อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

อาชีพในอนาคต

สิงคโปร์ประเทศที่นักเรียนเก่งที่สุดในโลกจากการวัดของ PISA ทั้ง 3 วิชาคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการอ่านเพื่อการทำความเข้าใจ แต่สิงคโปร์กลับเปลี่ยนการศึกษาที่เน้นผลสอบ ผู้ปกครองส่งลูกไปเรียนพิเศษ เปลืองเงินทอง จนเครียดทั้งลูกและพ่อแม่ อาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 เวลา 07.00 น.


   สิงคโปร์ประเทศที่นักเรียนเก่งที่สุดในโลกจากการวัดของ PISA ทั้ง 3 วิชาคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการอ่านเพื่อการทำความเข้าใจ แต่เมื่อไม่นานมานี้สิงคโปร์กลับประกาศเปลี่ยนการศึกษาที่เน้นผลสอบ จนทำให้ผู้ปกครองต้องแข่งกันส่งลูกไปเรียนพิเศษ สิ้นเปลืองเงินทอง เรียนพิเศษกันจนเครียดทั้งลูกและพ่อแม่

   สิงคโปร์ประกาศจะเปลี่ยนการศึกษาที่เน้นผลการสอบ เน้นผลการจัดอันดับ ให้เป็นการศึกษาที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน เน้นการเรียนรู้เพื่อชีวิตและพัฒนาตนเองโดยที่ไม่ต้องไปเอาชนะใคร เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยการท่องจำไปเป็นการศึกษาที่เน้นกระบวนการเรียนรู้และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น

   และเพื่อให้ประชาชนเห็นผลที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ปีหน้าสิงคโปร์จึงประกาศให้ยกเลิกการสอบทั้งกลางภาคและปลายภาคของชั้นประถมปีที่ 1 และ 2 ส่วนชั้นประถมปีที่ 3 ถึง 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 3 ให้ยกเลิกการสอบกลางภาค สำหรับการรายงานผลการสอบนั้นให้รายงานแต่คะแนนของนักเรียนผู้นั้น ไม่มีการรายงานคะแนนสูงสุดและต่ำสุด และไม่มีการรายงานอันดับผลการสอบของนักเรียน นักเรียนและผู้ปกครองจะได้ไม่ต้องเอาผลการเรียนของตัวเองไปแข่งขันเปรียบเทียบกับใคร

  รมต.ศึกษาของสิงคโปร์ให้สัมภาษณ์ว่า “คุณครูในสิงคโปร์เปรียบเหมือนรถไฟความเร็วสูง รีบเร่งทั้งการสอน ทั้งการสอบ เพื่อวัดและประเมินผลเด็กนักเรียน ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะหยุดพักกันสักหน่อย” ยุทธศาสตร์ในอนาคตของโรงเรียนและชาติของเราคือต่อไปเราจะเป็น “โรงเรียนที่สอนให้คิด ชาติที่สอนให้เรียนรู้ Thinking Schools, Learning Nation” เราจะสอนให้น้อยลงแต่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ให้มากขึ้น

   เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ผมมีโอกาสไปฟัง ดร.วิริยะ ลือชัยพาณิชย์ ในงานสัมมนาสาขาอาชีพแห่งอนาคต 2020 Eduzones Expo 2019 ณ ศูนย์นวัตกรรมและความรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

   ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการศึกษาและการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งโจทย์ใหญ่ของนักเรียนและผู้ปกครองยังคงเป็นโจทย์เดิม ๆ คือควรจะเรียนอะไรถึงจะหางานได้ง่ายมีรายได้ดี อ.วิริยะบอกว่า ในอดีตเราสามารถบอกได้ว่าควรจะเรียนอะไร ถึงจะมีรายได้ดี มีความมั่นคง ยกตัวอย่างในอดีตถ้าเรียนนิเทศศาสตร์ หรือวารสารศาสตร์ เรียนจบจะได้งานดีเงินดี เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร? ตกงานกันแทบจะหมดอยู่แล้ว แต่ในอนาคตเราไม่สามารถจะบอกเหมือนในอดีตได้แล้วว่า งานอะไรที่จะมีรายได้ดีและมีความมั่นคง เพราะในอนาคตนั้นงานการทั้งหลายที่ว่าดีที่ว่ามั่นคงนั้น จะดีและมั่นคงอยู่กันได้เพียง 4–5 ปี ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ในอนาคตจะไม่มีอาชีพไหนที่มั่นคงยาวนานอีกแล้ว ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่อาชีพแต่จะอยู่ที่คุณสมบัติของตัวนักเรียนต่างหาก

   วันนี้ผู้ปกครองจึงต้องถามตัวเองว่า ในอนาคตลูกหลานของเราจะต้องเป็นคนอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ? และกลุ่มอาชีพไหนที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ และจะมีอนาคตที่ดี ในอนาคตธุรกิจที่ดีจะเป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้และเทคโนโลยี ที่เรียกว่า Know ledge Business ซึ่งวันนี้มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี คาดการณ์ว่ามูลค่าของ Knowledge Business บนโลกวันนี้มีมูลค่าสูงถึงวันละ 60,000 ล้านบาท

   นักเรียนจะต้องหมั่นถามตัวเองว่า ความรู้ที่เรามีอยู่นั้นสามารถเอาไปช่วยใครได้บ้าง ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก การผลิตสื่อทั้งหลาย เช่น วิดีโอคลิป ภาพถ่าย บล็อก ทำได้ง่าย การถ่ายทอดและการเผยแพร่ก็ทำได้ง่าย ขอเพียงมีเวลาก็สามารถเอาความรู้ที่ตัวเองมีไปถ่ายทอดให้คนอื่น ๆ ได้ นักเรียนนักศึกษา คนเกษียณแล้ว คนทำงานประจำก็ทำได้ ทุกคนสามารถทำได้หมด แต่ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ทำแล้ว ถ่ายทอดไปแล้ว ใครจะมาดู ใครจะยอมมาจ่ายสตางค์

   คนที่ประสบความสำเร็จใน Know ledge Business ปัจจุบัน ส่วนมากเขาขายความรู้ ขายความสบายใจ ขายความมั่นใจ ขายความสนุก ขายแรงบันดาลใจ คนที่มาซื้อ คนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูเพื่ออ่านก็เพราะพวกเขามี “ความทุกข์ในเรื่องนั้นๆ เช่น ขาดความมั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ เป็นทุกข์ ไม่รู้ ไม่หล่อไม่สวยเลยไม่มีแฟน ฝรั่งเรียกมี Pain Point คนจะยอมจ่ายเงินคือคนที่มี Pain Point นั่นเอง.

...........................................
เกษมสันต์ วีระกุล
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%

บอกต่อ : 80