อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

เข้าแคมป์ ตอนที่ 6

ที่ผมกล่าวถึงเพื่อนทหารที่ไม่ได้เป็น "เสธ." นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าน้อยอกน้อยใจแต่อย่างใด ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเองเหมือนนักกีฬาในทีมฟุตบอลจะแย่งกันเป็นศูนย์หน้าหมด ทีมก็คงยุ่ง... จันทร์ที่ 30 ธันวาคม 2562 เวลา 11.00 น.


พูดถึงความภาคภูมิใจที่ได้เรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแล้วผมมีเรื่องต้องอธิบายอยู่อีกเรื่องหนึ่ง
 
ผมอยากจะกล่าวถึงนายทหารที่สอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกไม่ได้ หรือแม้แต่นายทหารอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสมาสอบ และหากว่ากันอย่างถึงที่สุดแล้วยังต้องกล่าวรวมไปถึงนายสิบและพลทหารในกองทัพอีกจำนวนมากด้วย ผมไม่ได้หมายความว่าเพื่อนทหารเหล่านี้ไม่มีความสำคัญหรือสำคัญน้อยกว่านายทหารที่จบจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก เพราะถึงที่สุดแล้วกองทัพก็ไม่แตกต่างไปจากการจัดในทุกองค์กรกล่าวคือ ทุกคนล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ทว่าแต่ละคนย่อมมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันออกไป

อันนี้เป็นเรื่องแสนจะธรรมดาจริงไหม

เอาว่า หากทุกคนเป็นฝ่ายเสนาธิการกันเสียหมด กลายเป็นฝ่ายวางแผนกันเสียหมด แล้วใครจะเป็นผู้ปฏิบัติตามแผนนั้นให้เป็นจริงขึ้นมาเล่า หรือใกล้เดือนกันยายนที่ไรอยากวิ่งเต้นกันดีนัก ตำแหน่งก็มีอยู่ไม่เท่าไหร่ชอบฝากกันจริง…ให้ทุกคนเป็น ผบ.ทบ.กันหมดเลยดีไหม จะได้หมดปัญหา? ไม่ต้องให้ตอบนะครับ
 
เพื่อความเป็นธรรมก็จะขอกล่าวให้สิ้นกระแสความว่า ไอ้เรื่องพรรค์อย่างนี้เป็นเฉพาะพวกผมเสียเมื่อไหร่ ที่ไหนๆ ก็ “วิ่ง” กันทั้งนั้นแหละครับ บางแห่งได้ยินเขานินทากันว่าใช้เงินใช้ทองเป็นเครื่องตัดสินด้วยซ้ำไป

ไอ้เรื่องขยันวิ่งอันเป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทยนี่ ผมยังเคยเสนอให้ ส.ส.ทุกคนเป็นรัฐมนตรีเลย ใครมาจากจังหวัดไหนก็แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงจังหวัดนั้น เลือกตั้งคราวหน้าให้มีรัฐมนตรีได้ 500 คนจะได้เป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลกันทั่วหน้า ส่วนแล้วใครจะทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ช่างมัน
 
ครับ...ที่ผมกล่าวถึงเพื่อนทหารที่ไม่ได้เป็น “เสธ.” นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าน้อยอกน้อยใจแต่อย่างใด ต่างคนต่างมีหน้าที่ของตัวเองเหมือนนักกีฬาในทีมฟุตบอลจะแย่งกันเป็นศูนย์หน้าหมด ทีมก็คงยุ่ง และว่ากันอันที่จริงแล้วในส่วนของกองทัพนั้นเขาก็เปิดโอกาสให้นายทหารทั่วไปมีสิทธิมาสอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกเช่นเดียวกัน แม้ในความเป็นจริงแล้ว นายทหารที่สอบได้นั้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ล้วนจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย จปร.เสียเป็นส่วนใหญ่


 
อันนี้นับว่าเป็น “ประเด็น” ละครับที่จะต้องแสดงทัศนะให้ปรากฏแต่ต้องหมายเหตุให้ชัดเจนว่าเป็นทัศนะ “ส่วนตัว” ของกระผมอย่างสิ้นเชิง หน่วยงานของกองทัพจึงไม่จำเป็นต้องออกมาปฏิเสธแต่อย่างใด !!
คุณคงได้ยินเสียงนินทากันบ้างละว่า ถ้าเป็นทหารบกแล้วไม่จบจากโรงเรียนนายร้อย จปร.แล้วรุ่งยาก โอกาสจะเป็นใหญ่เป็นโตน้อยจนแทบเป็นศูนย์ !!
 
