อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563

ชะตากรรมเศรษฐกิจในกำมือ'ครม.-ศก.3ก๊ก'รอดหรือร่วง

สัปดาห์นี้ กับเรื่องที่อยากเล่าชะตากรรมเศรษฐกิจไทยในกำมือ “ครม.เศรษฐกิจ 3 ก๊ก” ปีหน้าจะรอดหรือร่วง พฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 น.


กระแสข่าวที่ลือกันสนั่นทำเนียบว่า ครม.เศรษฐกิจชุด “บิ๊กตู่2” เริ่มปริร้าวลึกลงไปเรื่อยๆ พร้อมจะแตกดังโพล๊ะได้ทุกเวลา สัญญาณเริ่มมาจาก “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีเปรยกับนักข่าวเป็นๆนัยว่า “ผมไม่ใช่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ต่อมา “บิ๊กตู่” ก็มานั่งหัวโต๊ะทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตัวจริง ดร.สมคิด ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจแค่คลัง พลังงานและอุตสาหกรรมเท่านั้น

ส่วนพาณิชย์ เกษตรก็เป็นโควต้าประชาธิปัตย์ คมนาคม ท่องเที่ยวเป็นของภูมิใจไทย แต่เท่าที่ดูการทำงานออกไปในแนว “ทางใครทางมัน” ทีมเศรษฐกิจสมคิด-พลังประชารัฐ ที่มี “อุตตม สาวนายน” เป็น “ขุนคลัง” ก็มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการสรรหาแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ขณะที่ รัฐมนตรีค่ายประชาธิปัตย์ ขะมักเขม้นอยู่กับนโยบายประกันราคา-ประกันรายได้เกษตรกร เล่นบท “เซลส์แมน” ออกไปเร่ขายข้าว-ยางพารา-ปาล์มหวังดึงคะแนนเสียงภาคใต้กลับมา พร้อมกับหวังว่าจะช่วยกระตุ้นส่งออกให้ผงกหัวขึ้นให้ได้ ส่วนรัฐมนตรีค่ายภูมิใจไทย เน้นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่หลายๆ ฝ่ายเฝ้าจับตามอง



นอกเหนือจากการทำงานจะแยกกันคนละทิศคนละทาง บางเรื่องนอกจากจะไม่ประสานงานกันแล้วยัง “ประสานงา” ที่เห็นชัดๆ คือกรณีแบน 3 สารพิษ ที่ดูเหมือนภูมิใจไทยที่อยู่ปลายน้ำตีกินเรียกคะแนนแบบนิ่มๆ ต้องกลายเป็นเกมหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่าง 3 พรรคร่วม

กรณีแบน 3 สารพิษเรื่องเดียว ก็ทำเอาวง “ครม.เศรษฐกิจ” ระส่ำไม่น้อยแต่ยังมีบางเรื่องที่เริ่มทะแม่งๆ ทั้งเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ จนกลายเป็นที่จับตามองของประชาชนและพรรคฝ่ายค้าน เป็นประเด็นให้พรรคร่วมเริ่มอึดอัดพร้อมแตกหักได้ทุกเวลา

แต่ที่น่าห่วงไม่แพ้กันก็เห็นจะเป็นสัญญาณอันตรายจากเศรษฐกิจไล่ตั้งแต่ “เศรษฐกิจโลก” ไม่ว่านักเศรษฐกิจสำนักไหน ต่างฟันธงว่า ว่าปีหน้าจะมีแต่ “แย่กับแย่” ล่าสุด “ลอร์ดเมอร์วิน คิง” อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ ออกมาแย้มว่า “เศรษฐกิจโลกกำลังเดินละเมอเข้าสู่ภาวะวิกฤตการณ์การเงินโลกครั้งใหม่” ในอีกไม่ช้าไม่นาน และจะสร้างความพินาศ ให้กับ “ระบบตลาดของประเทศประชาธิปไตย” ชนิดไม่น้อยกว่า หรืออาจจะหนักหนาสาหัสกว่า “วิกฤตการเงินโลกปี ค.ศ. 2008-2009” เสียอีก



ขณะที่สยามเมืองยิ้มอย่างเรา ก็โดนแรงกระแทกจากสงครามการค้า ส่งผลเศรษฐกิจสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ แถมยังเผชิญคลื่น “ดิสรัปชัน” เทคโนโลยีดิจิทัลที่กลืนกินระบบเก่ายุค “เถ้าแก่โบราณ” ปรับตัวไม่ทัน ล้มหาย ตายจากรายวันตั้งแต่โรงงานยันธุรกิจพากันปิดตัว เลิกจ้างกะทันหัน คนตกงานเพิ่มขึ้นกันระนาว

ล่าสุดตัวเลขอัตราการว่างงาน ปีนี้อยู่ที่ 3.5 แสนกว่าคน ยังไม่นับรวมบัณฑิตที่กำลังจะจบใหม่ในปีหน้าอีก 1.5 แสนคนรัฐบาลต้องรีบประคองภาวะ “เตะฝุ่น” ก่อนจะบานปลายไปสู่ปัญหาการขาดรายได้ภาคครัวเรือนตามมา ซึ่งล่าสุดมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจสภาพนี้ครัวเรือนไทยในปี 62 พบว่า 88.1% เป็นหนี้ ทำให้สภาพหนี้ครัวเรือนปีนี้ขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 7.4 เฉลี่ย 340,000 บาทต่อครัวเรือน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดเศรษฐกิจปี 2562 เหลือ 2.6% จากเดิม 2.8% ตอกย้ำความล้มเหลว ในการบริหารเศรษฐกิจของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มี “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะ ถึงกับประกาศ “ขันน็อต” การทำงานกันใหม่



ไม่รู้จะได้ผลแค่ไหนดูเหมือนว่าทุกคนยังทำงานแบบสไตล์ใครสไตล์มัน นอกจาก “ไม่มีทีมเวิร์ค” ต่างคนต่างทำ อยากโชว์ผลงานของพรรค มากกว่าทำเพื่อบ้านเมืองจริงๆ เมื่อบิ๊กตู่เล่นบทหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ไม่มีเวลาที่จะมาดูแลปัญหาเศรษฐกิจจริงจัง รวมถึง ดร.สมคิด.ตอนนี้บทบาทคุมแค่บางกระทรวง ทำให้การบริหารเศรษฐกิจไม่เต็มไม้เต็มมือ อย่างดีก็ทำได้แค่ตีกรรเชียงค่อยๆ “ปล่อยของ” ผ่านกระทรวงการคลัง อัดมาตรการ “ชิมช้อปใช้” กระตุ้นเศรษฐกิจไปพลางๆ

หากจะขมวดปมปัญหาทั้งหลายทั้งปวงมาจากรัฐบาลผสมไม่มีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมืออาชีพจริงๆ รัฐมนตรีเศรษฐกิจมาจากต่างพรรค การบริหารเศรษฐกิจไปคนละทิศคนละทาง จึงไม่แปลกใจที่เศรษฐกิจไทยจมดิ่งลึกลงเหวไปเรื่อยๆ ต้องลุ้นด้วยความระทึกใจว่าจะรอดหรือจะร่วง.
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    78%
  • ไม่เห็นด้วย
    22%