อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

สหรัฐเก็บบักห์ดาดี เปิดศึกชิงนํ้ามันซีเรีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ต.ค. ว่า “ผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งของโลก” คือนายอาบู บาการ์ อัล-บักห์ดาดี ท่านกาหลิบหรือผู้นำสูงสุดของกลุ่มไอเอส “เสียชีวิตแล้ว” ระหว่างการเผชิญหน้ากับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ อาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.30 น.


   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า “ผู้ก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งของโลก” คือนายอาบู บาการ์ อัล-บักห์ดาดี ท่านกาหลิบหรือผู้นำสูงสุดของกลุ่มไอเอส “เสียชีวิตแล้ว” ระหว่างการเผชิญหน้ากับหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ ในปฏิบัติการที่จังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย เมื่อคืนวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นในซีเรีย
      
   แม้เริ่มมีการเผยแพร่ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว ของปฏิบัติการบันลือโลกครั้งนี้ออกมา อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐบรรยายช่วงเวลาที่ถือเป็น “นาทีสุดท้าย” ของบักห์ดาดีว่า เป็นการเสียชีวิต “อย่างน่าอนาถ” โดยบักห์ดาดีวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนพร้อมบุตรอีก 2 คน ขณะที่หน่วยรบพิเศษของสหรัฐคือเดลตาฟอร์ซพร้อมฝูงสุนัขทหารไล่ตามอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งบักห์ดาดีจนมุมที่ปลายอุโมงค์ลับภายในบ้านพักของตัวเอง แล้วจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตายพร้อมบุตร 2 คน ขณะที่หน่วยรบพิเศษวิสามัญภรรยา 2 คนของบักห์ดาดี ซึ่งทั้งคู่คาดเข็มขัดระเบิดฆ่าตัวตายเอาไว้ด้วย พร้อมจับกุมชายอีก 2 คน



        
  นอกจากนั้น หน่วยคอมมานโดของสหรัฐยังปฏิบัติการสังหารนายอาบู ฮัสซัน อัล-มูฮาเจียร์ โฆษกของกลุ่มไอเอส ซึ่งถือเป็น “มือขวา” ของบักห์ดาดี และฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐเคยวิเคราะห์ว่ามูฮาเจียร์อาจก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของไอเอสเป็นคนต่อไป ในจังหวัดอเลปโป ทางตอนเหนือของซีเรีย โดยข่าวการเสียชีวิตของมูฮาเจียร์ได้รับการเผยแพร่หลังการเสียชีวิตของบักห์ดาดีเพียงไม่กี่ชั่วโมง
       
   เป็นที่น่าสังเกตเหมือนกันว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐและสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจลักษณะนี้โดยตรง ยังคง “รูดซิปปาก” ไม่แสดงท่าทีต่อเรื่องราวทั้งหมด แม้แต่การออกความเห็นต่อคำบอกเล่าเป็นตุเป็นตะของทรัมป์ ที่พล.อ.มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ กล่าวเพียงว่าทรัมป์อาจได้มีโอกาสสนทนาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ภาคสนามบางนายก็ได้ นอกจากนี้ น่าแปลกและน่าสนใจที่กลุ่มไอเอสและ “ประชาคมก่อการร้าย” ไม่แสดงปฏิกิริยาใดเลยต่อการเสียชีวิตของบักห์ดาดี สะท้อนว่าหัวใจของกลุ่มไอเอสไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล
        
    อ้างอิงจากคำพูดของทรัมป์ หน่วยข่าวกรองสหรัฐเกาะติดความเคลื่อนไหวของบักห์ดาดีมานานถึง 3 ปีแล้ว สำหรับประวัติของบักห์ดาดีนอกเหนือจากเป็นชาวอิรักและอายุในช่วงเสียชีวิตน่าจะอยู่ที่ประมาณ 48 ปีแล้ว แทบไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันข้อมูลของชายผู้นี้ได้อย่างชัดเจน แต่รายงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันว่า บักห์ดาดี “เรียนเก่งและอาจสำเร็จการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกด้านศาสนา” ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าตัวศึกษาอย่างลึกซึ้งตั้งแต่วัยรุ่น และอาจเป็นการปูทางให้บักห์ดาดีเข้าสู่ “โลกมืดคู่ขนาน”
      
