อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

คนวัยเกษียณอาการน่าห่วง 'ออมน้อยหนี้มาก'แก่ก่อนรวย

สัปดาห์นี้ไปดูคนวัยเกษียณไม่ได้มีชีวิตสุขสบายอย่างที่เข้าใจ เหตุขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน และขาดวินัยในการใช้ชีวิต ไม่รู้จักการวางแผนทางการเงิน พฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันจันทร์ที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของข้าราชการหลายๆ คน ที่ยึดถือเอาวันสิ้นสุดปีงบประมาณเป็นวันเกษียณอายุ แต่เอกชนส่วนใหญ่นับวันสิ้นปีเป็นวันสุดท้าย

วันแรกที่เกษียณอายุการทำงาน หลายๆ คนแทนที่จะดีใจที่ได้พักผ่อนหลังจากตรากตรำทำงานมานาน แต่หลายคนกลับรู้สึกวิตกกังวล เฉพาะอย่างยิ่งคนทำงานเอกชนหรือข้าราชการชั้นผู้น้อย เพราะในช่วงที่ทำงานยังได้รับเงินเดือน แต่พอถึงวัยที่ต้องเกษียณก็จะไม่มีรายได้อีกต่อไป



ยิ่งเมื่อหันไปมองที่ “เงินออมเพื่อวัยเกษียณ” ก็ไม่ค่อยมีเงินเก็บหรือมีเงินออมสักเท่าไหร่ ข้าราชการอาจจะดีตรงที่มีเงินบำเหน็จบำนาญไว้ให้ แต่คนทำงานเอกชนอย่างดีก็ได้ตามกฎหมายแรงงาน แต่บางแห่งก็ไม่จ่ายถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยากฟ้องให้เสียเงินเสียเวลา

บางคนที่ไม่มีเงินเก็บหรือ “เงินออม” ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างเพราะเงินเดือนน้อย และมีหนี้สิน บางคนจึงไม่เหลือให้เก็บกันจริงๆ บางคนในช่วงวัยทำงาน นอกจากเงินเดือนน้อยแล้วไม่ระมัดระวังการใช้จ่ายเป็นพวก “รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ” ทำให้การออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณจากการทำงานมีไม่พอต่อการดำรงชีวิต “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” จึงดิ้นรนหาทางทำงานต่อไป

จึงไม่แปลกใจที่คนวัยเกษียณมาเป็นพนักงานขายในห้างฯ บางคนก็ออกมาทำค้าขายเพื่อให้มีรายได้แทนที่จะได้อยู่สบายๆ เหมือนสมัยก่อน

จากข้อมูลธนาคารโลก ระบุว่า คนไทยมีเงินออมรวมกันเพียง 7% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทุกประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คนส่วนใหญ่ยังออมเงินเพื่อการเกษียณน้อยมาก ขณะที่ระดับหนี้ต่อครัวเรือนยังสูง แต่มีเงินออมเพียง 8-10% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอโดยการออมที่เพียงพออยู่ที่ 10–15% ของรายได้เท่านั้น

สมมุติรายได้ 2 หมื่นบาท ต้องออมไม่ต่ำกว่า 2 พันบาทต่อเดือน และหากคำนวณบนพื้นฐานความต้องการรายได้หลังเกษียณเฉลี่ยที่ 16,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นต้องมีเงินออมไม่น้อยกว่า 4.5 ล้านบาท เกือบจะ 90% ที่คนเกษียณอายุมีเงินไม่ถึง 4.5ล้าน ยกเว้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เงินเดือนสูงๆ หรือข้าราชการมีสีที่คิดอายุงานตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ



ข้อมูลจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานข่าวว่า ประเทศสวิตเซอแลนด์และประเทศฟินแลนด์ ที่มีโครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุไปแล้วนั้น มีสิ่งที่แตกต่างจากไทยอย่างมากก็คือ GDP per Capita ของทั้งสองประเทศ อยู่ที่ $78,816 และ $48,580 ตามลำดับ คิดเป็นเงินบาท ก็คือ 2.4 ล้านบาทต่อปี และ 1.5 ล้านบาทต่อปี

นั่นแปลว่า เขาน่าจะมีเงินพอในการใช้จ่ายในวัยเกษียณหากมีการเก็บออม และมีการเตรียมตัวมาแล้วเป็นอย่างดี แต่ต่างจากไทย GDP per Capita ของเรา อยู่ที่ $6,362 ต่อปี หรือคิดเป็นเงินบาทคือ ไม่ถึง 2 แสนบาทเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ในภาคครัวเรือน เราจะเจอกับวิกฤต “ขาดเงินออมยามเกษียณ” แน่นอน

ขณะที่ TDRI มีบทวิจัยซึ่งได้ข้อสรุปว่า คนไทยมีอายุขัยคาดการณ์ตามช่วงเวลาเพิ่มขึ้น 4.4 เดือนต่อปี หรือ ทุกๆ 4 ปี อายุขัยเพิ่มขึ้น 1 ปี นั่นแปลว่า ในอนาคต เราจะเห็นคนมีอายุถึง 90 ปี เป็นเรื่องปกติ และอาจจะเห็นวัยชราที่อายุมากกว่า 100 ปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงเวลาหาเงินของเรายังคงเหมือนเดิมจบลงที่อายุ 60 ปี



ขณะที่เราต้องใช้เงินเพื่อมีชีวิตต่ออีก 30-40 ปีหลังจากเกษียณอายุ นี่คือความท้าทายสำคัญที่เราทุกคนต้องเจอไม่ช้าก็เร็วสวนทางกับกองทุนประกันสังคม ก็จะมีปัญหาเงินสมทบเข้ามาในระบบน้อยลง และเงินในกองทุนก็จะลดลง เพราะวัยทำงานที่เข้าระบบมีจำนวนน้อยลง แต่ผู้สูงอายุที่ใช้สวัสดิการจากกองทุนมีจำนวนเพิ่มขึ้น ปัญหาที่จะเกิดตามมาคือ เงินที่รัฐบาลจ่ายให้ผู้เกษียณในระบบสวัสดิการต่างๆ น่าจะหมดไปใน 15 ปีข้างหน้า

ปัญหาใหญ่ของคนไทยคือ ขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงิน และขาดวินัยในการใช้ชีวิต ไม่รู้จักการวางแผนทางการเงิน พอแก่ตัวไปก็จะมีปัญหา ไม่มีเงินใช้ฉะนั้นทางออกเราต้องเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามเกษียณตั้งแต่วันนี้.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน" 
ขอบคุณภาพจาก : Thailand Development Research Institute (TDRI)


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%