อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563

ก่อนเข้าปีใหม่หัวใจห่อเหี่ยว ขอสัญญาณดีๆบ้างได้ไหม

สัปดาห์นี้ไปดูสารพัดปัญหาทางการเมือง พาสะดุดฉุดเศรษฐกิจ หวังปีหน้าจะมีสัญญาณที่ดีบ้านเมืองสงบ พฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00 น.


จะว่าไปนี่ก็เข้าเดือนธันวาคมแล้ว เดือนสุดท้ายของปี ซึ่ง 11 เดือนที่ผ่านมาก็มีอะไรแบบว่า...ไม่ค่อยน่าพอใจเกิดขึ้นหลายๆ เรื่องในบ้านเรา โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้ง เอาชนะทางการเมืองนี่แหละ เลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ กว่าจะตั้งรัฐบาลได้ พอเสียงปริ่มน้ำขึ้นมาก็กลายเป็นว่า รัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพอีก เดี๋ยวโหวตแพ้ฝ่ายค้านๆ แล้วก็จ้องเล่นงานรัฐบาลแต่เรื่องเดิมๆ เช่นที่ขุดประเด็นถวายสัตย์ฯ มาไม่หยุดเสียที

ข้างฝ่ายเศรษฐกิจนั้น ก็มีแต่คำขู่ว่า “ปีหน้าเผาจริง” คือบางทีก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าการปล่อยข่าวอะไรร้ายๆ พวกนี้ออกมานี่ต้องการอะไร? ไม่ปล่อยข่าวสร้างความหวังที่ดี ก็กลายเป็นว่าวิตกกังวลกันเอง จะปล่อยข่าวเพื่อต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้มีการเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลใหม่จะได้มาบริหาประเทศก็เห็นจะบอกว่ายาก และคิดเหรอว่า ระหว่างการเลือกตั้งใหม่จะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งถ่วงความเจริญอะไรประเทศชาติขึ้นมาอีก

เอาแค่เรื่องนับคะแนน ส.ส. ก็ตีกันไม่หยุดว่าต้องใช้วิธีไหน สุดท้ายก็คือต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเลือกตั้งใหม่ขึ้นมา นี่ไม่รู้ว่าจะเกิดประเด็นใหม่อะไรให้ตีความรกโรงรกศาลรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ แล้วพอเลือกตั้งเสร็จเกิดเสียงปริ่มปัญหามันก็ลอยวนกลับมาอยู่จุดเดิม คือกฎหมายสำคัญทีก็หายใจหายคอกันไม่คล่องคอ ขณะที่ประเทศนี้ก็วนเวียนอยู่กับเดี๋ยวฉีกเดี๋ยวแก้รัฐธรรมนูญ ศึกษาแนวทางปรองดองจนไม่ค่อยจะได้ทำอะไรใหม่ๆ



พอพูดเรื่อง “ปีหน้าเผาจริง” มากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ทำให้เกิดคนส่วนหนึ่งกลัว ไม่กล้าใช้จ่ายขึ้นมา กลายเป็นอยากเก็บเงินนิ่งๆ ไว้ทำให้เศรษฐกิจมันก็ไม่ขยับ รัฐบาลก็ต้องออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย และก็โดนโจมตีเรื่องเอาเงินหลวงมาทำโครงการประชานิยม ขณะที่รายได้ของประเทศนั้นฐานภาษีก็แคบ ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ซบเซาเพราะสงครามการค้า และเรื่องการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรก็ไม่เป็นไปตามเป้าจนต้องควักเงินรัฐประกันราคา

มันก็เป็นเรื่องที่น่าสงสารสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ เด็กจบใหม่ ที่ต้องอยู่กับความกลัวเรื่องอนาคตมากขึ้น ปัญหาส่วนหนึ่งมันก็มาจากการลดกำลังการจ้างงานลงจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ มันต้องใช้สมอง ใช้ความพยายาม เยอะในการที่เด็กจบใหม่บางคนจะลุกขึ้นมาทำ start up ธุรกิจใหม่แล้วประสบความสำเร็จ พนักงานเงินเดือนอายุ 35-40 ปีพวกนี้ก็น่ากลัวเรื่องความมั่นคงในอาชีพอยู่เหมือนกัน ถูกเลิกจ้างตอนอายุมาก มีภาระแล้วมันหางานยากกว่าเด็กจบใหม่

ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ คนเพิ่งทำงานใหม่ๆ นี่ ก็ดูเหมือนมีพฤติกรรมใช้เงินที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือย นึกถึงอดีตนักข่าวที่เซเล่บคนหนึ่งที่จัดรายการซื้อของแล้วพูด “ของมันต้องมี” ซึ่งฐานะอย่างเธอย่อมซื้อได้เพราะรวย แต่มันกลายเป็นมายาคติของการบริโภคที่คนอยากได้อยากมีอะไรที่ทัดเทียมกับคนมีระดับ เพื่อโชว์ ยกระดับฐานะทางสังคมของตัวเอง แบบว่า ขอกอดความสุขชั่วครู่ยามที่ได้มี แล้วก็ค่อยไปเหงื่อแตกพลั่กเวลาจ่ายหนี้บัตรเครดิตเอา

