อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563

PISA2018จีนนำโด่ง! การศึกษาจีนมาอันดับหนึ่ง

สัปดาห์นี้ไปดูประกาศผลการวัดผล PISA เด็กนักเรียนจีนคะแนนสูงอันดับ 1 เหนือชาติตะวันตก ส่วนเด็กไทยคะแนนเฉลี่ยห่างแชมป์มาก อาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2562 เวลา 10.00 น.


เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 62 นี้ได้มีการประกาศผลการวัดผล PISA (Program International Student Assessment) ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD)ในการประเมินทักษะของนักเรียนอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมีนักเรียนประมาณ 600,000 คน จาก 79 ประเทศ/เขต/แว่นแคว้น เข้าร่วมทดสอบ ผลปรากฎว่าเด็กนักเรียนจากจีน (มหานครปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง) มีคะแนนสูงเฉลี่ยเป็นอันดับ1 ซึ่งสูงกว่าชาติตะวันตกอย่างมีนัยยะสำคัญ

ในขณะที่อันดับที่ 2 คือ สิงคโปร์ และอันดับ 3 คือ มาเก๊า ทั้งนี้วิชาการอ่านจีนได้สูงถึง 555 คะแนน สิงคโปร์ได้ 549 คะแนน สิงคโปร์ได้ 525 คะแนน ในรายวิชานี้ประเทศไทยได้เพียง 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ยของ OECD 487คะแนน)

ส่วนวิชาคณิตศาสตร์นั้น จีนได้สูงถึง 591 คะแนน สิงคโปร์ได้ 569คะแนน สิงคโปร์ได้ 558 คะแนน ส่วนไทยได้ที่ 419 คะแนน 489 (ค่าเฉลี่ยของ OECD 489 คะแนน)

ในรายวิชาวิทยาศาสตร์นั้นจีนได้สูงถึง 590 คะแนน สิงคโปร์ได้ 551 คะแนน สิงคโปร์ได้ 544 คะแนน ส่วนไทยได้ที่ 426 คะแนน 489 (ค่าเฉลี่ยของ OECD 489คะแนน)



จากคะแนนที่ออกมานั้น แสดงให้เห็นว่าจีนนั้นไม่เพียงแต่พัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ทิ้งรากฐานของประเทศในการพัฒนาคน โดยยังคงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก โดยภายหลังจากที่คะแนนการวัดผล PISA ที่ออกมานั้น รัฐบาลจีนนำโดยผู้รับผิดชอบด้านการศึกษานั้น ได้ออกมาแถลงข่าว และจัดการประชุมเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษา และหาถึงจุดอ่อนที่จะต้องพัฒนาด้านการศึกษาต่อไป โดยได้มีการแสดงถึงปัญหาของแต่ละเมือง/ มณฑลออกมา เช่นคะแนนสูงสุดและต่ำสุด รวมถึงปัญหาที่แท้จริงของนักเรียนในเมืองนั้นๆ เช่น ในนครเซี่ยงไฮ้นั้นวิชาคณิศาสตร์ทำได้สูงสุดถึง 765 คะแนน ในขณะที่คะแนนต่ำสุดอยู่ที่ 435 คะแนนโดยเฉลี่ยร้อยละ 86.8 ของนักเรียนทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD

อย่างไรก็ตาม ในรายวิชาคณิตศาสตร์เฉพาะในนครเซี่ยงไฮ้นั้นจะพบว่า เด็กใช้เวลาในการเรียนในโรงเรียนสูงถึง 28.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และใช้เวลาในการทำการบ้านสูงถึงสัปดาห์ละประมาณ 13.8 ชั่วโมง ซึ่งหากเทียบกับประเทศอื่นแล้วน่าจะเป็น 2 เท่าของประเทศอื่นๆ



ทั้งนี้จีนยังได้กล่าวว่า ในการลงทุนสร้างเด็กให้มีการศึกษาที่ดีนั้น เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 6 ขวบจนถึง 15 ปีนั้นต้องอาศัยการเรียนการสอนนับเป็นมูลค่าที่สูงมาก ลงทุนกับงบประมาณที่สูง อาศัยครูอาจารย์บุคคลากรที่มีคุณภาพ คนที่เก่งมาสอน จากเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ว่าจีนทำได้ดีและประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเลย แต่จีนก็ยังพบว่าภายใต้การศึกษาที่ผ่านมา นโยบายการลดการบ้านเพื่อช่วยลดความเครียดในนักเรียน แม้จะได้รับการเสนอและทำเป็นนโยบายออกมาก็ตาม

ในครั้งนี้ที่คะแนนของเด็กจีนเป็นที่ประจักษ์ถึงความสำเร็จของการศึกษาจีนอย่างชัดเจนก็ตามที แต่จากการประชุมการศึกษาจีนกลับชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงนั้น การเรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นมีความสำคัญกับโลกปัจจุบันมาก แต่กลับพบว่ามีเพียงร้อยละ 16.8 ของเด็กใน 4 มหานคร/มณฑลที่อยากจะทำงานในด้านวิทยาศาสตร์ (รวมถึงวิทยาศาสตร์ การแพทย์ คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม) ในขณะที่เด็กในประเทศตะวันตกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯมีความสนใจในการทำงานสายวิทยาศาสตร์สูงถึงร้อยละ 38 รวมถึงอังกฤษ สิงคโปร์และแคนาดา ที่สนใจสูงถึงร้อยละ 29, 28 และ 34 ตามลำดับ ซึ่งเป็นที่น่าอิจฉามากที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับ STEM แสดงให้เห็นว่าจีนยังทำงานการสนับสนุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ไม่ดีพอนั่นเอง



นอกจากนี้ จีนยังได้ออกมายอมรับว่า เด็กจีนนั้นยังมีการให้ความสำคัญกับด้านจิตวิทยาและด้านสุขภาพเด็กน้อยเกินไป ซึ่งควรจะต้องมีการปรับปรุงและให้การสนับสนุนมากกว่านี้ ตั้งแต่ระดับประเทศ มณฑล โรงเรียน ครูอาจารย์ และครอบครัว เพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพกายที่แข็งแร

ขนาดว่าประเทศที่ได้เป็นอันดับหนึ่งด้านการศึกษาแล้ว ยังคงหาจุดอ่อนและข้อบกพร่องเพื่อแก้ไข แล้วประเทศไทยล่ะ กำลังทำอะไรกันอยู่ โทษกันไปมา ตัดงบการศึกษา โกงเงินพัฒนาการศึกษา หรือสารพัดจะเอาเปรียบกับเด็ก แล้วก็โทษกันแต่เพียงว่าเด็กเอาแต่เรียนพิเศษ ก็หากว่าครูและโรงเรียนสอนเต็มที่แล้ว เด็กจะมาเรียนพิเศษข้างนอกทำไม หากข้อสอบออกในสิ่งที่เรียนและสอนครบทุกประเด็นจริง จะอ้างว่าเด็กไม่อยากเรียนเด็กเกเร ก็ทำไมไม่แบ่งกลุ่มเพื่อง่ายต่อการจัดการเรียนการสอน อย่าอ้างแต่เพื่อความยุติธรรมให้คละกัน แต่ในความจริงไม่สามารถเรียนได้เพราะห้องเรียนป่วนมาก ในขณะที่พ่อแม่ครอบครัวก็ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา ไม่ใช่กลับบ้านนั่งดูละครเพลินทั้งพ่อแม่ลูก หรือไอแพดไอโฟนคนละเครื่องเข้ามุมใครมุมมันไปเลย.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพจาก สสวท.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 98