อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562

การเมืองไทยวันนี้ยุ่งเหยิง โซเชียลฯก็วุ่นวายมันปาก

สัปดาห์นี้ยังวนอยู่ที่การเมืองไทย จะน่ากลัวแค่ไหนถ้าโจมตีกันด้วยข่าวปลอม แค่ตอนนี้ยุ่งเหยิงจากโซเชียลฯ นักการเมืองบางคนก็มันปาก หยาบคาย ระวังเถอะโดนนักแคปในตำนานชีวิตจะเข้าสู่ช่วงขาลง พฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562 เวลา 12.00 น.


ก็ถือว่าไม่มีอะไรพลิกความคาดหมายว่า พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกฯ คนที่ 29 ครั้งที่ 2 (เขานับเป็นจำนวนคนไม่นับจำนวนครั้งดำรงตำแหน่ง) ซึ่งก็นอนมาแบบใส ๆ แต่ไม่ค่อยถูกใจหลายคนนักหรอก เพราะสุดท้ายก็คือใช้เสียง ส.ว. 249 เสียง (ประธานวุฒิสภางดออกเสียง) ให้ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง แต่ใครว่าอะไรเขาก็มีชุดข้อมูลที่ใช้สวนกลับว่า “มาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ทำประชามติมาแล้ว”

ตอนนี้ก็ต้องบอกว่า “เกมเพิ่งเริ่ม” เพราะสิ่งที่ต้องดูกันต่อไปคือการทำงานและเสถียรภาพของรัฐบาล ในภาวะเสียงปริ่มน้ำเช่นนี้ ส.ส. พรรครัฐบาล ต้องทำงานหนักกว่าปกติ โดดประชุมแทบไม่ได้เลย เพราะถ้าฝ่ายค้านสามัคคีกันเข้าประชุมจนกลายเป็นเสียงข้างมากก็คว่ำกฎหมายเอาง่าย ๆ โดยเฉพาะกฎหมาย พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 ที่หลายคนกระเหี้ยนกระหือจะดูฝีมือฝ่ายค้าน และการเดินเกมของรัฐบาลแล้ว



แต่วาระแรกที่คิดว่าจะวัดฝีมือฝ่ายค้านเลยก็คือ เรื่อง แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งพอได้ ครม. ก็ต้องนัดวันประชุมโดยเร็วเพื่อแถลงเสร็จจะได้เดินหน้างานบริหาร ประเด็นให้ซักฟอกนโยบายมีตั้งเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เงินโครงการต่าง ๆ ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ และรัฐบาลมีแนวทางในการหาเงินอย่างไรบ้าง อีกทั้งตอนที่ คสช. เข้ามาดำรงอำนาจ ก็ประกาศปาว ๆ ว่า ไม่เอาประชานิยม แต่โครงการลดแลกแจกแถมก็ประชานิยมทั้งนั้น

ในกระบวนการทำนโยบายรัฐบาลก่อนแถลง จะต้องตกลงเรื่องโควตาเก้าอี้ของพรรคร่วมให้ได้ก่อน และเอานโยบายทั้งหมดมายำใหม่เป็นนโยบายรัฐบาล แต่ตอนนี้ก็ยังคาราคาซังกันอยู่ทั้งที่ต้องการให้ได้ ครม. ก่อนวันที่ 13 มิ.ย. (เพื่อให้ ครม. ใหม่ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียนวันที่ 22-23 มิ.ย.) คือพลังประชารัฐก็มีลักษณะว่าก่อนเลือกนายกฯ เอาอะไรก็พร้อมให้หมดเลย ในพรรคตัวเองมีปัญหาเดี๋ยวมี “ผู้ใหญ่” ไปเจรจาให้

แต่พอเลือกนายกฯ เสร็จ ก็ชักจะยึกยัก จะขอเกลี่ยเก้าอี้กระทรวงใหม่ เพราะถ้าไม่ได้กระทรวงใหญ่ที่ทำนโยบายสำคัญเลยจะกลายเป็นว่าพรรคไม่มีผลงาน แล้วเลือกตั้งสมัยหน้าจะตายเอาจริง ๆ แน่นอนว่ากระทรวงที่ “พลังประชารัฐ” อยากฉกกลับมาที่สุดคือ เกษตรและสหกรณ์ เพราะต้องทำนโยบายด้านราคาสินค้าเกษตร ซึ่งมันขายได้กับคนกลุ่มใหญ่ และกระทรวงคมนาคม เพราะโครงการพัฒนาอะไรก็อยู่ในกระทรวงนี้เยอะมาก



ในพลังประชารัฐเองก็แบ่งเก้าอี้กันไม่ค่อยจะพอ เพราะมีหลายกลุ่มหลายมุ้งที่ไปดูดกันเข้ามา แต่ละมุ้งถ้าทำผลงานได้ ส.ส. ดี ก็ต้องการต่อรองได้เก้าอี้รัฐมนตรีในฐานะโควตากลุ่ม แล้วก็ยังมีปัญหาพรรคเล็กยิบย่อยไม่ค่อยจะพอใจอีก มี “สายล่อฟ้า” อย่าง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ที่บอกว่า “กลุ่มพรรคเล็กเองก็ต้องการโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีเหมือนกัน” พูดไปถึงขั้นว่าอยากได้ รมช. คลังและศึกษาธิการ

คือก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องสมบัติผลัดกันชม แต่ก็น่าละเหี่ยใจที่เลือกนายกฯ เสร็จ มีแต่ข่าวแย่งเก้าอี้กันไปมาแบบไม่มีเหนียมเลย เท่าที่จำได้สมัยก่อนเวลาเลือกตั้งเสร็จทีใครจัดตั้งรัฐบาลได้เขาจะออกมาพูดเลยว่า เขาจะทำอะไรบ้าง เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้นอย่างไร หรือยืนยันว่านโยบายที่เสนอไปสามารถทำได้จริงแท้แน่นอน คือข่าวช่วงหลังเลือกนายกฯ มันจะเป็นข่าวดี ๆ มีความหวัง อย่างที่เขาเรียกช่วงฮันนีมูนรัฐบาล แต่นี่ไม่มี

