อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

เข้าแคมป์ ตอนที่ 5

ยุคสมัยนั้น ทหารเป็นใหญ่ในบ้านเมืองครับ ใครได้เข้าเตรียมทหารก็เท่ากับเตรียมเป็นใหญ่ตามรุ่นพี่เขาได้เลย... จันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562 เวลา 11.00 น.


“ว่าที่นักเรียน เสธ.”

จากจำนวนนายทหารยศร้อยเอก-พันตรีทั่วประเทศร่วม 500 คนที่สมัครเข้าสอบแข่งขัน ในที่สุดทางโรงเรียนก็คัดเลือกจากผลการสอบไว้ 205 คนเพื่อรับเข้าเป็น “นายทหารนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 57 ประจำปีการศึกษา 2522” ซึ่งจะเริ่มเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2521 จนถึงสิ้นสุดการศึกษาใน 30 กันยายน 2522 รวมระยะเวลา 1 ปีพอดิบดีไม่มีขาดไม่มีเกิน

ก่อนที่ทางโรงเรียนจะประกาศผลสอบนั้น บรรยากาศของพวกเราก็คงไม่แตกต่างไปจากการสอบคัดเลือกของนักเรียนทั่วไป คือไม่มีใครมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเองจะสอบผ่าน ต่างคนต่างก็คิดกันไปต่าง ๆ นานา แม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเรียนเก่งก็ยังไม่แน่ใจ อย่างรุ่นพี่ที่สอบเข้าได้ที่ 1 ก็ยังอุตส่าห์มาแสดงอาการวิตกจริต

“ปอดว่ะชัย...” รุ่นพี่บ่นกับผมเมื่อเจอะหน้ากัน

“หยั่งพี่ยังปอด แล้วพวกผมไม่แย่หรือ” ผมทักท้วงแกมหมั่นไส้นิดหน่อยเพราะเข้าใจว่าพี่เขาทำฟอร์ม แต่ก็ฉุกใจเมื่อพยายามมองโลกในแง่ดีจึงถามไปว่า แล้วปอดอะไร…

“ปอดชีวะ...ถ้าเกิดทางโรงเรียนเขาทำกระดาษคำตอบของพี่หายไปหรือหนูเสือกทะลึ่งมากัด หรือเกิดไฟไหม้เฉพาะกระดาษของพี่เข้าจะว่าไง...” รุ่นพี่ท่านนี้ตอบอย่างซีเรียสทำเอาผมเชื่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเขาไปอย่างไร จะสวนกลับว่าพี่น่าจะเป็นโรคปอดแหกก็เกรงใจ และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...ทำเอาผมปอดไปด้วย ถ้ากระดาษคำตอบของผมหาย หรือหนูทะลึ่งมาแทะ หรือแม้แต่ไฟไหม้โรงเรียนอย่างพี่เขาว่าแล้วของผมโดนไปกับพี่เขาด้วย ผมจะทำอย่างไร ? 

น่าเห็นใจจริง ๆ นะคุณว่ามั้ย…

เอาว่าในที่สุดเมื่อผลการสอบออกมา ผมก็เป็น 1 ในจำนวนทหารโชคดีทั้ง 205 คนนั่นก็แล้วกัน



ยังจำได้ดีถึงความรู้สึกตอนที่เห็นชื่อตัวเองในประกาศผลสอบเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เห็นชื่อตัวเองในประกาศผลสอบเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้วตอนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ตอนนั้นก่อนประกาศผลสอบก็ปอดไม่แตกต่างกัน และเมื่อรู้ว่าสอบได้ก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน ความรู้สึกที่ว่าแต่นี้ไปชีวิตอนาคตของเราจะเปลี่ยนไป (ในทางที่ดีขึ้น)

ตอนสอบเข้าเตรียมทหารนั้น จากนักเรียนมัธยมเรามองอนาคตข้างหน้าอีก 7 ปีได้ชัดเจนว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะได้ดาวทองมาร้อยบ่า เป็นร้อยตรีอันแสนจะโอ่อ่าภาคภูมิ (ในยุคนั้น) อย่างไม่ต้องสงสัย  ความดีใจและความภาคภูมิใจในช่วงนั้น แน่นอนว่ามิได้เกิดขึ้นแต่เพียงตัวเราลำพัง ทว่ายังหมายรวมถึงพ่อแม่และญาติพี่น้องอีกด้วย

ยุคสมัยนั้น ทหารเป็นใหญ่ในบ้านเมืองครับ ใครได้เข้าเตรียมทหารก็เท่ากับเตรียมเป็นใหญ่ตามรุ่นพี่เขาได้เลย

มาถึงตอนนี้ได้เป็นนายทหารสมภาคภูมิแล้ว ผมยังเป็นร้อยเอกอยู่เหมือน ๆ กับเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ และผลการสอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกครั้งนี้ก็ย่อมทำให้ “ชีวิตอนาคตของเราจะเปลี่ยนไป” (ในทางที่ดีขึ้น) ต่อไปอีก

เพราะจากนี้ไปเส้นทางเจริญเติบโตในอนาคตทางราชการโดยเฉพาะการมีช่อชัยพฤกษ์มาประดับบ่าในฐานะนายพลแห่งกองทัพบกไทยอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของนายทหารทุกคนนั้นย่อมใกล้ความจริงเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง โดยมีเครื่องหมายเสนาธิปัตย์บนหน้าอกเสื้อเบื้องขวาเป็นใบเบิกทางพร้อมภูมิปัญญาที่จะได้รับจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเป็นขุมพลังอันแท้จริง

และที่เพิ่มเติมขึ้นมาตอนนี้สำหรับผู้ร่วมแสดงความยินดีก็คือภรรยาและลูกสาวทั้งสองคนของผมอีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับภรรยาและบางครั้งก็ลูก หากโตพอก็จะต้องมีส่วนร่วมในการช่วยให้พ่อจบการศึกษาได้ “หัวช้าง” มาติดอกเสื้อข้างขวา 

ซึ่งผมเคยเล่าไปบ้างแล้วว่า เรียนโรงเรียนเสธ.แล้วลูกเมียมาเกี่ยวอะไรด้วย.
..............................................................
คอลัมน์ : สอยดาวมาร้อยบ่า – RELOADED
โดย “พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์”
Facebook : Gen.Bunchon - บัญชร ชวาลศิลป์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 111