อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563

เปิด'ปีใหม่'คนไทยจะมีความสุขจริงไหม?

สัปดาห์นี้ไปดูกันว่าหลังเปิดปีใหม่ 2563 แล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างที่คาดหวังกันหรือเปล่า ไม่จะเป็นเศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี พฤหัสบดีที่ 2 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.


เปิดปีใหม่ปี 2563 แล้ว คนเราก็ชอบมีความหวังกันทุกปีว่า “อะไรๆ มันจะต้องดีขึ้น” บางคนมีการกำหนดเป้าหมายไว้ว่าปี 63 จะมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองอย่างไร อย่างเช่น ต้องหาจ๊อบเพิ่ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย ออกไปเที่ยวที่ใหม่ๆ บ้าง หาสังคมใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่มองว่า “ปีใหม่ก็แค่แก่ขึ้นอีกปี” แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ลำพังแค่จะต้องลุ้นไม่ให้เกิดสถานการณ์พลิกชีวิตอะไรก็วุ่นวายใจพออยู่แล้ว

มีคนแถวๆ นี้บอกว่า ปีใหม่จะให้มีความสุขอย่าไปอ่านทำนายดวงมาก เพราะเดี๋ยวนี้มีแต่อะไรก็ไม่รู้ คนที่ระบุตัวเองเป็นโหรหลายคนก็ไม่ค่อยที่จะทำนายอะไรเป็นมงคลเอาเสียเลย เดี๋ยวจะมีความวุ่นวายทางการเมืองบ้างล่ะ มีภัยธรรมชาติบ้างล่ะ เกิดความแตกแยกในสังคมบ้างล่ะ เศรษฐกิจถดถอยบ้างล่ะ แบบว่าอ่านแล้วประสาทจะกิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำนายแบบนี้เอาซาดิสม์หรือเปล่า แบบชอบเห็นคนอื่นตื่นตระหนก

สังเกตดูโหรที่ชอบออกมาทำนายการเมืองมีเจ้าประจำอยู่สองเจ้า เจ้านึงเป็นโหรทหาร เจ้านึงเป็นโหรที่ชอบทายอะไรร้ายๆ แล้วสองฝั่งก็ชอบพูดกันไปคนละทางจนไม่รู้จะเชื่อใครดี นอกจากโหรก็ยังมีหมอดูเข้ามาอีก คนไทยชอบการดูดวงเพราะอยากรู้ว่า ชีวิตจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ควรทำตัวอย่างไร ซึ่งนิตยสารหรือสื่อหลายสื่อก็ต้องมีคอลัมน์ดูดวง แล้วบางทีก็ทายอะไรกว้างๆ ไว้ก่อนแบบตีขลุมเสียรอบทิศทาง อย่างเช่นราศีนี้ ให้ระวังเรื่องการเงิน



คือบางอย่างที่เขียนมามันก็เป็นเรื่องปกติที่คนเราก็ตระหนักได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างระวังการเงินนี่ ถามว่า คนชั้นกลางทำงานประจำทั่วไปถ้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ระวังก็ใช้เงินไม่ชนเดือน ก็มีปัญหา แล้วคนที่เชื่อก็ไปเหมาเอาว่าคำทำนายมันจริง คนที่ไม่เชื่อหมอดูแถวๆ นี้หลายคนเขาก็บอกว่า บางทีหมอดูให้มันร้ายๆ ไปงั้นแหละ จะขายคอร์สสะเดาะเคราะห์ปีชงอะไรก็ว่ากันไป เขาว่าเพื่อไม่ให้ประสาทเสีย ขอเชื่อคำว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ” ดีกว่า

แบบว่า ถ้าจะฟังคำทำนาย ฟังหมอดู ก็ฟังเอาขำๆ ประเภทหมอดูเจ้าไหนให้หวยแม่นแบบนั้นค่อยน่าไปขึ้นด้วยหน่อย ไม่ใช่พวกทายอะไรมาครอบจักรวาลให้ไปมั่วเอาเองว่าถูกหรือไม่ถูก เอาจริงศาสตร์ดูหมอมันคือศาสตร์การเก็บสถิติอย่างหนึ่ง เพื่อมาทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิด อย่างถ้าเมื่อไรที่ทหารออกมาฮึ่มฮั่มใส่รัฐบาล หมอดูก็ทายได้เลยว่าเตรียมรัฐประหารแน่ๆ เพราะสถิติมันมีอยู่ หรือถ้าเริ่มปลุกคนต่อต้านรัฐบาลก็ทายว่ามีม็อบ