เรื่องนี้ผมคงเถียงใครไม่ได้ เพราะเอาแค่สอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกซึ่งเป็นสะพานสำคัญสู่ความเป็นนายพลกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้วที่จบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. จริงครับ...บิ๊กๆ ทั้งหลายในกองทัพบกนั้นล้วนจบจากอาณาจักรรั้วแดงกำแพงเหลืองทั้งสิ้น ซึ่งความจริงประการนี้น่าถูกกรรมการสิทธิมนุษยชนจับไปเป็นประเด็นอย่างยิ่ง
 
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังเป็น “บุคคลพลเรือน” เมื่อสมัยจบชั้นมัธยมแล้วต้องแยกย้ายกันไปสอบคัดเลือกเรียนต่อซึ่งย่อมหมายถึงการเลือกอนาคตในการประกอบอาชีพของตนในภายภาคหน้า…พวกผมที่มาสอบเข้าเตรียมทหาร แน่นอนว่าย่อมเลือกแล้วที่จะเป็นทหาร ยิ่งในยุคสมัยสงครามเย็นที่รู้กันอยู่ว่า จบเมื่อไหร่ก็ต้องไปรบไปทำสงครามอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เราก็ยังอุตส่าห์เลือก แทนที่จะไปสอบเข้าเพื่อเลือกอาชีพอื่นๆ ที่ให้ความมั่นคงแก่ชีวิตมากกว่านี้
 
ดังนั้น อันนี้ต้องถือเป็นข้อควรเห็นใจกันประการหนึ่งละนะครับว่า เมื่อเขาอุตส่าห์เลือกเดินทางนี้แล้ว เขาก็คงสมควรที่จะมีสิทธิพิเศษบางประการในทางเลือกนี้ แล้วเรื่องก็เป็นจริงตามนั้น พวกผมจบโรงเรียนนายร้อย จปร.กันมาแล้วก็แยกย้ายกันไปรบไปทำสงครามทั้งในและนอกประเทศ ตายไปก็เยอะ ขาแข้งเหลือไม่ครบกลายเป็นคนพิการก็มาก ฯลฯ นี่ก็คงยิ่งจะต้องพูดกันถึงสิทธิพิเศษให้มากขึ้น

ชีวิตทหารกับการรบเป็นของคู่กัน ดังนั้น รบกันนานๆ เข้าเรื่องที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดก็คือ “ประสบการณ์”
 
ทั้งประสบการณ์ในการบังคับบัญชาทหาร ประสบการณ์ในการบริหารองค์กร ประสบการณ์ในการวางแผน ฯลฯ ซึ่งรวมแล้วทั้งหมดก็คือ “ประสบการณ์ของชีวิตทหาร” นั่นเอง แล้วใครจะทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่ากับคนที่เรียนมาและทำมากับมือตลอดชีวิตทหารเล่าครับ แต่อย่างไรก็ตาม กองทัพมิได้มีแต่ “นักรบ” เท่านั้น เรายังต้องการนักการเงินที่จะมาบริหารเรื่องการเงิน ในส่วนของงานการข่าวเรายังต้องการ “นักวิเคราะห์” ซึ่งไม่จำเป็นต้องทหารเท่านั้นที่จะเก่งสุดยอด ไม่เชื่อตามอ่านบทวิเคราะห์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งบางครั้งอ่านแล้วยังอายเพราะวิเคราะห์เรื่องทหารได้ดีกว่าทหารตัวจริงเสียอีก เรายังต้องการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เรายังต้องการมือกฎหมาย ฯลฯ
 
กองทัพจึงต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความชำนาญเฉพาะหน้าที่อันหลากหลาย แต่ต้องอย่าลืมว่าทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้ “นักรบ” ตัวจริงได้ทำงานในสมรภูมิได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ.
..............................................................
คอลัมน์ : สอยดาวมาร้อยบ่า – RELOADED
โดย “พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์”
Facebook : Gen.Bunchon - บัญชร ชวาลศิลป์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 90