อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 ตุลาคม 2562

เหลือทนตัดสินใจทิ้งผัวขี้ยา หัวอกแม่หอบลูกพิการหนี!

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตหญิงใจแกร่ง “แม่เลี้ยงเดี่ยว” วัย 40 ปี ชาวจ.เลย อยู่กินกับสามีติดยาเสพติด ชีวิตคู่ไปไม่รอด หอบลูกพิการหนีขอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ในครั้งนี้ก่อนอื่นเลยนั้น ต้องกล่าวคำว่า...ขอเป็นกำลังใจให้กับเธอพูดนี้ที่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวอย่างมาก เพราะเธอคือ “แม่เลี้ยงเดี่ยว” แต่ที่ต่างออกไปจากแม่คนอื่น ๆ เธอต้องแบกรับความทุกข์ทางกายที่มาพร้อมกับความทุกข์ทางใจ ตลอดระยะเวลา 11 ปี ที่ลูกสาวสุดที่รักของเธอได้กลายเป็นผู้พิการ

หัวอกแม่...แม่อดได้ แต่ลูกอดไม่ได้ วอนผู้ใจบุญช่วยผ้าอ้อมและนมให้น้องได้ไหม” นี่เป็นข้อความที่เขียนไว้บนเฟซบุ๊กของช่างตัดผมจิตอาสา ผู้โด่งดังในโลกออนไลน์ “นางฟ้าซาลอน” หรือ นายฤชวีพัฒน์ จิราวัฒน์มงคล ที่เบื้องต้นได้ลงพื้นไปเยี่ยมและให้การช่วยเหลือ จึงนำเรื่องราวมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์



แม่เลี้ยงเดี่ยวท่านนี้ เธอมีชื่อว่า “นางจินดา ลุนรอด” หรือ “คุณส้ม” อายุ 40 ปี เล่าให้ฟังเดิมทีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย พ่อแม่และพี่ชายเสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงเหลืออตัวคนเดียว แต่มาได้สามีอยู่ที่ อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ซึ่งอยู่กินกันมาหลายปีและมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน แต่กลับเกิดปัญหาชีวิตคู่ จึงตัดสินใจเลิกลาและแยกทางกับสามี

“ตั้งแต่เด็กจำความได้ พ่อแม่ก็แยกทางกัน มีพี่น้อง 2 คน ดิฉันจึงย้ายตามพ่อมาที่กรุงเทพฯ เป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบ แต่ตอนนั้นก็หัดเรียนรู้งานก่อสร้างจากพ่อ แต่ในใจก็แอบคิดว่าโตขึ้นจะหาเงินด้วยตัวเอง แม้ว่าความรู้ที่มีจะจบเพียงชั้นป.4” นางจินดา เผยชีวิตวัยเด็กให้ฟัง

กระทั่งมีญาติที่รู้จักกันชวนไปเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และดูแลบ้านให้ตำรวจท่านหนึ่ง ที่จ.อ่างทอง ซึ่งเธอทำงานได้ราว 1 ปี และกลับมาหางานใหม่ที่กรุงเทพฯ “ครั้งนี้...ดิฉันได้ทำงานก่อสร้างแบบเต็มตัว” โดยที่เธอกับพ่อจะอยู่ต่างแคมป์กัน จนได้พบรักกับแฟนหนุ่มที่มีหน้าที่รังวัดถนน ซึ่งก็ศึกษาดูใจกันอยู่นานนับปี จึงตกลงอยู่กินฉันสามีภรรยา จากนั้นย้ายไปช่วยป้าของสามีขายลูกชิ้นและปลาหมึกย่างที่ย่านตลาดเทเวศร์ รายได้วันหนึ่ง 5-6 พันบาท ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุน แม้บวกลบแล้วจะได้กำไรอยู่มาก แต่เธอก็เป็นเพียงลูกจ้าง เพราะไม่ใช่กิจการของตัวเธอเอง



เหตุการณ์นับจากนี้ที่ทำให้หลายอย่างในชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป มันได้เริ่มขึ้นในวันที่เธอและสามีไม่คาดคิด...พ่อสามีเสียชีวิตกะทันหัน แต่กลับเป็นวันที่สามีถูกจับเพราะ...ยาเสพติด ต้องวิ่งหาเงินไปประกันตัว ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ไปร่วมงานเผาศพ จากนั้นเธอได้ย้ายมาอาศัยกับแม่ของสามี ที่อ.จัตุรัส จ.ชัยยภูมิ รับจ้างเลี้ยงวัว ปลูกพริก ขณะที่สามีก็ยังทำงานออกรังวัดที่ดิน เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางเริ่มเข้าไปในหมู่บ้านมากขึ้น แต่สิ่งที่กำลังดึงชีวิตของเขาลงเหวทุกที คือ “ยาเสพติด” สามีของเธอเดินออกจากสิ่งอบายมุขไม่ได้เลย ยังคงยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แม่ของสามีก็ป่วยอัมพฤกษ์ และมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ตามอายุที่ชรามากขึ้นทุกวัน ซึ่งญาติพี่น้องฝั่งสามีก็บอกเธอว่า “อย่าเพิ่งทิ้งไปไหนนะส้ม อยู่ด้วยกัน ดูแลกันไปนะ” แม้ญาติและพี่น้องแท้ ๆ ของสามี จะเคยห้ามปราบไม่ให้สามีของเธอหลงไปกับยาเสพติด แต่เขาก็ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ จนกระทั่งเธออยู่ดูแลแม่สามี ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดีจนถึงวาระสุดท้ายก่อนแม่สามีจะจากไป