     นับตั้งแต่ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกลางปี 2557 ประกาศการสถาปนา “รัฐกาหลิบ” ระหว่างภาคเหนือของซีเรียและอิรัก แทบไม่เคยมีร่องรอยหรือเบาะแสใดของบักห์ดาดีออกมาให้ชาวโลกได้เห็นอีก นอกเหนือจากข่าวการเสียชีวิตที่เรียกได้ว่า “เกิดขึ้นทุกปี” และยังเป็นการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น “ปีละหลายครั้ง” โดยข่าวดังกล่าวออกมาจากทุกฝ่ายรวมถึงฝ่ายอเมริกาเอง แต่จนแล้วจนรอดข่าวนั้นก็หายเงียบไปเองตามสายลม
       
   ทรัมป์กล่าวเสมอว่าสหรัฐ “ไม่ใช่ตำรวจโลก” และทหารอเมริกันไม่สามารถ “คุ้มครอง” กองกำลังชาวเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรียได้ตลอดไป แต่พูดบ่อยครั้งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ หลัง “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” เกิดขึ้นเมื่อผู้นำสหรัฐกล่าวถึงแนวคิดการถอนทหารออกจากซีเรียและอัฟกานิสถานเป็นครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งว่ากันว่า “สร้างรอยร้าวลึก” ระหว่างทรัมป์กับทหารระดับสูงหลายนาย ไม่ว่าทรัมป์จะ “ตั้งใจ” พูดเรื่องการถอนทหารจริงหรือไม่ โดยเฉพาะการถอนตัวออกจากสมรภูมิซีเรีย แต่ในที่สุดก็ต้องเกิดขึ้นจริง เมื่อผู้นำสหรัฐสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา บอกว่าจะถอนทหารเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลอังการาปฏิบัติการต่อกองกำลังชาวเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรีย ที่ตุรกีถือว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้าย” เพราะมีเชื้อสายเดียวกับกองกำลังของพรรคคนงานเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ซึ่งสู้รบกับกองทัพตุรกีมานานกว่า 3 ทศวรรษเพื่อแบ่งแยกดินแดนทางใต้ ซึ่งติดกับภาคเหนือของซีเรีย และในส่วนลึกที่แม้เออร์โดกันยังไม่เคยออกปากอย่างเป็นทางการ แต่หากกางแผนที่ดูจะพบว่ายุทธการทางทหารของเออร์โดกันที่มีต่อชาวเคิร์ดในภาคเหนือของซีเรีย เป็นมากกว่าความต้องการให้อีกฝ่ายถอยร่นออกไป แต่ตุรกีต้องการดินแดนส่วนนั้นเพื่อรื้อฟื้น “อาณาจักรออตโตมัน” และแน่นอนว่าประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด จะไม่มีทางยอมสูญเสียดินแดนส่วนนั้นเด็ดขาด
    
     แผนการตุรกีเดิมทีอาจไม่เกี่ยวกับบักห์ดาดีโดยตรง แต่อาจไปกระตุ้นความจำให้ทรัมป์นึกได้ว่า พื้นที่ซึ่งกองทัพตุรกีต้องการบุกนั้น เต็มไปด้วย “กลุ่มกบฏสายกลาง” ที่สหรัฐสนับสนุนมานาน และกลุ่มไอเอสซึ่งยังคงเคลื่อนไหวไปมาระหว่างซีเรียกับอิรัก แน่นอนหนึ่งในนั้นย่อมเป็นท่านกาหลิบแห่งกลุ่มไอเอส ดังนั้นการที่ผู้นำสหรัฐบอกว่า หน่วยข่าวกรองติดตามแกะรอยบักห์ดาดีมานาน 3 ปีแล้ว และ หากเจ้าตัวเคลื่อนไหวไปมาอยู่แถบนี้ตลอดจริง เท่ากับว่าบรรดากบฏที่สหรัฐสนับสนุน “ช่วยเหลือ” บักห์ดาดีมาตลอดหรือเปล่า ขณะเดียวกัน การที่ทรัมป์ไปสัญญาอย่างเปิดเผยกับตุรกีเรื่องการถอนทหารออกจากภาคเหนือของซีเรีย ดูเหมือนทำให้ทุกอย่าง “ผิดแผน” ไปหมด สหรัฐจึงต้องแก้เกมด้วยการคงประกาศเหลือกำลังทหารไว้ในบริเวณนั้น “นิดหน่อย” เพื่อ “ดูแล” แหล่งน้ำมันในพื้นที่ ด้วยเหตุผลที่แทบฟังไม่ขึ้นว่า เพื่อไม่ให้น้ำมันเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของกลุ่มไอเอสและ “บุคคลที่สาม” ซึ่งน่าจะหมายถึงรัฐบาลซีเรียทั้งที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตามกฎหมาย และรัสเซียที่หากไม่เข้าช่วยเหลือซีเรีย ป่านนี้อัสซาดอาจเป็นเหมือนอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น แห่งอิรัก หรือ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบียไปนานแล้ว
      
