อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563

เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ทหารกับการใช้สื่อสร้างภาพลักษณ์

สัปดาห์นี้ไปดูการสร้างลักษณ์ที่ดีของทหารผ่านการ "ประชาสัมพันธ์" จากการจัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามในประเทศไทย หวังเข้าใจประวัติศาสตร์ ปลุกใจรักชาติ พฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน และเห็นจากมุมคนในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คหลายคน มีความรู้สึกว่า “คนเดี๋ยวนี้ไม่ชอบทหาร” ถามว่าด้วยสาเหตุอะไร คำตอบหลักๆ คือ “ทหารเข้ามายุ่งการเมืองมากไป” เขาบอกว่าให้ไปดูหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ทหารถอยทัพกลับเข้ากรมกองไปอย่างเรียบร้อย จนกระทั่งมาปี 2549 ทหารกลายเป็นภาคองค์กรหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอิทธิพลต่อการเมืองอย่างมาก ทั้งที่เขาว่า นานาประเทศอารยะทั้งหลาย ทหารไม่ยุ่งการเมือง

เมื่อเรื่องการเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ ในช่วงที่มีรัฐบาลทหาร การใช้งบต่างๆ ของทหารก็จะถูกประชาชนเพ่งเล็งมากขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารเติบโตขึ้นมากเท่าไร ก็มีการแพร่กระจายข่าวสารในเชิงวิพากษ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความ “ไม่น่าจะชอบธรรม” โดยเฉพาะมีการตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยจะไปสู้รบปรบมือกับใครเหรอ ถึงได้มีการสั่งซื้อยุทโธปกรณ์มากขนาดนี้ ทีกับเรื่องสวัสดิการบางอย่าง เช่นแก้น้ำท่วมยังต้องขอบริจาค”

และเรื่องการตรวจสอบภายในองค์กรทหารกันเอง ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เหมือนแดนสนธยา” ที่หน่วยงานตรวจสอบแตะไม่ได้ เพราะเหมือนเป็นวัฒนธรรมในกลุ่มเขา มีอะไรจัดการกันเองไม่ให้ภาพลักษณ์เสียหาย หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการใช้อำนาจของทหารในพื้นที่ 3 จังหวัดมันมีปัญหาหรือไม่ แต่ไม่เคยเห็นเป็นข่าว หรือกระทั่งหากเกิดการ “ซ่อม” พวกทหารเกณฑ์หรือนักเรียนเตรียมทหารจนตาย การตรวจสอบก็ไม่เป็นข่าวดังนัก



การสื่อสารของทหารที่หลายๆ คนไม่ชอบ คือการ “สั่งให้เชื่อเราสิ เพราะเราดูแลเรื่องความมั่นคง” เอาง่ายๆ ไม่ต้องใครไกล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมนี่ ชอบพูดในเชิงให้สังคมเชื่อทหาร หรือให้สังคมเห็นคุณค่า (กระทั่งบุญคุณ) ของทหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ รอบ แบบฟังกันจนเอียนไปข้าง และพอเป็นรัฐบาลที่นายกฯ เป็นทหารแบบนี้ พอมีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายการเมืองที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล กองทัพก็ออกมาปราม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ท่าทีของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ก็เป็นที่วิจารณ์กันกระหึ่มแล้ว กับการพูดในเชิงมีกลุ่มแนวคิดคอมมิวนิสต์ (หรือพวกฝั่งซ้าย) ที่ยังถ่ายทอดอุดมการณ์ตัวเองผ่านการเป็นนักวิชาการหรือ master mind ผ่านพรรคการเมืองที่ตอนนี้พรรคแตก ตัวนายไม่อยู่ไทย  และผ่านพรรครุ่นใหม่ที่เป็นพวก “ฮ่องเต้ซินโดรม” คือเป็นเด็กโดนตามใจจนเสียคน และพวกนี้มีปัญหาต่อความมั่นคง สังคมควรจะฟังหรือไม่



ก็มีคนโยงไปอีกว่า การออกมาพูดมันจังหวะประจวบเหมาะมากกับกรณีที่จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 การออกมาพูดเป็นการ “ขู่หรือตีกัน” ไว้ก่อนหรือเปล่าว่า “อย่าแตะงบความมั่นคง” อีกทั้งพรรคที่บิ๊กแดงกล่าวถึง ก็เป็นพรรคที่มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปกองทัพอยู่ อย่างเรื่องลดอัตรากำลังพลที่ไม่จำเป็น ลดการซื้ออาวุธ กระทั่งยกเลิกระบบเกณฑ์ทหารเอาแค่ที่สมัครใจ

แล้วก็ประจวบเหมาะไปอีกว่า ปรากฏรูปนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไปถ่ายรูปคู่โจชัว หว่อง แกนนำม็อบแยกฮ่องกงจากจีน ทำให้ทางสถานทูตจีนออกมาแสดงท่าทีไม่ค่อยจะเอนจอยเท่าไร ก็เลยออกๆ จะเป็นการปรามว่า “อย่าไปทำอะไรให้กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” มีคนงงแบบตลกร้ายว่า ไหนบอกกลัวคอมมิวนิสต์แต่ไปหนุนจีน ก็ต้องบอกว่า มันเป็นอิทธิพลจากทุนนิยม ไทยจีนค้าขายกันตั้งเท่าไรล่ะต่อปี