ความอยากมี อยากได้อย่างคนอื่น ทำให้คนมีความทุกข์ แล้วก็สร้างปัญหาหนี้สินให้ตัวเอง แต่คนบางคนเขาก็บอกว่ามันเป็น “ความสุขเล็กๆ” ที่พอจะมีโอกาสให้กับตัวเองได้บ้าง คือเด็กยุคใหม่หลายคนก็เกิดมาพบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยประเภทรวยกระจุก จนกระจาย ใครมีอำนาจก็ผูกขาดทุน,อำนาจอยู่นั้นแหละ ก็คิดว่า โอกาสที่จะรวยได้มันยากเต็มทน ดังนั้นก็ใช้ชีวิตอย่างที่อยากทำไปดีกว่า วันหน้าจะเป็นอย่างไรค่อยคิด

เศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็อยากจะขอกันว่า เสนอในด้านที่มันทำให้รู้สึกมีความสุข มีความหวังบ้างเถอะ เพราะข่าววันๆ มันบั่นทอนใจเหลือเกิน มีแต่จะเผาจริงๆ ๆ มันยิ่งไปย้ำความเครียด ความกลัวให้คนในสังคม ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลและทีมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเองก็คงต้องทำงานหนักมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล แต่เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นใจ อุ่นใจให้กับประชาชนบ้างว่า “ไม่โดนเผาไปด้วย”



ส่วนการเมืองนี่...แค่ปีนี้ก็อ่วมพออยู่แล้ว เพราะขัดแย้งกันไม่เลิกเสียที ตั้งแต่กรณีได้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เวลาโหวตกฎหมายสำคัญอะไรกันทีก็ใจหายใจคว่ำ เพราะ ส.ส.บางพรรคที่ไปเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ยอมทิ้งเก้าอี้ ส.ส. ประธานวิปรัฐบาลเองก็ต้องเตือนให้ “รู้หน้าที่” กันบ่อยๆ คือเข้าประชุม แล้ว ส.ส.ฝั่งรัฐบาลก็แพ้โหวตไปบ้างแล้ว ซึ่งวัดดวงกันเลยกับเรื่องการโหวต พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 และโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ล่าสุด มีความพยายามตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ปรากฏว่า เสียงก็ปริ่มและรัฐบาลก็แพ้อีก ถึงขนาดที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลสู้ให้มีการนับคะแนนใหม่ เพราะเรื่องนี้นับว่าเป็นเดิมพันที่สูงอยู่ว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่อยากให้ตั้ง กมธ. เนื่องจากเกรงว่า กมธ.จะใช้อำนาจเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ สอบ

และก็จะหาเรื่องโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกับกรณีของ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่ยังไม่ยอมจบเรื่องถวายสัตย์ฯ รัฐบาลเองก็พยายามชี้แจงว่า การตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ไม่จำเป็นอะไร เพราะว่า คำสั่งหรือประกาศ คสช.หลายๆ ตัว หมดอายุไปตามเวลาแล้ว หรือบางตัวที่มีความจำเป็นก็เอามาปรับเปลี่ยนเป็นกฎหมายต่อไป บางตัวที่ไม่จำเป็นก็ยกเลิก แต่เข้าใจอารมณ์ฝั่งผู้เสนอ ว่าเขาต้องการทราบเรื่องการ “เยียวยา”คนได้รับผลกระทบจาก คสช.

ปรากฏว่า ความที่รัฐบาลเองเสียงบไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็มีปัญหา เรื่องการตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจาก ม.44 พรรคประชาธิปัตย์บางคนโหวตสวนมติวิปรัฐบาล โดยอ้างเอกสิทธิ์ของ ส.ส.และอ้างเรื่องอุดมการณ์ของพรรคที่จะต่อต้านรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สำคัญ ญัตตินี้เป็นญัตติที่คนของประชาธิปัตย์เสนอไปเอง ก็รอดูกันว่าจะเคลียร์ใจเรื่องนี้กันอย่างไร เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะนัดพรรคร่วมกินข้าววันที่ 3 ธ.ค.



ในพรรคร่วมรัฐบาลก็มีปัญหาระหว่างกัน นี่ยังไม่รู้ว่า พรรคพลังประชารัฐจะงัดข้อกับพรรคภูมิใจไทยอีกเท่าไรเรื่องการแบนสารพิษ 3 ตัวที่ใช้ในการเกษตร นอกจากนี้ก็ไม่รู้ว่าพรรคเล็กพรรคน้อย อย่างพลังท้องถิ่นไท หรือรักษ์ผืนป่าประเทศไทยจะมีท่าทีอะไรขัดแย้งอีกบ้าง โดยเฉพาะพรรครักษ์ผืนป่าของ “อธิบดีเอี้ยง” ดำรงค์ พิเดช ที่ออกมาฮึ่มๆ ใส่รัฐบาลให้จัดการรีสอร์ทรุกป่าวังน้ำเขียว แล้วเกิดกรณีปัญหาที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พปชร.อีก

พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา พรรคอนาคตใหม่มีหลายคดีจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว คดีที่มีคนให้จับตามากที่สุดคือกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้เงินพรรคกู้ และกรณีต่อเนื่องจากหุ้นวี-ลัคมีเดีย ที่ กกต.จะพิจารณาต่อว่า นายธนาธรทำผิดกฎหมายหรือไม่ กับการที่ “รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติแล้วเป็นหัวหน้าพรรค เซ็นอนุมัติให้ตัวเองสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ” ในพรรคเพื่อไทยเองก็มีข่าวความขัดแย้งระหว่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์กับกลุ่ม ส.ส.อีสาน

เดือนธันวาคมแล้วช่วยมีสัญญาณอะไรดีๆ ให้เห็นว่าปีหน้าเป็นปีที่ดี ปีที่สงบบ้างได้ไหม?
...........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 203