อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

"EEC" เชื่อมอาเซียนโยงโลก สร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง

เศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาของทุกประเทศ การเติบโตภายใต้โครงสร้างการพัฒนาที่เข้มแข็งเปรียบเสมือนเป็นต้นทุนของประเทศภูมิภาคเอเชีย มีประเทศ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้ง อาเซียน เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 เวลา 06.00 น.

ศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาของทุกประเทศ การเติบโตภายใต้โครงสร้างการพัฒนาที่เข้มแข็งเปรียบเสมือนเป็นต้นทุนของประเทศ
ภูมิภาคเอเชีย ทุกวันนี้เป็นผู้นำในการ ขับเคลื่อนโลก ทางด้านการลงทุน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีประเทศ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้ง อาเซียน เป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน ด้วยประชากรรวมกว่า 3.5 พันล้านคน และ GDP คิดเป็น 32% ของ GDP โลก

   ประเทศไทย เป็น จุด ศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย จากเหนือสู่ใต้ นับแต่จีนลงสู่อินโดนีเซีย จากตะวันออกมายังตะวันตก ตั้งแต่เวียดนามข้ามไปจนถึงเมียนมา และ เป็นจุดยุทธศาสตร์ของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในด้านการผลิต การค้า การส่งออก และการขนส่ง ทั้งยังอยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของการลงทุนในอาเซียน เพื่อ เชื่อมเอเชีย และเชื่อมโลก

  
โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยระยะแรกเป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

   คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวถึงการดำเนินงาน การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโดย EEC ว่า จากการศึกษาพบว่าที่ผ่านมาประเทศไทยห่างหายจากการลงทุนโครงการใหญ่ ๆ ประกอบกับอุตสาหกรรมเดิมของประเทศไทย เมื่อค่าแรงแพง ผู้ที่จะมาลงทุนก็ย้ายไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกิดช่องว่างเหล่านี้ ที่ผ่านมาเราจึงศึกษาถึงเรื่อง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยในอนาคตอุตสาหกรรมของประเทศควรขับเคลื่อนไปในด้านใด

   อีกเรื่องหนึ่งคือ พื้นที่การลงทุน โดยพื้นที่ไหนจะเหมาะสมต่อการลงทุน จุดเริ่มต้นที่ผ่านมาจึงเลือกพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ Eastern Sea
board ที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนรู้จัก คนในพื้นที่ก็มีความคุ้นเคยกับการพัฒนา และสามารถดำเนินการได้เร็ว ด้วยที่เป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งก็จะทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างเร็ว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษลักษณะนี้คงไม่ได้มีเฉพาะพื้นที่นี่ที่เดียว แต่จะก้าวไปในพื้นที่อื่นด้วยหากมีความพร้อม โดย EEC จะเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างเป็นระบบ

     เรื่องดังกล่าว ที่ผ่านมาได้เข้า ครม. ดำเนินเรื่อง 10 อุตสาหกรรม โดยวางการดำเนินงานไว้ 4 เฟสการทำงาน โดย เฟสแรก ดำเนินการเรื่อง พ.ร.บ. และแผน เพื่อให้ครอบคลุม และยั่งยืนต่อการพัฒนา ทั้งนี้ .ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีองค์กรกำกับดูแลอย่างถาวร มีกระบวนการทำงานอย่างชัดเจน

   จากการดำเนินการในเฟสแรก เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวถึงการดำเนินการ เฟส 2 โดยเตรียมเรื่อง การลงทุน การร่วมทุน ส่วนที่เป็นอินฟาสตรัคเจอร์ 4-5 โครงการหลัก อย่างเรื่อง การพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ที่ต้องเป็นสถานที่นี้เพราะสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 150 เปอร์เซ็นต์ มีตัวเลขที่เกินอยู่ จึงต้องเตรียมแผน เตรียมความพร้อมรองรับ โดยสนามบินอู่ตะเภาจะเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ

   “นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา คาดการณ์โดยประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์จากร้อยล้านคน กว่าสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาจะแล้วเสร็จใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ตัวเลขสะสมที่เกินมา 50 เปอร์เซ็นต์ และที่เพิ่มมาใหม่ก็จะเกิดการถ่ายเท เพราะฉะนั้น สนามบินอู่ตะเภาที่วางไว้ก็จะมีขนาดรองรับได้เท่ากับสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเป็นเช่นนี้ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาก็จะทำหน้าที่เป็นสนามบินกรุงเทพฯ แห่งที่ 3 โดยถ้าเครื่องลงที่สนามบินดอนเมืองไม่ได้ สุวรรณภูมิไม่ได้ ก็จะลงที่สนามบินอู่ตะเภา”

   เมื่อลงที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ก็ต้องนั่งรถไฟเข้ามา จึงต้องจัดสร้าง รถไฟความเร็วสูง ขึ้นก็จะเกิดประโยชน์ทั้งสองฝั่ง ทั้งจากกรุงเทพฯ ลงมาและจากอู่ตะเภาเข้าไปยังกรุงเทพฯ เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน เสริมด้านการท่องเที่ยว ซึ่งรถไฟเส้นนี้ค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูงทางด้านธุรกิจ

    นอกจากการพัฒนาสนามบิน รถไฟ การพัฒนาท่าเรืออีก 2 แห่งก็ต้องขยาย ซึ่งได้แก่ ท่าเรือมาบตาพุด และ ท่าเรือแหลมฉบัง อีกทั้งมีโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขยายศูนย์ซ่อมจากเดิมที่มีอยู่โดยรองรับเครื่องบินได้ 7 ลำ พร้อมกัน

   “โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักคืบหน้าต่อเนื่อง จากที่ดำเนินการ อย่างเช่น รถไฟความเร็วสูง ขณะนี้สัญญาหลักเสร็จลงแล้ว กำลังเจรจาเรื่องเอกสารแนบท้ายโดยเฉพาะเรื่องการส่งมอบที่ดิน ท่าเรือมาบตาพุด ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ ได้ภาคเอกชนมาดำเนินการ เหลือเพียงการนำเรื่องเข้า ครม. เป็นต้น”



   สำหรับ เฟส 3 การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ผ่านมาได้ดำเนินการบ้างแล้วและได้ผลตอบรับจากนักลงทุน จากเดิมปี 2559 ก่อนเริ่ม EEC มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท ปีต่อมาเพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท และเพิ่มเป็น 6.7 แสนล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว จะเห็นว่า แม้ไม่ได้เร่งรัดการลงทุน แต่การลงทุนก็เริ่มเข้ามา และอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญคือ มีความร่วมมือการลงทุนจากประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น โดยมาลงทุนในประเทศที่สาม ซึ่งเลือกพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่แรกของการลงทุน

   นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดการเตรียมความพร้อมการพัฒนาบุคลากร โดยประมาณการว่า จะมีงานใหม่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกประมาณ 4.7 แสนอัตรา
และ เฟสสุดท้าย คือ การพัฒนาเมือง ให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติ ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก ปลอดภัย ส่งเสริมการประกอบกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ

   โดยหวังว่า...พื้นที่นี้จะ เป็นเมืองคู่แฝด เป็นเมืองท่า ซึ่ง หากกรุงเทพฯเป็นโตเกียว พื้นที่นี้จะเป็นโอซากา เป็นเฟสที่จะมีรายละเอียดต่อไป...
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28