    ว่ากันว่าซีไอเอกับบรรดาแก๊งค้ายาในเม็กซิโกและอีกหลายขบวนการในลาตินอเมริกานั้น “รู้ไส้รู้พุงกันดี” และในเมื่อเป็นการยากที่จะหยุดการหลั่งไหลดังสายน้ำของยาเสพติดจากอเมริกาใต้เข้าสู่สหรัฐ ซีไอเอจึงต้องเข้าไป “จัดระเบียบ” เสียเอง “โลกคู่ขนาน” นั้นมืดมนและอันตรายกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ หากไม่ได้ไปอยู่ในจุดนั้นจริง เมื่อมีการขัดผลประโยชน์หรือหมดผลประโยชน์ อเมริกาในฐานะ “ผู้ควบคุม” อีกชั้นหนึ่งของขบวนการเหล่านี้ก็ต้องกำจัด ตัดแข้งตัดขาผู้ที่จะออกนอกลู่นอกทางหรือไม่จำเป็นต้องใช้งานอีกต่อไป ฉันใดฉันนั้น ยิ่งทรัมป์พูดเรื่องน้ำมันในซีเรียมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการกระชากหน้ากากตัวเองแรงขึ้นเท่านั้น ว่าตำรวจโลกเป็นเพียง “บทบาทหนึ่ง” ของสหรัฐอย่างที่ทรัมป์ว่าจริง และสำหรับบักห์ดาดีที่แทบไม่แสดงบทบาทอะไรเลย ต่างจากนายโอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัล-กออิดะห์ ผู้ล่วงลับซึ่งออกมาปลุกระดมสาวกด้วยตัวเองอยู่เป็นนิจ  ยิ่งน่าคิดว่ากลุ่มไอเอส “เป็นเพียงนามธรรม” ที่มีชื่ออยู่ได้ด้วยแนวคิด บิดเบี้ยวที่ใครบางคนหรือคนกลุ่มใดประดิษฐ์ขึ้นหรือไม่
        
    การเปลี่ยนจุดยืนกลับไปกลับมาของทรัมป์เรื่องซีเรียยิ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ใต้พรมในทำเนียบขาวและที่อาคารเพนตากอนนั้นมีความขัดแย้งซุกกันไว้อีกมากมายเท่าใด แต่แน่นอนที่สุดจากประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา เป็นไปได้น้อยมากที่ซีไอเอจะไม่รู้ว่าบักห์ดาดีปักหลักอยู่ที่จังหวัดอิดลิบ ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของฝ่ายกบฏที่สหรัฐเลี้ยงดูมานานแค่ไหนแล้ว แต่ในเมื่อเปิดตัวมาแบบพระเอกด้วยการประกาศสงคราม  ต่อต้านกลุ่มไอเอสมานานหลายปี หากออกจากซีเรียไปด้วยการถอนทหารแบบเงียบเชียบต้องเสียฟอร์มมาก จึงไม่แปลกที่บักห์ดาดี “ต้องตายตอนนี้” ไม่ว่าท่านกาหลิบจะ “หายไปจากโลกใบนี้” แบบที่ทรัมป์โอ้อวดจริงหรือไม่ แต่ก็ช่วยกู้หน้าให้สหรัฐได้ไม่น้อย เพราะเป็นการบอกชาวโลกว่า “อเมริกายังอยู่” ในซีเรีย แม้ต้องแลกกับความเป็นพระเอกที่ลดลงไปมาก แต่ทรัมป์ผู้ชอบสร้าง “ประวัติศาสตร์” ให้กับตัวเองคงจะหมดกังวล เพราะอีกไม่กี่ปีเรื่องราวนี้จะขึ้นจอเงินเป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่ของฮอลลีวูด เสมือนภาคต่อของ “ซีโร่ ดาร์ก เธอร์ตีย์” และต้องมีบทบาทให้กับทรัมป์ มากกว่าแค่อ้างถึงอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา นิดหน่อยในภาคแรกแน่นอน.

.............................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 47