แล้วถ้าสถานการณ์เปลี่ยนด้วยตัวแปรอะไรก็ตาม ก็ค่อยมาเปลี่ยนคำทำนายเอาเสียใหม่ หรือไม่ก็มีประเภทเหตุการณ์เกิดไปแล้ว ก็เอาลัคนาราศีดวงเมือง องศาดาวราหูอะไรออกมาเล่าเป็นฉากๆ ว่าสาเหตุมันเกิดจากสิ่งนี้ แทนที่จะทายให้มันแม่นๆ ก่อนที่จะเกิดเหตุ แต่เอาจริงก็ไม่ได้อยากจะว่าคนที่เชื่อ เพราะคนเราต่างก็ต้องการมีที่พึ่งทางใจไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง หมอดูก็คือที่พึ่งทางใจหนึ่ง เพียงแต่อยากให้เข้าใจว่าเขามาพึ่งเพราะเขาทุกข์ก็อยากหลอกทำร้ายเขา

คิดๆ ไปถึงเมื่อสมัยไม่กี่ปีก่อน หลายคนคงจำกรณี “ด.ช.ปลาบู่” ได้ เป็นเด็กที่ตายตั้งแต่ยังเล็ก แต่พ่อเด็กเชื่อว่าเด็กมีญาณ และมาบอกว่า เด็กเคยทำนายว่าเขื่อนใหญ่จะแตก น้ำท่วมเมือง ปรากฏว่ามีคนไปแจ้งความเอาผิดข้อหาให้ข้อมูลที่สร้างความปั่นป่วนหรือข้อมูลเท็จอะไรสักอย่าง พ่อเด็กเลยติดตะรางไปตามระเบียบ ก็น่าคิดว่า หมอดูคนไหนที่ชอบออกมาทำให้สังคมตื่นตระหนกน่าจะโดนฟ้องเอาเข้าตะรางให้หลาบจำกันบ้าง

ถามว่าปี 63 นี้สถานการณ์อะไรที่คนกลัวที่สุด ลองหยั่งเสียงหลายๆ คน แบบไม่สำรวจเชิงสถิติเพราะไม่รู้จะไปจ้างโพลไหนทำ หลายคนกลัวเรื่องความไม่มั่นคงทางอาชีพการงาน ความไม่มั่นคงเรื่องเศรษฐกิจ กลัวเรื่องปากท้องตัวเองนั่นแหละ ส่วนหนึ่งเพราะเรากระโดดเข้ามาในยุคที่เรียกว่า “ถูกแทรกแซงโดยเทคโนโลยี” เร็วเกินไป คือใช้เทคโนโลยีทำงานแทนคนเยอะ ทำให้หลายองค์กรก็ปลดคน ไม่ค่อยจ้างคน หรือมีปลดฟ้าผ่า



อย่างฝั่งธนาคารนี่คนก็ใช้อีแบงค์กิ้งกันเยอะมากจนหลายสาขาก็ต้องยุบไป ไปบีบให้พนักงานทำยอดหาคนฝากเงิน หาคนทำบัตรเครดิตแทน หรือฝั่งสื่อมวลชน ก็ขู่กันมาปีสองปีแล้วว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตายเพราะข่าวมันไว เปิดอ่านสะดวกสู้อินเทอร์เนตบนมือถือไม่ได้ ทีวีดิจิทัลก็ปิดตัวไปเพราะแบ่งเค้กโฆษณาไม่ได้ตามที่หวัง ซึ่งจริงๆ คนทำสื่อเองก็ต้องปรับตัวในการเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้น

