อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 16 กรกฎาคม 2562

โชคดีร่างกายเตือนให้หยุด ร.ต.ต.เลิกเหล้าได้เพราะวิ่ง

สัปดาห์นี้ไปดูแรงบันดาลใจในการวิ่งของนายตำรวจท่านนี้ ตัดสินใจหยุดดื่มเหล้าก่อนเริ่มวิ่งที่ไม่ง่ายเลย จากกิโลเมตรแรก ขยับไป 5 ไป 10 แล้วทะยานตัวเลขไปไม่หยุด พุธที่ 5 มิถุนายน 2562 เวลา 14.00 น.


ร้อยตำรวจตรีใกล้เกษียณเคยมีชีวิตเป็น “นักสืบ” ตลอดการทำงาน ทุกวันเขาจะวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ผมสังเกตเห็นแกออกกำลังกายที่โรงพักแห่งหนึ่งเป็นประจำ แกวิ่งขณะที่ผมก็กินชาเย็นฉ่ำ ๆ รสหวาน สุขภาพไม่ค่อยดี เป็นหวัดบ่อยเหลือเกิน “ต้องออกกำลังกายบ้างนะ” แกเดินยิ้มมาทักระหว่างที่ผมปาดน้ำมูกจากใบหน้า
 
ตอนแกทักนั้น ผมเผลอลูบพุงโดยมิรู้ตัว ก่อนที่การสนทนาของเราสองจะเริ่มขึ้นด้วยคำถามว่า วิ่งไปทำไม
 
“ได้สุขภาพ สิ่งสำคัญอันดับแรกเลย”
 
แล้วเริ่มวิ่งได้อย่างไร คือคำถามตามมาของผม
 
“ช่วงหนึ่งเบื่อนายงี่เง่าเลยไม่รู้จะทำอะไร”
 


ปัญหาการทำงานนั้นมีทุกที่ในโลก ไม่ว่าจะไปทำงานไหน ก็ต้องเจอคนเลว คนเห็นแก่ตัว นักเลีย ประเภทที่ “จิตร ภูมิศักดิ์” เคยประพันธ์กลอนไว้ว่า “เลียตีนจนนายตาย” คนเอาหน้า คนที่เอาดีทุกอย่างเข้าตัว ปัญหาแบบนี้เราหนีไม่พ้น บางครั้งทำงานแทบแย่ แต่ไม่มีใครเหลียวมองความดีงามที่เราทำ
 
เมื่อไม่รู้จะทำอะไร ร้อยตำรวจตรีนายดังกล่าวก็หันเข้าหาสุรา
 
“เงินเดือนออกก็หมด เซ็นร้านเขาเป็นหมื่น” แกเปิดใจ ทุกวันดื่มแต่เหล้าจนสุขภาพย่ำแย่
 
“มีอยู่วัน ตื่นมาแล้วมันอิ่มไปหมด คือเหมือนร่างกายมันเตือนตะโกนก้องว่า หยุดกินได้แล้ว” วันนั้นนายตำรวจท่านนี้ตัดสินใจหยุดดื่มเหล้าก่อนจะเริ่มออกกำลังกายโดยการวิ่ง
 
“มันง่ายสุด ใส่รองเท้าแล้วเดินออกไปหน้าบ้าน แล้วก้าวขา”
 
ครั้งแรกได้เพียง 200 เมตร เหงื่อแตกเต็มร่าง หายใจไม่ทัน ล้าไปหมด ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร แต่นั่นคือวันแรก ซึ่งวันต่อมาปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ แต่ร่างกายมันก็เหมือนวัวควายที่ไถนา ต้องฝึกต้องฝนให้มันรับมือกับการทำงานหนัก เหมือนที่ “ฮารูกิ มูราคามิ” ยอดนักเขียนผู้เป็นนักวิ่งเคยเขียนไว้
 


นายตำรวจเริ่มก้าวขาวิ่งต่อไป ผ่านไป 5 วัน เขาวิ่งได้ดีขึ้น
 
“เราก็นึกว่าวิ่งเก่ง พอไปที่สวนสาธารณะ มีคนวิ่งเก่งกว่าเรา วิ่งได้นานกว่า ตอนแรกเราคิดว่าวิ่งไวก็พอ พอไปสวนสาธารณะเหมือนเปิดกะลา รู้เลยว่าวิ่งไวก็เท่านั้น วิ่งให้ไกล วิ่งนาน ๆ ดีกว่า” จากนั้นร้อยตำรวจตรีนายนี้จึงเริ่มวิ่งให้ถึง 1 กก.
 