จากเลี้ยงวัว ปลูกพริก เธอหันไปทำงานโรงงานเย็บผ้า ซึ่งอยู่ต่างตำบลและห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่ช่วงนั้นจะเรียกว่ามีเรื่องราวดี ๆ เข้ามาในชีวิตก็พูดไม่เต็มปาก เพราะหัวใจน้อย ๆ ที่กำลังจะเต้นอยู่ในท้องของเธอ แต่ก็ต้องจากไปเพราะแท้ง ในครั้งที่ 2 ก็แท้งเหมือนครั้งแรก ช่วงเวลานั้นเธอก็เพิ่งทราบข่าวร้าย...พ่อแม่ของเธอเสียชีวิต โดยในครั้งที่ 3 ครั้งนี้มีการตกเลือด จึงตัดสินใจลาออกจากงาน กลับมาอยู่ที่บ้าน โชคดีที่สามีของเธอได้รับเงินจากการแบ่งทรัพย์สินและขายที่ดิน จากพี่น้องทั้งหมด 3 คน ได้คนละ 1 แสนบาท แต่ก็ไม่วายถูกสามีนำไปใช้กับยาเสพติด



เมื่อถึงเวลาเธอก็สุดจะทนอีกต่อไป จึงตัดสินใจแยกทางกับสามีและออกมาเช่าบ้านอยู่เพียงลำพังกระทั่งคลอดลูกสาว ซึ่งสามียังพูดให้เจ็บซ้ำใจว่า “ไม่อยากได้ลูกผู้หญิง อยากได้ลูกผู้ชายมากกว่า” เธอจึงตอบกลับว่า “ยังไงก็เป็นลูกเรา”

นางจินดา กล่าวว่า ตนเองก็หอบลูกหนีมาใช้ชีวิตตามลำพัง ซึ่งแรกคลอดยังไม่ทราบว่าลูกสาวเป็นอะไร จนช่วงอายุ 5 เดือนจึงทราบว่าป่วยเป็น “โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง” มีอาการชักเกร็ง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ตามสภาพที่เห็นคือหนังหุ้มกระดูก มือเท้าหงิกงอ ผอมแห้ง

เธอพยายามหาเลี้ยงตัวเองและลูก โดยทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งได้ 3-4 ปีก็ต้องระหกระเหินเร่ร่อนอีกครั้ง เนื่องจากกิจการร้านอาหารใกล้ถูกปิดตัวลง ระหว่างนั้นเธอหันมารับจ้างซัก-รีด กลับจากร้านอาหารก็ตี 1 กว่า ๆ จนถึงตี 3 จึงจะรีดผ้าเสร็จ และต้องตื่นขึ้นมาดูลูกตอน 6 โมงเช้า ก่อนจะนำผ้าที่รีดไว้ไปส่งให้ลูกค้า แม้วันหนึ่งจะนอนเพียง 2-4 ชม. แต่เธอก็ยินดี เพราะหากไม่ทำก็ไม่มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย




มีคนแนะนำเธอให้นำลูกไปฝากไว้ที่ศูนย์รับดูแลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เธอได้ฟังแล้วน้ำตาตกใน ซึ่งไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่แนะนำ เพียงแต่สงสารลูกถ้าเลือกทำเช่นนั้น “หนูทำไม่ได้หรอก ลูกจะเป็นยังไง พ่อจะไม่รัก แม่ก็ยังเป็นแม่ ทิ้งไม่ลง มันคือความผูกพันที่เรามีให้ลูก ขาดเขาไป ดิฉันคงอยู่ไม่ได้” เธอได้ย้อนคำพูดของอดีตสามีที่เคยทิ่มแทงหัวใจเธอว่า “ทำไมไม่เอาลูกเราไปเปลี่ยนกับลูกคนอื่น ที่คลอดพร้อมกัน”

ปัจจุบันเธอทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านส้มตำ โดยมี “ตอม-พรรณี พงศ์สุวรรณ” เป็นเจ้าของร้าน โดยให้เธอและลูกสาวอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่เสียค่าเช่า ที่บ้านเลขที่ 80/15 หมู่ที่ 1 ต.บ้านกอก อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ 36130 แต่ช่วยกันออกค่าน้ำและค่าไฟ พี่ตอมจึงกลายเป็นเหมือนญาติสนิทคนหนึ่งของเธอ เพราะตอนนี้เธอก็ไม่เหลือใครแล้ว ทั้งพี่ชายก็เสียชีวิตตามพ่อแม่ไปหมดแล้ว และเธอก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากอดีตสามี แต่เลือกที่จะปล่อยวางเสียมากกว่า เนื่องจากตอนนี้ทราบมาว่า สติเขาก็ไม่ค่อยจะดี เพราะเป็นผลจากที่เคยติดยาเสพติด



เป็นห่วงลูกมาก ๆ กลัวว่าในช่วงเวลาที่ออกไปทำงาน ตั้งแต่ 17.00 . ถึง 02.00. หากลูกเกิดอาการชัก หรือบางครั้งฝนตกฟ้าร้องก็กลัวลูกจะหนาว หรือไข้ขึ้นสูงกะทันหัน อาจจะพาลูกไปหาหมอไม่ทัน แต่ชีวิตก็ต้องสู้และดิ้นรนต่อไป” แม่เลี้ยงเดียวท่านนี้ กล่าวทิ้งท้าย

ในปีนี้ลูกสาวสุดที่รักของเธอ ก็จะอายุคครบ 11 ขวบแล้ว เธอก็ได้แต่หวังว่าในทุก ๆ วันที่ 25 ต.ค. ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของลูกสาว เธอจะได้อยู่ดูแลแบบนี้ตลอดไป นี่แหละหัวอกผู้เป็นแม่...ให้ได้ทุกอย่างในชีวิต แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ของตัวเอง ขอสละเพื่อลูกที่เป็นแก้วตาดวงใจของแม่.
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพ : @Anglestylist

คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 256