อย่างการรายงานข่าว มันก็ไม่ใช่แค่เรื่องว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่คนต้องการอ่านในเชิงที่สรุปออกมาได้เลยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันมีนัยยะอะไรแฝง และจะมีผลกระทบที่ตามมาอย่างไร เคยได้ข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขาก็ปรับตัวโดยการสำรวจผู้อ่านก่อนว่าต้องการอยากรู้เรื่องอะไร แล้วทำข่าวแบบชิ้นใหญ่ กางข้อมูลแบบbig dataมาแสดงแล้วประเมินสถานการณ์ แนวทางที่ควรปรับตัวต่อไปในอนาคตได้ ให้จบทั้งสตอรี่ เมืองไทยก็น่าจะลองทำดู

ส่วนรายการโทรทัศน์อะไรต่างๆ ก็น่าจะปรับเพิ่มความน่าสนใจมากกว่าการขายของเดิมๆ เดี๋ยวนี้เปิดทีวีหลายๆ ช่องเจอแต่รายการประเภทประกวดร้องเพลง บางรายการก็เอาสตอรี่มาขายว่า สาเหตุที่อยากได้รางวัลเพราะชีวิตน่าสงสาร ต้องการเงินอย่างไร แล้วฟังประกวดร้องเพลงบ่อยๆ ก็น่าเวียนหัวเพราะวนๆ กันอยู่ที่เพลงฮิตไม่กี่เพลง เพลงใหม่ๆ ออกมาน้อยลงเพราะค่าที่ละเมิดลิขสิทธิ์กันเยอะเหลือเกิน ค่ายเพลงก็อยู่ไม่ค่อยจะได้

ขณะที่กระแสความกังวลต่อมาคือเรื่องสถานการณ์การเมือง ที่หลายคนบอกน่าเบื่อหน่ายขึ้นทุกวัน พร้อมๆ กับน่ากลัวขึ้นทุกวันไปด้วยว่าจะมีการจุดกระแสม็อบไล่รัฐบาลให้เศรษฐกิจชะงักเอาอีกหรือเปล่า 21 ม.ค.นี้ก็รู้ว่า จะมีการสร้างกระแสอะไรขึ้นมาบ้าง ถ้าเกิดพรรคอนาคตใหม่โดนยุบแล้วเหตุผลที่โดนมันสร้างความคาใจ รูปแบบการเคลื่อนไหวก็คือการสร้างภาพที่เป็นลบ พูดไม่ครบในอินเทอร์เนตให้คนชังรัฐบาลแล้วออกมาบนถนนก็ได้



ทางแก้ม็อบต้านรัฐบาลที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องการที่รัฐบาลต้องเอาผลงานดีๆ เข้าสู้ ลดภาพความขัดแย้งต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วม จัดการกับพวกข่าวปลอมหรือพูดไม่ครบในอินเทอร์เนตให้เด็ดขาด และที่สำคัญอย่าไปเดินเกมหนุนลัทธิชังชาติที่บางพรรคการเมืองพยายามทำให้เป็นกระแส เพราะมันยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกหนักเข้าไปอีก จากที่ทุกวันนี้คนไทยหลายๆ คนแทบไม่อยากพูดแล้วว่าหนุนขั้วการเมืองไหน เดี๋ยวตีกันอีก

ฝ่ายที่เบื่อหน่ายการเมืองเขาก็บอกว่า มันมีการเอาชนะคะคานกันไม่จบเสียที อย่างกรณีถวายสัตย์ฯ นี่ก็ไม่รู้ว่า จะให้จบยังไง หรือเรื่องต่อรองผลประโยชน์ ก็คอยดูว่าถ้าพรรคอนาคตใหม่แพแตกจริงๆ แล้วจะมี ส.ส.โดนดึงเข้าขั้วรัฐบาลได้กี่คน โดยข้ออ้างว่า “เป็นรัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนได้ดีกว่า” และที่ทำให้คนไม่ชอบรัฐบาลคือเรื่องยุติธรรมสองมาตรฐาน เรื่องที่ดินนักการเมืองนี่ระวังให้ดีเหอะว่า ช่วยพวกพ้องตัวเองมากระวังจะทำพัง

ก็หวังว่าเข้าปี 63 สถานการณ์อะไรๆ มันคงจะดีขึ้น อย่าพยายามทำให้คนกลัวว่ามันจะร้ายเลย.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 109