“น้ำตาแทบไหล” นั่นคือความรู้สึกเมื่อวิ่งครบกิโลเมตรแรก
 
จากกิโลเมตรแรกสู่กิโลเมตรต่อไป ขยับไป 4 ไป 5 ต่อมาก็เริ่ม 10 แล้วทะยานตัวเลขไปไม่หยุด “ยิ่งวิ่งยิ่งแข็งแรง สุขภาพดีมาก เรารู้สึกว่าทำงานก็กระฉับกระเฉงขึ้น ตื่นนอนก็ไม่งัวเงีย บุหรี่ก็ไม่อยากสูบ เพราะกลัวจะวิ่งไม่สนุก ตอนนี้เลิกหมด ใครอื่นเห็นก็แปลกใจ ชมว่าทำไมดูดีขึ้น”
 
ไม่ใช่แค่วิ่งคนเดียว ร้อยตำรวจตรีเริ่มลงแข่งรายการต่าง ๆ “ไม่อยากได้รางวัลหรอก อยากวิ่งพบเจอคนอื่นมากกว่า”
 
ยิ่งไปกว่านั้นแกยังชวนตำรวจในโรงพักไปวิ่งด้วย ตำรวจแก่ ๆ หลายนาย เริ่มใส่รองเท้าวิ่งหลังโรงพักกันมากขึ้น บางคนลงงานวิ่ง “พี่แกชวนนะ ไปวิ่งก็สนุกดีนะ เหมือนจะไม่ไหว แกก็บอกลุย เอาอีกนิด เอาอีกนิด สุดท้ายเราถึงเส้นชัย ดีใจมาก”
 
ทุกวันนี้ร้อยตำรวจตรีนายนี้ยังคงวิ่งต่อเนื่อง “ผมวางโครงการหลังเกษียณนะ จะวิ่งไปทั่วประเทศไทย นอนตามโรงพัก พูดคุยกับตำรวจ อาจได้เรื่องราวมาเขียนมาเล่าให้คนอื่นได้อ่านได้ฟังกัน เรานะหนอนโรงพัก ลองวิ่งบ้างสิ เพื่อสุขภาพอย่างอื่นไม่ต้องคิดอะไรมาก”
 
เมื่อฟังเรื่องราวจบ ผมก็เริ่มตัดสินใจออกกำลังกายบ้าง อยากรู้ว่าการวิ่งมันเป็นอย่างไร
 


พอเริ่มวิ่ง 300 เมตรแรก แทบทรุดวิ่งต่อไม่ไหว หายใจไม่ทัน หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม ครุ่นคิดก่นด่าตัวเองว่า ทำไมถึงทรมานตัวเองแบบนี้ แต่ก็กัดฟันลองทำต่อ ได้กิโลเมตรแรกแทบดีใจ ปวดขาแทบร้าว แต่ก็กัดฟันลุยต่อ
 
“วิ่งแล้วอาจเห็นมุมมองชีวิตใหม่” ร้อยตำรวจตรีบอกกับผม
 
ผมลองวิ่งดู วิ่งไป วิ่งอย่างต่อเนื่อง สายตาในมุมมองชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป
 
ถึงตรงนี้ก็เริ่มเข้าใจ ชีวิตอาจเหมือนเดิม นายอาจงี่เง่า เพื่อนร่วมงานบางคนอาจเป็นนักเลีย เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนดี มีคละเคล้าปะปนกันไป ทุกอย่างในโลกไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง แต่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างบางแง่มุมที่เห็นแล้วดีขึ้นกว่าเดิม
 
แต่จะดีอย่างไรนั้น...ขอเชิญลองวิ่งดู.

..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%