อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562

ไทยได้รับยกย่อง'ยาเพร็พ' ไม่มีผู้ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น

สัปดาห์นี้ชวนดูความสำเร็จของไทย กับระยะเวลา 3 ปีในโครงการ “เพร็พพระองค์โสมฯ” ช่วยกลุ่มเสี่ยงเกือบ 4 พันคน เผยไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ไม่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและเสียชีวิตจากเอดส์ เสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 12.00 น.


ย้อนกลับไปเมื่อ 59 ปี โรคที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2503 และมีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก โดยปัจจุบันเป็นโรคที่รักษาด้วยการกินยาต้านไวรัสตลอดชีวิต ซึ่งเรากำลังพูดถึง โรคเอดส์” ที่แพร่กระจายไปยังทวีปต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทยในปีพ.ศ.2527 จนถึงปีพ.ศ.2533 เพียงระยะเวลา 5 ปี กลับพบผู้ที่ติดเชื้อมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนไทยป่วยด้วยโรคนี้จำนวนมาก
 
องค์การอนามัยโลก จึงกำหนดให้วันที่ 1 ธ.ค. ของทุกปีเป็น “วันเอดส์โลก” ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2531 เป็นปีแรก และนับตั้งแต่บัดนั้นทั่วโลกก็พยายามต่อสู้กับโรคนี้มาโดยตลอด หลายประเทศใช้เวลาทำวิจัย “วัคซีนป้องกันเอดส์” แต่ก็ยังไม่สำเร็จเพราะยังเป็นผลวิจัยในห้องทดลองเท่านั้น
 
ทว่าปัจจุบันมียาชื่อว่า “ยาเพร็พ” (PrEP = Pre-exposure Prophylaxis) เป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่จะไปเจอ (สัมผัส) กับเชื้อ ทำได้โดยการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี 2 ตัวรวมกันอยู่ในเม็ดเดียว คือ ยาทีโนโฟเวียร์ กับ ยาเอ็มทริซิตาบีน 7 วัน ก่อนไปมีพฤติกรรมเสี่ยง ยาจะไปสะสมในเนื้อเยื่อที่เป็นทางเข้าของเชื้อเอชไอวี เช่น ช่องคลอด ทวารหนัก และท่อปัสสาวะ เมื่อเชื้อเข้ามาก็จะถูกยากำจัดไป จึงไม่ติดเชื้อ
 


ในเรื่องนี้มีคำอธิบายจาก .กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย บอกว่า “เราพบว่า...การกินยาเพร็พป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีเกือบ 100%” ทั้งในกลุ่มชายกับชาย สาวประเภทสอง ชายกับหญิง และผู้ที่ใช้สารเสพติดโดยการฉีด จึงมีคำแนะนำจากองค์การอนามัยโลก ให้ทุกประเทศจัดหายาเพร็พให้กับคนที่ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หรือใช้เข็มฉีดยาที่สะอาดทุกครั้งที่มีพฤติกรรมเสี่ยงได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อร่วมหรือเสริมไปกับวิธีการป้องกันอื่น ๆ
 
เมื่อตรวจหาผู้ติดเชื้อได้เร็วก็เริ่มให้ยาต้านไวรัสฯ ทันที (ภายในวันที่ตรวจเจอ) ส่วนคนที่ตรวจแล้วไม่พบว่าติดเชื้อ แต่ยังหยุดพฤติกรรมเสี่ยงไม่ได้ ก็ให้ยาเพร็พทันที เพราะเป็นวิธีที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศทั่วโลกว่า นำไปสู่การยุติเอดส์ได้จริง หมายความว่า...ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ไม่มีผู้ที่ป่วยหรือเสียชีวิตจากเอดส์
 
ปัญหาอีกหนึ่งอย่างในประเทศไทย คือ หลายคนไม่ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หลายคนไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่เป็นพฤติกรรมเสี่ยง และยิ่งต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้สั่งยาเพร็พให้ ก็ยิ่งคิดว่ายุ่งยาก และพาลทำให้ไม่สนใจที่จะเข้ารับยาเพร็พ จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทัศนคติหรือมุมมองเรื่องยาเพร็พ ให้เป็นเรื่องของการสร้างเสริมดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค ที่ทุกคนควรให้ความสนใจ คล้ายกับการกินวิตามิน หรือยาคุมกำเนิด และต้องจัดบริการให้เข้าถึงง่าย ราคาไม่แพง
 
