืนเงินค่าก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แก่บริษัท โฮปเวลล์ รวม 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

ย้อนอดีตเมื่อ 29 ปีที่แล้ว โครงการโฮปเวลล์เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ติดขัดแสนสาหัส จึงเป็นโอกาสให้นักการเมืองผลักดันสารพัดโครงการ หนึ่งในนั้นคือโครงการสร้างทางรถไฟยกระดับหรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “โครงการโฮปเวลล์” เกิดขึ้นในปี 2533 ในสมัยรัฐบาล พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ ตัวละครสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการโฮปเวลล์ก็คือ นายมนตรี พงษ์พาณิชย์ รมว.คมนาคม (ขณะนั้น) โดยมีนักธุรกิจชื่อดังเป็นมือประสาน และ นายกอร์ดอน หวู่ เจ้าของบริษัทโฮปเวลล์ เข้ามาผลักดันโครงการนี้

แม้มีการเปิดประมูลในที่สุด บริษัท โฮปเวลล์ ของนายกอร์ดอน หวู่ ชนะการประมูลว่ากันว่า...



“การทำสัญญาสัมปทานขณะนั้น เป็นสัญญาก่อนที่จะมีกฎหมายเอกชนร่วมลงทุน ทำให้สัญญาไม่ละเอียดมาก มีเอกสารเพียง 8 แผ่น เงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน เขียนไว้คร่าว ๆ ว่าทำอะไรบ้าง ใครรับผิดชอบอะไร เป็นสัญญาลวก ๆ”

ในที่สุดได้มีการลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2533 อายุสัมปทาน 30 ปี โฮปเวลล์จะได้สัมปทานประกอบกิจการเดินรถไฟบนรางยกระดับ ระบบขนส่งทางถนนยกระดับ และเก็บค่าผ่านทาง รวมทั้งได้สิทธิในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟอีก 630 ไร่ ภายใต้อายุสัมปทาน 30 ปี ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี โดยเสนอจ่ายผลตอบแทนรายปีให้รัฐบาลไทย รวม 353,810 ล้านบาท โดยที่โฮปเวลล์จะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด

จากเงื่อนไขดูเหมือนจะประเคนผลประโยชน์ให้เอกชน จึงถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่โปร่งใส เพราะบริษัท โฮปเวลล์ เสนอโครงการมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท ให้กับการรถไฟ แลกด้วยการขอสิทธิพัฒนาที่ดินการรถไฟ โดยที่รัฐไม่ต้องลงทุน ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่า โฮปเวลล์หวังเข้ามาหาผลประโยชน์จากที่ดินการรถไฟ แบบจับเสือมือเปล่าหรือไม่มีผลประโยชน์ก้อนใหญ่เข้ามายังผู้มีอำนาจในยุคนั้นหรือไม่



ทั้งนี้เมื่อพิจารณาด้วยความรอบคอบชอบธรรม ดูเผิน ๆ เหมือนรัฐบาลจะได้เปรียบ แต่หากลึก ๆ แล้วพบว่า รัฐบาลเสียเปรียบฝ่ายเอกชนอย่างมาก นั่นคือการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุนให้บอกเลิกสัญญาได้ แต่ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้

ในที่สุดเริ่มมีสัญญาณว่าโครงการนี้ส่อมีปัญหา เนื่องจาก โฮปเวลล์ อ้างเหตุที่ก่อสร้างล่าช้า จากการที่รถไฟไม่ส่งมอบที่ดินให้ได้ตามข้อตกลง ประกอบกับโฮปเวลล์เริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน แหล่งเงินทุนที่เคยให้กู้ เริ่มไม่มั่นใจและถอนตัวออกจากการร่วมลงขันให้กู้แก่โครงการโฮปเวลล์

ตรงนี้แหละทำให้รัฐบาลกระอักกระอ่วนใจกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะบอกเลิกสัญญาก็ทำไม่ได้ เพราะสัญญาที่เขียนกันไว้เหมือนจงใจวางยาประเทศตัวเอง รัฐบาลที่ผ่านมาหลายต่อหลายชุดจึงไม่กล้าเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา เพราะกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

กระทั่งในปี 2540 สมัยรัฐบาล พล..ชวลิต ยงใจยุทธ มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็น รมว.คมนาคม (ขณะนั้น) พยายามเจรจาเร่งรัดก่อสร้าง แต่เนื่องโฮปเวลล์ประสบปัญหาสภาพคล่อง โฮปเวลล์หยุดการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง



ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เห็นชอบบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2540 ก่อนที่รัฐบาล นายชวน หลีกภัย (สมัยที่ 2) นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.คมนาคม (ขณะนั้น) ได้บอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2541

พลันที่ถูกบอกเลิกสัญญาบริษัทโฮปเวลล์ ได้เดินหน้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงคมนาคม และการรถไฟ เป็นจำนวน 5.6 หมื่นล้านบาททันทันที แต่การรถไฟก็แก้ลำด้วยการฟ้องเรียกค่าเสียหายในการเสียโอกาสใช้ประโยชน์จากโครงการเป็นจำนวน 2 แสนล้านบาท สู้กันมาหลายยกสุดท้ายรัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

อย่างไรก็ตามในฐานะประชาชนที่เสียภาษีมีข้อสงสัยว่า ทำไมปล่อยให้ทำสัญญาเสียเปรียบตั้งแต่ปี 2533 ผู้ลงทุนบอกเลิกสัญญาได้ แต่รัฐไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้” ทั้งที่ต่อมา โฮปเวลล์ ประสบปัญหาทางการเงินขาดสภาพคล่องไม่สามารถทำอะไรได้ จนยุติการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิงในปี 2540 แต่เจ้าของประเทศทำอะไรไม่ได้

โครงการโฮปเวลล์ จึงเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลว ที่เกิดขึ้นจากการคอร์รัปชันของคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชน เสียโอกาสจากการทุจริตและเสียโอกาสในการได้ใช้รถไฟและโครงสร้างพื้นฐาน

ที่น่าเจ็บใจเป็นโครงการที่มีค่าโง่ที่ต้องจ่ายด้วยภาษีของประชาชนทั้งค่าโง่ 11,880 ล้านบาท และดอกเบี้ย 18,711 ล้านบาท รวมกันเบ็ดเสร็จรวม 30,591 ล้านบาท.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 56