ท่าทีของทหารที่ออกมาในช่วงหลังๆ ที่คนมองว่า “แทรกแซงการเมือง” ทำให้คนยิ่งไม่ชอบทหาร และมีโอกาสกลายเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งในสังคมอีกรอบ (จากที่ของเก่าก็ยังปรองดองกันไม่ค่อยจะรอดอยู่แล้ว) คราวนี้แบ่งฝ่ายเป็นคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า จากที่เขาว่าเดิมช่วงม็อบสีเสื้อนั้นแบ่งฝ่ายระหว่างคนเมืองกับคนนอกเมือง วาทกรรมสร้างความแบ่งฝักฝ่ายเริ่มมีมากขึ้น ผสมกับข่าวปลอมที่มีมากในยุคโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเฟื่องๆ นี้เข้าไปอีก

การสื่อสารของทหารก็เป็นที่น่าเห็นใจอยู่บ้าง ตรงที่ความมั่นคงหลายๆ เรื่องมันเป็นชั้นความลับ อย่างเช่นจะให้แบไต๋ออกมาหมดว่าเราซื้ออาวุธแค่ไหน ใช้ที่ไหน ความจำเป็นอย่างไร มันก็พูดไม่ได้มันรู้เราไม่รู้เขากันหมด ยุทโธปกรณ์มันเป็นครุภัณฑ์เพื่อเตรียมการหากมีสถานการณ์ แต่คนก็ไม่ชอบการที่ทหารไม่พยายามประนีประนอมทำความเข้าใจกับหลายๆ เรื่อง คนรุ่นใหม่ๆ ยิ่งสั่งให้เชื่อให้ทำตามเขายิ่งตั้งคำถามยิ่งต่อต้าน เลยมีการใช้การประชาสัมพันธ์ช่วย

ขอใช้คำว่า “ประชาสัมพันธ์” ดีกว่า เพราะ “โฆษณาชวนเชื่อ” มันดูแรงไป มันถึงขั้นล้างสมอง เรื่องการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจคือการใช้สื่อในลักษณะสื่อบันเทิงหรือสารคดีที่เปิดรับง่าย เมื่อวันที่ 11 ต.ค. มีข่าวว่า นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า นายกฯ ได้สั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำสารคดีเกี่ยวกับสงครามในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ ปลุกใจให้รักชาติ



และแน่นอนว่า สารคดีเกี่ยวกับสงคราม ก็ต้องเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ทหารนั่นแหละ โดยจะทำสารคดีเกี่ยวกับพันธกิจของทหารไทยตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา และไม่ได้กำหนดว่าต้องเสร็จเมื่อไร แต่เมื่อเสร็จ อาจใช้วิธีเผยแพร่ในสถานศึกษา หรือใช้โทรทัศน์ทหารช่อง 5 ก็ได้ หรือกระทั่งฉายให้ประชาชนดูฟรีตามโรงภาพยนตร์ โดยนายอิทธิพลเริ่มสั่งเก็บข้อมูล อาจต้องสัมภาษณ์จากคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ที่ยังอยู่ และช่วยฝังอุดมการณ์รักชาติ

จริงๆ ช่อง 5 ก็มีการทำละครที่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของทหาร ของความรักชาติรักแผ่นดินอยู่ แต่ไม่รู้ว่าใครจะดูมากน้อยแค่ไหน เพราะดูอ่อนการประชาสัมพันธ์เหลือเกิน ที่เคยเปิดไปบังเอิญเจอก็เรื่อง “นายร้อยสอยดาว” และเห็นว่าเตรียมจะออกอากาศอยู่ก็เรื่อง “เลือดสุพรรณ” และคงมีละครแนวๆ “อานุภาพแห่งความเสียสละของทหาร” แบบนี้ออกมาเรื่อยๆ ช่องอื่นก็ใช่ว่าจะไม่ทำ พวกละครเถา (แปลว่าเรื่องมันต่อๆ กัน) ก็มีแนวสุภาพบุรุษในเครื่องแบบอยู่

ซึ่งถามว่าจะได้รับการตอบรับตามเป้าประสงค์ไหม ? ลองคุยกับหลายๆ คนเขาก็บอกว่า “มันก็ยัดเยียดน่ะ” คือให้ดูก็คงไม่ดู ยกเว้นบังคับ เช่นเด็กต้องดูไปทำข้อสอบ เพราะอย่างว่าคือภาพลักษณ์ของทหารในยุคนี้มันยังเป็นเชิงลบที่คนมองว่าเข้ามายุ่งการเมืองเกินไป แตะต้องไม่ได้ (เช่นกรณีไล่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน) พอลดอคติที่มีอยู่ไม่ได้ คนก็ไม่เปิดรับแล้วพาลจะเบ้ปากเอาว่าโฆษณาชวนเชื่ออีกแล้ว

โจทย์ใหญ่กว่าการทำสื่อแนวนี้ คือเรื่องการสร้างอุดมการณ์ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติอย่างไรก่อน และคนจะรักชาติเอง เหมือนประเทศจีน มีปัญหาคนจีนโดนเหยียดพร้อมใจกันแบนคนเหยียด แต่เมืองไทยนี่เหมือนว่าต้องดูก่อนใครเสรีนิยม ใครสลิ่มแล้วค่อยเข้าข้าง บอกจะทำปรองดองมาห้าปี แต่มาวันนี้ปัญหาความแตกแยกดูน่ากลัวหนักกว่าเดิมอีก มันคงต้องเริ่มจากการไม่ชี้หน้าว่าอุดมการณ์ไหนผิดถูก และรับฟัง เปิดใจกัน

ซึ่งมันเป็นวิธีการที่ยากอยู่ แต่ถ้าจะทำให้ “แผ่นดินที่งดงามคืนกลับมา” ตามเพลง ก็ต้องทำให้ได้.
.......................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%

บอกต่อ : 314