อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

ตร.ใหม่แกะกล่องนอนเฝ้าป้อม ช็อก!สาวเรียกไปดูรถชน

สัปดาห์นี้เล่าเรื่องหมู่หนุ่มพึ่งรับราชการ นอนเฝ้าป้อมกลางดึก หญิงสาวเคาะดังสนั่น! เรียกไปดูเหตุรถชนคนตาย หมู่ไม่รอช้าพาซ้อนท้ายบึ่งไปดู เห็นศพถึงกับช็อก พุธที่ 9 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น.


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

ทางสิบตำรวจตรีนายหนึ่งพึ่งรับราชการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ใหม่ๆ ลงตำแหน่งสายตรวจ นายไม่ใช้ให้ทำอะไรมาก เมื่อถึงเวลาเข้าเวรกลางคืน ซึ่งเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนยันแปดโมงเช้า นายสั่งการอย่างเฉียบขาดว่า

“เอ็งไปเฝ้าป้อมเสีย”

สิบตำรวจตรีพึ่งจบจากโรงเรียนพลหมาดๆ คำสั่งเป็นคำสั่ง นายสั่งก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

สมัยก่อนกรุงเทพพระมหานคร คำว่าชานเมืองนั้น ชานเมืองของจริง ไกลปืนเที่ยง มีแต่ทุ่งนาทุ่งหญ้ากับถนนไม่ลาดยางมะตอย หรือลาดแล้วก็ผุพังไม่มีใครมาซ่อมแซม แต่ที่โดดเด่นตระหง่านก็คือ ป้อมตำรวจที่ยืนยงแข็งแรง เป็นป้อมเล็กๆ แต่มีพัดลม ห้องน้ำไว้ใช้ เดินมาหน่อยมีที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งพูนด้วยบุหรี่เป็นจำนวนมาก
ตำรวจทุกนายจาก สน.แห่งนี้จะต้องมานั่งเฝ้าป้อมเป็นประจำ ชาวบ้านเห็นก็ยกมือให้ตำรวจที่นั่งในป้อม บางทีก็พกหนังสือพิมพ์จากพวกนักข่าวตระเวนที่มาแจกหนังสือพิมพ์ไปอ่านกันบ้างแก้เซ็ง

ยุคนั้นไม่มีมือถือและคำว่าอินเทอร์เน็ตยังมาไม่ถึง สน.แห่งนี้



มีเรื่องเล่าว่าสิบตำรวจตรีนายหนึ่งไปเฝ้าป้อมตามคำสั่งนาย เดินเตร่ไปเตร่มา มองชาวบ้าน ทักทายคนอื่น ตัวเองเป็นคนเหนือ แต่มาอยู่เฝ้าป้อมที่จังหวัดทางใต้ ทำไปทำมา ไม่ได้กลับไปรับราชการที่อื่นอีก เพราะได้เมียที่นั่น ออกจากงานมาทำธุรกิจสบายใจเฉิบ

สิบตำรวจตรีหนุ่มน้อยได้ยินก็อยากฝันหวานตกถังข้าวสารบ้าง แต่นายให้ไปเฝ้าตอนเที่ยงคืน มันจะมีประโยชน์อันใด หรือพูดง่ายๆ ว่า จะไปเห็นสาวสวยที่ไหนยามวิกาลขนาดนั้น

เมื่อถึงเวลาเข้าเวร ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ตำรวจไปเข้าป้อม พกปืน กระบองพร้อมรบกับโจร บุหรี่เอาไป 2 ซอง เผื่อขาดแบบไม่กลัวเหลือ วอวิทยุประจำตัวของหลวงอันหนึ่ง ใหญ่ยิ่งกว่ากระบอง สู้กับโจรเอาวิทยุหลวงฟาดโจรน่าจะตายกว่าใช้กระบอง

เมื่อเที่ยงคืน ก็เข้าป้อม เอนตัวลงนอน เปิดพัดลม สูบบุหรี่บ้าง พอตี 2 ตี 3 ก็เอนตัวหลับสบาย เพราะมีเตียงพับอยู่อัน นอนไปถึงเกือบแปดโมงเช้า นาฬิกาที่ซื้อมาก็ปลุก ตื่นแล้วขี่รถจยย.หลวงกลับโรงพักออกเวร กลับแฟลตไปนอนต่ออย่างสบายใจเฉิบ

ตำรวจที่นั่นร่ำลือว่า ได้ไปเฝ้าป้อมนี้มีแต่ความสุขี เหมือนได้มานอนสบายๆ ถ้าใจกล้าหน่อย ทิ้งป้อมแล้วแอบไปตีหม้อซึ่งอยู่ไม่ไกลหากใจถึง แค่เอาวิทยุหลวงติดไปด้วย นายถามจะได้รายงานทัน



