อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562

ปัญหาจริยธรรม : ระวังเหตุแห่งความเสื่อม

สัปดาห์นี้มองรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระวังเรื่องจริยธรรมเอาไว้ อาจจะกลายเป็นปัญหาสะสม ไม่รู้ฟางเส้นสุดท้ายจะมาเมื่อไหร่ พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562 เวลา 12.00 น.


ในสัปดาห์นี้ ก็เป็นสัปดาห์ปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญครั้งที่ 1 ซึ่งวาระสุดท้ายก่อนปิดสภาฯ ก็คือเรื่องการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ ม.152 เกี่ยวกับเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนของนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่มาของงบประมาณที่ใช้ทำโครงการต่างๆ ของรัฐ ฝ่ายค้านเขาบอกเตรียมตัวมาตั้ง 2 สัปดาห์ รับรองเด็ดขาดแน่นอน แบบอาจเป็นการนำร่องก่อนเปิดสภาเดือน พ.ย. ที่น่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ประเด็นสำคัญคือฝ่ายค้านจะอภิปรายในทำนองว่า กรณีการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบจะส่งผลกระทบอย่างไร หรืออาจเป็น “บรรทัดฐานที่มิชอบ” ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปหรือไม่ อย่างไร ( เพราะถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนคือเรื่องเกี่ยวกับการรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ) อีกทั้งจะบี้ให้ได้ว่า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบนั้น คือการลืม เผลอ หรือจงใจ และถ้ามีปัญหาอะไรก็จะช่วยกันหาทางออก

ที่น่าสนใจและคิดว่าจะกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” คือตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้โดนมรสุมทางการเมืองกล่าวหาหลายเรื่องเหลือเกิน ทั้งเรื่องคุณสมบัติว่าเคยต้องคดีหรือไม่ เรื่องวุฒิการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีว่าเป็นวุฒิการศึกษาจริงหรือไม่ ฝ่ายค้านอาจหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาโยงว่า “การไม่ถวายสัตย์ฯ ถึงถ้อยคำว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หมายถึงไม่เคร่งครัดเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติฝ่ายบริหารหรือไม่”



ส่วนเรื่องผลกระทบอื่นๆ ที่จะถึงขั้นว่า “ทำให้รัฐบาลเป็นโมฆะหรือไม่” ก็คงไม่ไปถึงขั้นนั้นได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยเรื่องการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบไปแล้ว นัยว่า เป็นเรื่องของสถาบันกับฝ่ายบริหาร ไม่ได้เกี่ยวกับผลกระทบที่ประชาชนจะได้รับจากข้อพิพาทในรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ชิลๆ ไป เผลอๆ อภิปรายยาวเหยียดก็ตอบสั้นๆ ว่ายึดข้อวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามกฎหมายให้ถือเป็นที่สุด แปลว่า ไม่มีปัญหาเรื่องถวายสัตย์

ดังนั้น ที่น่าสนใจมากกว่า และคิดว่ากระทบกับประชาชนจริงๆ สำคัญจริงๆ ในการอภิปรายวันที่ 18 ก.ย.นี้ คือเรื่อง “ที่มาของรายได้รัฐบาล” โครงการลดแลกแจกแถมอะไรก็เยอะ รับประกันราคาสินค้าเกษตรก็มี แล้วรัฐบาลหารายได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อชอบบ่นเรื่องเศรษฐกิจโลกไม่ดี มีสงครามการค้าโลก แหล่งรายได้ที่ง่ายที่สุดคือภาษี ก็ไม่รู้ว่าจะมีภาษีอะไรประหลาดๆ ขึ้นมาอีกแบบภาษีความหวานความเค็ม ซึ่งมันไม่ทำให้เกิดการ “ลดรายจ่าย”

และรัฐบาลก็อาจโดนเล่นงานเรื่องไม่ปฏิบัติตามโครงการที่ได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะที่เขาอึ้งกันมากก็คือหาเสียงเรื่องลดภาษีเงินได้บุคคลทั่วไป แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นว่า บอกว่า “อยู่ในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบ” ซึ่งคนติดภาพรัฐบาลไทยรักไทยมาตั้งนานแล้วที่เข้ามาปุ๊บก็ดำเนินโครงการเลยไม่ใช่รอผลศึกษา ทำให้รัฐบาลก็เสียรังวัดไปพอสมควรเหมือนกันในเรื่องนี้ ฝ่ายที่เขาให้ตอบเรื่องรายได้ก็คือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง

ในภาวะที่คนบ่นเรื่องเศรษฐกิจแย่ น้ำท่วมอุบลราชธานีจนได้รับความเดือดร้อนสูง ก็มีข่าวที่ออกมาในเชิงไม่ค่อยเป็นคุณกับรัฐบาลไปเสียอีก คือเรื่อง “งบประมาณค้างท่อปี 2562” ที่ข่าวว่า เหลือตั้ง 87.5ล้านบาท พอตั้งคณะกรรมาธิการ ( กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรเสร็จ ก็อาจผันงบให้ กมธ. 35 คณะ คณะละ2.5ล้านบาท หรือถัวเฉลี่ยเป็นว่า ส.ส.ใน กมธ.ได้เงินไปคนละแสนบาท ให้ใช้ให้หมดก่อนสิ้นปีงบประมาณ