อย่างไรก็ตามพฤติกรรมเสี่ยงมีความสำคัญมากกว่ากลุ่มเสี่ยง เพราะคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็ได้ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงชายทั่วไป ก็อาจมีพฤติกรรมที่เสี่ยงมากก็ได้
 


อย่างที่บอกไปว่า “ยาเพร็พ” กินง่าย เพียงวันละเม็ด มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องกินทุกวันตราบเท่าที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงแล้วจึงหยุดยาเพร็พได้ อีกทั้งกลับมากินใหม่ได้อีกถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้การเริ่มกินเพร็พใหม่ทุกครั้งต้องเจาะเลือดก่อนว่ายังไม่มีการติดเชื้อ และต้องแน่ใจว่าพฤติกรรมเสี่ยงครั้งสุดท้ายเกิน 2-4 สัปดาห์มาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเว้นว่างหรือ “วินโดว์พีเรียด” ที่ชุดตรวจจะตรวจพบได้ว่าติดเชื้อ
 
เฉกเช่นเดียวกับโครงการ “เพร็พพระองค์โสมฯ” เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนม.ค.2559 โดยตั้งเป้าว่าจะจ่ายเพร็พฟรีให้กับกลุ่มเสี่ยงที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการเข้าถึงบริการ ปีละ 1,000 ราย ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี รวม 3,000 ราย ผ่านองค์กรชุมชนที่ร่วมเป็นเครือข่าย และสาธารณสุขในพื้นที่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง
 
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี มีผู้ได้รับเพร็พฟรีจากโครงการทั้งสิ้น 3,813 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าครึ่งของคนไทยทั้งประเทศที่ได้รับเพร็พ แยกเป็นชายกับชาย 3,055 ราย สาวประเภทสอง 537 ราย ชายบริการ 153 ราย สาวประเภทสองบริการ 28 ราย หญิงบริการ 23 ราย และคู่ของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี 17 ราย
 
อย่างไรก็ตาม ทุกรายที่ได้รับเพร็พจะต้องเข้าเกณฑ์ความเสี่ยงตามเกณฑ์ของประเทศ เช่น มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้สถานะเอชไอวีโดยไม่ใช้ถุงยางฯ อย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 6 เดือน หรือมีคู่นอนเกิน 3 คนในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นต้น
 


ในอดีตกลุ่มประชากรหลักตามเกณฑ์ความเสี่ยงดังกล่าว จะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นปีละ 6% โดยเฉลี่ย หมายถึงทุก 100 คนเมื่อตรวจเลือดซ้ำอีก 1 ปี จะพบติดเชื้อขึ้นมาใหม่ 6 คน ดังนั้นเกือบ 4,000 คนที่ได้รับเพร็พ และติดตามไปโดยเฉลี่ย 2 ปีก็น่าจะมีผู้ติดเชื้อขึ้นมาอย่างน้อย 480 คน (ปีละ 240 คน) แต่ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ที่อยู่ในโครงการที่กินเพร็พอย่างต่อเนื่องติดเชื้อเพิ่มขึ้นแม้เพียงคนเดียว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลทั่วโลกที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อขึ้นมาเพียง 6 รายจากคนที่ได้รับเพร็พทั่วโลกราวครึ่งล้านคนจนถึงปัจจุบัน
 
ทำให้โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) เห็นว่า รูปแบบของโครงการเพร็พพระองค์โสมฯ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญเพื่อที่จะยุติปัญหาเอดส์ อีกทั้งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสามารถดำเนินการต่อเนื่องโดยใช้งบประมาณภาครัฐในกาลข้างหน้า สมควรที่จะเป็นเยี่ยงอย่างให้ประเทศอื่น ๆ ทำตามได้ ดังนั้นโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ จึงได้ทูลเกล้าถวายตำแหน่ง “UNAIDS Goodwill Ambassador for HIV Prevention in Asia and the Pacific” ในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา แก่พระองค์ท่าน นับเป็นเกียรติที่สูงยิ่งของประเทศ นอกเหนือจากการช่วยชีวิตคนไทยหลายร้อยคนไม่ให้ติดเอดส์เพิ่มขึ้น.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean  
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพ : หอประวัติคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  , Pixabay

คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่  

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 88