“เอ็งไม่ลองวะ” เพื่อนตำรวจด้วยกันเองถาม แต่สิบตำรวจตรีหนุ่มไม่กล้า กลัวระหว่างทุบหม้อ นายมาตรวจป้อม คราวนี้ป้อมแตกซวยแน่นอน เขาจึงอยู่ในป้อม นอนพักตลอดทั้งคืนอย่างสบายใจ กลายเป็นว่าบุหรี่ 2 ซองที่ซื้อมาคืนแรก ถึงตอนนี้ดูดไปไม่ถึง 5 มวน ก็เพราะมัวเอาแต่นอน

ผู้กองหนุ่มได้ยินข่าวแซวก็ไม่ว่าอะไร “อย่าหลับตอนเข้าเวรนะ ถ้าอั๊วะไปตรวจเจอ ลื้อซวยแน่” คำรามข่มขวัญลูกน้องแบบตำรวจไทยโบราณ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ตะคอกผู้ต้องหาวางเพลิง

คืนนั้นคืนสุดท้ายก่อนจะหยุดพัก ก็นอนที่ป้อมอย่างสบายใจเฉิบ หลับไปเพลินน่าจะตี 2 กว่า ๆ

ทันใดสะดุ้ง!

เสียงเคาะที่ป้อมดังสนั่น กระจกสั่น สิบตำรวจตรีหนุ่มตื่นขึ้นมา ขยี้ตาอย่างงัวเงียแล้วมองไปที่ป้อม เห็นหญิงสาวยืนเคาะอยู่หน้าป้อม รัวเป็นชุดยังกะตีกลองยาวงานวัด

หมู่หนุ่มเปิดกระจกถาม “มีอะไรครับ”



“มีรถชนอยู่ตรงนู่นเกือบโลนะพี่ คนตายติดภายใน ตามใครก็ไม่ได้ ต้องเดินมาหาตำรวจที่ป้อมเนี่ย” ตำรวจหนุ่มวอเรียก สน. ซึ่งรับทราบแล้วบอกให้หมู่ไปดูก่อน เดี๋ยวผู้กองตามไป

หมู่สตาร์ทรถแล้วพาหญิงสาวซ้อนรถไปด้วย ระหว่างที่ขี่มาก็นึกย้อนเรื่องตกถังข้าวสาร หวังใจว่าหญิงสาวจะเป็นลูกคนในพื้นที่ร่ำรวยดีพอให้สิบตำรวจตรีได้ตกถังกับเขาบ้างเถอะ

หญิงสาวบอกทาง สิบตำรวจตรีขี่รถไปถึงจุดเกิดเหตุ เป็นรถเก๋งคันหนึ่งกระแทกกับต้นไม้ เห็นแขนคนห้อยออกมา ก็พบว่ามีคนตายในรถ สิบตำรวจตรีหนุ่มจอดรถพร้อมกับหญิงสาว แล้วลงรถไปดู ประกอบกับผู้กองขับรถสายตรวจมา เมื่อนายเจอลูกน้อง ก็ชมเชย “ดีมาก ไม่หลับในเวร ขับมายังไงวะเนี่ย ชนยับเลย ดับไป 2 ศพ เอ็งเรียกร้อยเวรมาเลย” ผู้กองบอก

สิบตำรวจตรีทำตาม ระหว่างนั้นก็ฉายไฟไปที่รถ



“แล้วเอ็งรู้ได้ไงว่ามีรถชน” ผู้กองถาม

สิบตำรวจตรีหนุ่มบอก “ผู้หญิงเขามาเคาะเรียก สงสัยเป็นคนในพื้นที่ ผมเลยพาซ้อนรถมาด้วยนะครับ”

ผู้กองอ้าปากค้าง สิบตำรวจตรีหนุ่มฉายไฟในรถ ก็เจอ 2 ศพ ชาย 1 หญิง 1 ก่อนอ้าปากค้างตาม “คนนี้แกมาเคาะเรียกผมที่ป้อม" หมู่หนุ่มชี้ศพหญิงสาวในรถ ทำเอาผู้กองเอามือจับพระที่แขวนมาทันใด

“เอ็งว่าขี่รถพาใครมาด้วยนะ อั๊วไม่เห็นมีใครซ้อนรถมากับลื้อสักคน”

สิบตำรวจตรีหันหลังไปดูที่รถจยย. ไม่เห็นหญิงสาวอยู่แล้ว มองไปที่ศพแล้วหันไปมองหน้าผู้กองที่หนีขึ้นไปนั่งในรถ ทิ้งตำรวจหนุ่มยืนอยู่ในจุดเกิดเหตุคนเดียวเปลี่ยวเอกากับศพทั้งสอง.
......................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    38%
  • ไม่เห็นด้วย
    62%

บอกต่อ : 207