อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

วังวนวิกฤติ"โบอิ้ง" ยักษ์ใหญ่การบินขาลง

เครื่องบินโดยสาร “737 แม็กซ์” ซึ่งเป็นอากาศยานพาณิชย์ทันสมัยและขายดีที่สุดในเวลานี้ของบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐ นำโบอิ้งเผชิญกับ “หลุมอากาศครั้งรุนแรง” อย่างต่อเนื่อง อาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2562 เวลา 09.30 น.


เครื่องบินโดยสาร “737 แม็กซ์” ซึ่งเป็นอากาศยานพาณิชย์ทันสมัยและขายดีที่สุดในเวลานี้ของบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐ นำโบอิ้งเผชิญกับ “หลุมอากาศครั้งรุนแรง” อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุเที่ยวบินเจที 610 ของไลอ้อน แอร์ ตกในทะเลชวาของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2561 คร่าชีวิตผู้อยู่บนเครื่องทั้ง 189 ศพ ตามด้วยเที่ยวบินอีที 302 ของเอธิโอเปียน แอร์ไลน์ส ตกกระแทกพื้นในเขตชานกรุงแอดดิส อาบาบา เมืองหลวงของเอธิโอเปีย เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ปีนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 157 ศพ โดยเครื่องบินที่ตกทั้งสองลำใช้เครื่องบิน 737 แม็กซ์ 8 และเป็นอุบัติเหตุทางอากาศ 2 ครั้งแรกกับเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งใช้งานเชิงพาณิชย์เที่ยวแรกเมื่อเดือนพ.ค. 2560

การที่เครื่องบินตก 2 ครั้งภายในระยะเวลาห่างกันไม่ถึงครึ่งปีย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ ยิ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ด้วยแล้ว โบอิ้งจึงเผชิญกับการตรวจสอบและสอบสวนอย่างหนักจากหน่วยงานหลายแห่งทั้งจากรัฐบาลกลางของสหรัฐ และระดับคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส ซึ่งนำไปสู่การพบความไม่ชอบมาพากลหลายประการ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ (เอฟเอเอ) ออกใบอนุญาตบินให้กับเครื่องบินรุ่นเจ้าปัญหาของโบอิ้ง “ทั้งที่คุณภาพของเครื่องบินยังไม่ได้มาตรฐานพอ”



ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อตรวจสอบลงลึกอย่างละเอียดมากเท่าไหร่ ยิ่งพบความซับซ้อนมากขึ้น ว่าการตกของเครื่องบินเกี่ยวข้องกับระบบซอฟต์แวร์ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัวของเครื่องบิน โดยไม่ให้ไปรบกวนกับเซ็นเซอร์ตรวจสอบมุมปะทะ และการติดตั้ง “แสงไฟแจ้งเตือน” ในยามที่ระบบใดก็ตามทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะเซ็นเซอร์ตรวจจับความเร็วของลมปะทะ เพื่อป้องกันการสูญเสียการควบคุมที่จะนำไปสู่การตกของเครื่องบิน ซึ่งโบอิ้งยอมรับว่าไม่ได้ให้ความรู้อย่างเพียงพอแก่สายการบินในเรื่องนี้ แต่ที่น่าตกใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือรายงานที่ว่า สายการบิน “ต้องจ่ายเพิ่ม” หากต้องการติดตั้งระบบแจ้งเตือนที่ว่านี้ ซึ่งเครื่องบินของไลอ้อนแอร์และเอธิโอเปียน แอร์ไลน์ส ที่ประสบเหตุตกนั้น ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนดังกล่าวภายในห้องนักบิน

อย่างไรก็ตาม โบอิ้งกลับยังไม่เสนอรายงานให้เอฟเอเอพิจารณา ว่าจะแก้ไขปัญหาซอฟต์แวร์อย่างไร แต่กลับให้ความสำคัญมากกว่ากับการวิ่งเต้นทั้งเบื้องหน้าและลับหลัง เพื่อให้เอฟเอเอยกเลิกคำสั่งระงับใช้งานเครื่องบิน 737 แม็กซ์ ทุกแบบ ซึ่งเอฟเอเอสั่งการไม่นานหลังเกิดโศกนาฏกรรมกับเที่ยวบินของเอธิโอเปียน แอร์ไลน์ส และในที่สุดออกประกาศในเดือนนี้ ว่าไม่สามารถอนุมัติให้สายการบินในสหรัฐนำเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ กลับมาใช้งานภายในสิ้นปีนี้ได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่โบอิ้งคาดการณ์ไว้ และแน่นอนว่าสร้าง “ความผิดหวังอย่างหนัก” ให้กับบริษัท ที่ตัดสินใจประกาศระงับการผลิตเครื่องบิน 737 แม็กซ์ ทุกแบบ “อย่างไม่มีกำหนด” ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2563 และตามด้วยการกระเด็นจากตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของนายเดนนิส มุยเลนเบิร์ก ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งมุยเลนเบิร์ก วัย 55 ปี ถือเป็น “ลูกหม้อ” ของโบอิ้งเลยก็ว่าได้ โดยทำงานให้กับโบอิ้งนานถึง 27 ปี ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งซีอีโอ เมื่อปี 2555



