อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

สงครามการค้า-บาทแข็ง-จีเอสพี.ระเบิดเวลาส่งออกไทย

สัปดาห์นี้ไปดูการส่งออกไทยที่เป็นรายได้หลักของประเทศ เผชิญกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ทั้งสงครามการค้า บาทแข็งและจีเอสพี. คงต้องลุ้นจะฝ่าวิกฤตินี้ได้หรือไม่ พฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 น.


จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง แบบไม่มีปี่ขลุ่ยเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ลงนามโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัม ได้ประกาศตัดสิทธิ “จีเอสพี” 573 สินค้า รวมมูลค่าสินค้าของไทยจะโดนตัดสิทธิ์ครั้งนี้มูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราวๆ 4 หมื่นล้านบาท เริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 เมษายนปีหน้า โดยสหรัฐอ้างการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของไทยยังไม่ได้มาตรฐาน ถ้าหากรัฐบาลไทยยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้หรือแก้ไม่ทันเวลาการส่งออกของไทยที่มีอาการโคม่าติดลบต่อเนื่องหลายเดือน จะยิ่งติดลบหนักขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้ ส่งออกไทยเองก็โดนหางเลขจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและชัดเจนในช่วงสิ้นปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันจนกระทบกับเศรษฐกิจไปทั่วโลก กระทั่งไอเอ็มเอฟได้ปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกลงล่าสุดเหลือ 3.2% เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา



จากการคาดการณ์ของสำนักวิจัยชั้นนำของโลกหลายแห่งต่างรายงานตรงกันว่า ผลกระทบสงครามทางการค้าและการย้ายฐานการผลิต อาจทำให้จีดีพีของเศรษฐกิจโลกลดลง 0.6% ผลผลิตจากภาคการผลิตของจีนจะลดลง 1.6% ในขณะที่จีดีพีของสหรัฐที่แท้จริงจะลดลง 1.1% นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจจากการค้าโลกที่ปั่นป่วนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายในที่มีผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากกรณี “ค่าเงินบาทที่แข็งค่า” เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับ 2 ของเอเชียในแวดวงธนาคารคาดการณ์ว่า บาทอาจจะแข็งทะลุ 30 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่ช้า ไม่นานการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้ประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ จะยิ่งทรุดลงสวนทางกับค่าเงินที่แข็งขึ้นขณะที่ยอดส่งออก 9 เดือนแรกปีนี้ติดลบไปแล้ว 2.1%

ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงเป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และแบงก์ชาติ จะทำทองไม่รู้ร้อนไม่ได้ ถ้ายังปล่อยให้บาทแข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ ปีหน้าอาจแข็งค่าขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์เลยทีเดียว



ขณะที่การส่งออกหดตัวลดลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงเหลือแค่ 60% กว่าๆ เท่านั้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทยอยยกเลิกกิจการและเริ่มเห็นสัญญาณการเลิกจ้างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปลายเดือน ก.ย.นี้ ที่ปรากฏเป็นข่าวบริษัทเอแพ็กเซอร์คิต ไทยแลนด์ ในนิคมอุตสาหกรรม จ.สมุทรสาคร ปิดกิจการประกาศเลิกจ้างพนักงาน ล่าสุดบริษัท เอสอาร์เอฟ อินดัสตรี้ (ไทยแลนด์) ก็เลิกจ้างพนักงาน 400 คนรวมทั้งก่อนหน้านี้บริษัทไทยซัมมิท แหลมฉบัง ออโตพาร์ท ประกาศหยุดทำงาน 2 เดือน ลูกจ้างอยู่บ้านได้ 75% ของค่าจ้างปกติ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกทําให้คําสั่งซื้อลดลง

ขณะเดียวกันกิจการหลายๆ แห่งก็ค่อยๆ มีมาตรการให้คนออกเริ่มตั้งแต่ไม่รับพนักงานใหม่แทนตําแหน่งที่ว่างลง เลิกใช้บริการเอาท์ซอร์สที่เกี่ยวกับแรงงาน ลดค่าโอที ลดชั่วโมงการทํางาน เริ่มปิดไลน์การผลิตหรือปิดสาขาที่ไม่จําเป็นหรือใช้วิธีไม่ให้ผ่านทดลองงานจนถึงมีโครงการเกษียณก่อนกำหนด หรือสมัครใจลาออกจะเน้นคนเก่ามีรายได้สูงเพื่อลดภาระ

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลงทุกประเทศตั้งแต่สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น แม้แต่จีนการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 20 ปีซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อตลาดแรงงานไทย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง



ขณะที่ภาคเกษตรของไทยก็หนักหนาสาหัสอาจจะมากกว่าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการส่งออกข้าวของไทยในปี 2562 คาดว่าจะทำได้ 8.5-9 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งปีที่คณะกรรมการข้าวครบวงจรกำหนดไว้จะทำได้ 10 ล้านตัน ทั้งนี้เป็นเพราะไทยถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินเดียมีผลผลิตมาก สามารถส่งออกข้าวนึ่งได้มากขึ้น ปากีสถาน เมียร์นมา ส่งออกปลายข้าวขาวได้มากขึ้น และเวียดนามส่งออกข้าวหอมมะลิในราคา 400-500 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งต่ำกว่าไทยจากราคาข้าวหอมมะลิที่มีราคา 1,100-1,200 ดอลลาร์ต่อตัน ทำให้เวียดนามขณะนี้เข้าไปเจาะและยึดตลาดข้าวหอมมะลิในแอฟริกาและตะวันออกกลางไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่งออกไทยที่เป็นรายได้หลักของประเทศต้องเผชิญกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ทั้งสงครามการค้า บาทแข็งและจีเอสพี.คงต้องลุ้นกันว่าส่งออกไทยจะฝ่าวิกฤตินี้ได้หรือไม่ ต้องติดตามด้วยความระทึกใจยิ่ง.
.................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน" 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก :  Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%