หลักการที่ต้องใช้งบให้หมด คือเพื่อว่า “จะได้ไม่ต้องส่งคืนคลัง” แล้วปีต่อๆไปจะกลายเป็นว่า พอปีก่อนเงินเหลือ ผันงบให้เท่าเดิมก็ยาก โดนปรับลดลงไปอีก ในหลายหน่วยงานราชการช่วงเดือน ก.ย.ที่ต้องใช้งบค้างท่อเลยมีโครงการจัดสัมมนาดูงานอะไรหลายงานเหมือนกัน เรื่องนี้ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่บอกว่า เพิ่งได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผานมานี้เอง เท่ากับ “เวลาผลาญเงิน” จะมี 17วัน คิดจะทำอะไรก็ทำเข้าเลย



เรื่องใช้งบประมาณค้างท่อของ กมธ.นี่แหละจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเอาไปทำอะไรในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ให้ประชาชนได้ประโยชน์ หลายๆ ปีที่ผ่านๆ มา ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ กมธ.นี่ถูกนักข่าวคุ้ยหนักเรื่องไปดูงานต่างประเทศช่วงนั้นหรือไม่ เพราะก็ไม่เคยเห็นรายงานการนำผลจากการดูงานมาเสนอว่าเอามาใช้อย่างไร กลายเป็นประเด็นให้คนไปคิดว่า “ที่แท้ก็ผันงบไปเที่ยวเมืองนอกกัน” พอเป็นข่าวที่ ส.ส.ก็ออกมาแก้ต่างทุกรอบว่า..ได้ประโยชน์นะ

ทาง นพ.ระวี ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวไม่รู้จะนำเงินแสนนึงที่ได้จัดสรรไปทำอะไรที่มีประโยชน์ คุ้มค่าต่อประชาชน ตัวเองเลยจะคืนคลังเสียเลย แถมยังย้ำว่า การใช้จ่ายงบประมาณมันต้องวางแผนกันตั้งแต่ช่วงปีงบประมาณเพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคพลังธรรมใหม่ขอใช้เงินของประชาชนเพื่อประโยชน์ประชาชนดีกว่า ทำให้ นพ.ระวี เอาแต้มต่อไปเลย ส่วน ส.ส.คนอื่นนี่ไม่รู้ว่าจะเอายังไง มองโลกแง่ดีก็อาจเร่งทำโครงการดีๆ กันก็ได้

หรือไม่นี่ก็มโนไปเองว่า วันประชุมสภาฯ นัดสุดท้ายก่อนปิดประชุมสมัยสามัญ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการอภิปราย จะมีคนขอหารือเรื่องการใช้งบค้างท่อตรงนี้ว่า เอาไปช่วยน้ำท่วมดีไหม ในรูปแบบเงินบริจาค เอาให้มันเห็นเฉพาะหน้าไปก่อนว่า ในกรณีภัยพิบัติฉุกเฉินแบบนี้ ซึ่งการเบิกงบกลางฯ บางทีมันล่าช้าหรือไม่พอ ก็อุดเงินตรงนี้เข้าไป เอาให้มันเป็นข่าวให้ประชาชนเห็นกันว่า เป็น ส.ส.ไม่ได้เข้ามาแค่เพื่อหวังใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่มีจริยธรรมในการใช้เงิน

เรื่องคุณธรรมจริยธรรมนี่ เป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังกับนักการเมืองมาก อย่าทำเป็นเล่นไป คงจำกันได้ถึงสาเหตุของม็อบพันธมิตรฯ ปี 48 ที่เกิดขึ้นเพราะอ้างนายกฯ ทักษิณขณะนั้นไม่มีจริยธรรม วางแผนขายหุ้นชินคอร์ปฯ โดยไม่เสียภาษี ส่งนายสุวรรณ วลัยเสถียร มาแถลงข่าวแทน และตายด้วยคำถามสุดท้ายว่า คิดถึงประเด็นจริยธรรมหรือเปล่า ปรากฏว่าได้รับคำขอโทษว่า “ไม่ได้เตรียมตัวมาตอบในเรื่องนี้” จากเรื่องขายหุ้นก็โหมกันไปหนักอีกหลายเรื่อง





พอมาสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่องการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็โดนครหาว่า เพื่อล้างมลทินให้คนทำผิดหนีการพิพากษาของศาล แถมยังลักหลับออก พ.ร.บ.ผ่านสภาฯ กันตอนตีสาม ก็ปลุกม็อบ กปปส.ขึ้นมาได้เลย แม้ว่าอดีตนายกฯ หญิงจะพยายามแก้ตัวด้วยการให้ ส.ว.ฟรีโหวต หรือให้ถอนร่างกฎหมาย หรือกระทั่งให้ขอโทษประชาชนที่ออกกฎหมายฝืนความรู้สึก ( ซึ่งก็ไม่มีการขอโทษเป็นทางการ ) ก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้

มาถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องระวังเรื่องจริยธรรมเอาไว้เถอะ เพราะมันจะกลายเป็น “ปัญหาสะสม” ที่ถูกครหาตั้งแต่เรื่องตั้งพวกพ้องมาเป็น ส.ว. เรื่องตั้งคนที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี ซึ่งไม่รู้ว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” คือเส้นไหนที่จะทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาไล่ได้บ้าง รัฐบาลต้องรักษาตัว กระทั่งปากไวก็ไม่ควร มันพอจะเห็นลางๆ แล้วว่า ถ้ามีม็อบจริง แกนนำก็คงจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวสได้

ในภาวะเสียงปริ่มน้ำด้วย รัฐบาลยิ่งต้องระวังตัวทุกย่างก้าว.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 125