แต่การระงับผลิตเครื่องบินแม้เพียงลำเดียวไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะจะส่งผลกระทบไปยังห่วงโซ่อุทาน ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายย่อยที่เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด แม้โบอิ้งระงับสายงานการผลิตเพียงวันเดียวก็ตาม ปัจจุบัน 80% ของชิ้นส่วนเครื่องบินโดยสาร 737 แม็กซ์ นั้นผลิตโดยบริษัทแห่งอื่น แล้วส่งชิ้นส่วนทั้งหมดมายังโรงงานของโบอิ้งที่เมืองเรนตัน ในรัฐวอชิงตัน เพื่อประกอบให้เป็นตัวเครื่องบินที่สมบูรณ์ จึงมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในระยะสั้นอาจยังไม่เป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม และยังอาจเป็นลูกโซ่ไปยังการขยายตัวของตลาดการบินพาณิชย์โลกที่ปีนี้ค่อนข้างซบเซาด้วย

ทว่าวิกฤติของโบอิ้งไม่ได้อยู่แต่เพียงในโลกเท่านั้น แต่ยังออกไปถึงในห้วงอวกาศ โดยโบอิ้งซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทคู่สัญญาขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ในการส่งลูกเรือเดินทางสู่อวกาศให้กับนาซาอีกครั้ง ซึ่งพักโครงการไปตั้งแต่ปี 2554 หลังเสร็จสิ้นภารกิจโครงการกระสวยอวกาศแอตแลนติส ทั้งนี้ นาซาได้ว่าจ้างโบอิ้งและสเปซเอ็กซ์ให้ผลิตยานแคปซูล จึงอาจต้องมีการหารือกับสเปซเอ็กซ์ซึ่งประสบความสำเร็จในการทดสอบยานแคปซูลสำหรับพานักบินอวกาศขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ( ไอเอสเอส ) และนาซาวางแผนเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของโครงการนี้ภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2563

ในขณะที่สเปซเอ็กซ์ซึ่งร่วมโครงการดังกล่าวกับนาซาเช่นกัน ประสบความสำเร็จในการทดสอบประสิทธิภาพของยานแคปซูลอวกาศ “ดราก้อน” เมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมาไปแล้ว ถึงคราวของโบอิ้ง กับแผนเปิดตัวยานแคปซูล “สตาร์ไลเนอร์” เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.บ้าง ในช่วงต้นของการเดินทางทุกอย่างดูเป็นปกติดี แต่หลังจากนั้นยานสตาร์ไลเนอร์ “เคลื่อนที่ผิดวงโคจร” นาซาจึงสั่งยกเลิกการเชื่อมต่อระหว่างยานแคปซูลกับสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) และยานต้องโคจรอยู่ในห้วงอวกาศนาน 48 ชั่วโมง ก่อนเดินทางกลับโลกเมื่อวันที่ 22 ธ.ค โดยลงจอดที่ทะเลทรายในรัฐนิวเม็กซิโก

ความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับเครื่องบิน 737 แม็กซ์ และความผิดพลาดที่ทำให้ยานสตาร์ไลเนอร์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับไอเอส ได้ตามแผน อาจไม่สามารถนำมามาเชื่อมโยงกันได้เพราะเป็นอากาศยานคนละประเภทกัน แต่บางครั้งในความต่างย่อมมี “ความเหมือนกัน” ซ่อนอยู่ เพราะความบกพร่องที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำความกดดันและความรีบเร่งของโบอิ้ง ซึ่งต้องการเขยิบทิ้งช่วงห่างจากคู่แข่ง ความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้นข้ามปีกับโบอิ้งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันสะท้อนว่าบริษัทกำลังเสียศูนย์ไม่น้อย จริงอยู่บุคคลภายนอกย่อมยากที่จะทราบแนวทางแก้ไขของโบอิ้ง แต่แน่นอนว่าโบอิ้งต้องพยายามกลับมาให้เร็วที่สุด และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโบอิ้งเช่นกัน เพราะไม่มีใครต้องการอึดอัดและพะอืดพะอมอยู่ในหลุมแห่งความกดดันแบบนี้เป็นเวลานาน.

.......................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 64