ก็เป็นความน่าละเหี่ยใจที่ถ้าไปถามใคร ๆ ว่า “คิดว่าหลังเลือกตั้งสถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่” แล้วได้รับคำตอบว่า “ไม่น่าจะดีขึ้น เพราะสุดท้ายก็ยังเล่นการเมืองกัน” หรือว่า “แย่ลงเพราะต่อรองอำนาจกันเหลือเกิน รัฐบาลก็เสียงปริ่ม” มันก็ไม่น่าแปลก เพราะในกระแสการรับรู้ของคนเราตอนนี้ ขั้วรัฐบาลก็มีแต่เรื่องนี้จริง ๆ แล้วกระบวนการโจมตีความเห็นต่างทางการเมืองก็ยังมีต่อเนื่องเสียยิ่งกว่ารัฐบาลไหน ๆ ที่ผ่านมา

ที่สุดแล้วชุดความคิดของคนไทยก็ยังแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ เอาหรือไม่เอาประยุทธ์ หรือจะเรียกว่า เป็นเรื่องของขั้วหัวก้าวหน้ากับอนุรักษ์นิยมปะทะกันก็ได้ ต่างขั้วต่างก็มุ่งเอาชนะกัน พอมุ่งเอาชนะกันมาก ๆ โพสต์ไปโพสต์มาอารมณ์ก็ขึ้น เริ่มใช้คำหยาบ เริ่มหาเพื่อนมารุม เริ่มพยายามขุดประวัติหรือเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมาใช้โจมตี และจะน่ากลัวขั้นสุดถ้าเริ่มปล่อยข้อมูลข่าวสารปลอมเพื่อโจมตีฝั่งตรงข้าม ไปจนถึงการตัดต่อรูป



มันก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่า “โซเชียลเน็ตเวิร์กมันไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว” เราโพสต์ด้วยความสบายใจอาจกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มปากเอาวันหน้าได้ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปก็คือกรณีของ ..พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกขุดเรื่องรูป ๆ หนึ่ง ที่เคยโพสต์ตั้งแต่สมัยเรียน รูปนั้นถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จนเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจง และขอว่าอย่าเอาเรื่องสถาบันฯ มาใช้โจมตีทางการเมืองกันอีกเลย

ในวันเดียวกับที่เกิดกรณีของ น.ส.พรรณิการ์ ทางนายธนกร วังบุญคงชนะ จากพรรคพลังประชารัฐ ก็ถูก “นักแคป” เล่นงานเอาเพราะไปโพสต์ข้อความที่เชื่อได้ว่าตอบโต้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทำนองวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการต่อรองเก้าอี้ว่า “กระทรวงมีไว้ใช้ทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เก็บไว้ให้บริษัทเข้าไปหางาน” เรื่องมันก็ถูกแชร์แพร่กระจายไปได้เร็ว แม้เจ้าตัวจะชิงลบไปก็มีนักแคปจัดการเรียบร้อยแล้ว



ถึงได้บอกว่าโซเชียลฯ ไม่ใช่ความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะคนที่กำลังเป็นบุคคลสาธารณะ ทำอะไรไปก็โดนแคปโดนแชร์ได้หมด ต้องระวังรักษาตัวให้ดี และไม่ใช่แค่บุคคลสาธารณะ มีข่าวว่า เรื่องการตรวจสอบโซเชียลฯ มันกำลังจะกลายเป็นเทรนด์เสียแล้ว ที่เวลาสมัครงานบางบริษัท เขาจะขอดูการใช้โซเชียลฯ ของผู้สมัครด้วย ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีผลกระทบในวันข้างหน้า เราต่างควรตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของตัวเอง

เห็นการใช้โซเชียลฯ ของนักการเมืองบางคนในยุคนี้ ก็เชื่อได้ว่าค่อนข้าง “มันปาก” เวลาพูดหรือโพสต์อะไร พอเกินเลยไปมากก็ต้องไปขอขมากันให้วุ่นวาย สื่อสมัยนี้ก็หาข่าวกับพื้นที่โซเชียลฯ ของนักการเมือง ทำให้ข้อมูลข่าวสารอะไรเยอะไป จนบางทีน่ารำคาญ เรื่องนี้บทบาทของคนทำสื่อที่น่าสนใจคือ แทนที่จะเอาข่าวพูดกันคนละทิศคนละทางมาเสนอจนเยอะ สื่อน่าจะเป็นผู้ตีความสถานการณ์ ประเมินผลที่ตามมาให้เข้าใจในข่าวเดียวไปเลย

และอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความที่ข่าวลวงข่าวปลอมเพื่อหวังดิสเครดิตฝั่งใดฝั่งหนึ่งมันชักจะเยอะ บางทีเราต้องฝึกความรู้เท่าทันสื่อ โดยการอ่านดูว่าถ้ามันเลอะเทอะมาก หรือมาจากหัวสื่อประหลาด ๆ ที่ไม่น่าจะมีองค์กร ก็ไม่ต้องแชร์หรือให้ความเชื่อถือ อย่าลืมว่าบางข่าวการแชร์มันทำให้ถูกฟ้องร้องตาม พ.ร.บ.คอมฯ ได้

การเมืองก็วุ่นวาย โลกโซเชียลฯ ก็วุ่นวาย ไม่รู้ว่ามันจะจบลงอย่างไร.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%