อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 18 มกราคม 2563

เหลียวหลังแลหน้า "ปฎิรูปกิจการคณะสงฆ์"

รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 เป้าหมายหลักอันหนึ่งที่อ้างเพื่อรัฐประหารคือ “ต้องการปฎิรูปประเทศไทย” ไม่เว้นแม้กระทั้งสถาบันสงฆ์อันเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย พุธที่ 1 มกราคม 2563 เวลา 11.00 น.


รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 เป้าหมายหลักอันหนึ่งที่อ้างเพื่อรัฐประหารคือ “ต้องการปฎิรูปประเทศไทย” ไม่เว้นแม้กระทั้งสถาบันสงฆ์อันเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย

เมื่อได้ยินคำว่า “ปฎิรูปสถาบันสงฆ์” ช่วงแรกก่อให้เกิดปั่นป่วนทั่วสังฆมณฑล เพราะคณะสงฆ์ไทยมิเคยคิดมาก่อนว่า “ตัวเองต้องปฎิรูป” หรือหากคิดจะปฎิรูปต้องค่อยเป็นค่อยไปในฐานะสถาบันสงฆ์ไทยเมื่อคิดจะปฎิรูปหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยยึดถึงปฎิบัติมา มีสิ่งที่ต้องคำนึงหลายภาคส่วนทั้งเรื่อง พระธรรมวินัย จารีตประเพณี กฎหมายและการเชื่อมโยงกับสถาบันหลักของชาติ

หลังคณะสงฆ์ตั้งหลักได้ มหาเถรสมาคมก็เดินหน้าปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 6 ด้านคือ ด้านการปกครอง ด้านศาสนศึกษา ด้านศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณูปการและด้านสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งเป็นภารกิจของมหาเถรสมาคม โดยมีเป้าหมาย เพื่อ “พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรมและนำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน”



สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมาหากจะเปรียบเทียบการปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์เหมือนภาษาหุ้นก็คือ “กำลังปรับฐาน” หรือตามภาษาการเมืองเราเรียกว่า“ช่วงเปลี่ยนผ่าน” หลายเรื่องคณะทำสำเร็จไปแล้ว เช่น เรื่อง พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม ,การออกกฎหมายพระวินยาธิการ , การทำบัญชีวัด,การทำฐานข้อมูลสำหรับพระภิกษุ-สามเณร (บัตรประชาชนพระ) ,การมีพระคิลานุปัฎฐาก (พระดูแลพระป่วย) , การควบคุมตรวจสอบผู้ที่เข้ามาบวช, หลายเรื่องผมว่า “พระสงฆ์ท่านทำจริงจังดีกว่ารัฐบาลด้วยซ้ำไป” อันนี้ต้องยอมรับอาจเป็นเพราะ คณะสงฆ์ไม่จำเป็นต้องรอ “งบประมาณแผ่นดิน” จนทำงานไม่ได้ เพราะสามารถรับบริจาคทำงานได้ และหลายวัดมี “พลังทรัพย์” ในการทำงาน อันนี้ไม่นับ 13 โครงการบวกอีก 1 โครงการที่คณะสงฆ์กำลังทำงานอย่างจริงจังอยู่ ส่วนการพัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและทั้งการสร้างพุทธมณฑลให้ครบทุกจังหวัด โครงการนี้บางจังหวัด “เริ่มแล้ว” เช่นกัน

และมีอีกหลายเรื่องที่คณะสงฆ์ยังทำไม่สำเร็จโดยเฉพาะ ด้านการกระจายอำนาจการปกครอง,การกระจายสมณศักดิ์สู่ต่างจังหวัด,ด้านการควบคุมพฤติกรรมพระภิกษุ,การเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างแดนและรวมทั้ง การเอาจริงเอาจังกับการปั้น พระวิปัสสนาจารย์

แต่ที่น่าชื่นชมสำหรับปีที่ผ่านมาในการทำงานของคณะสงฆ์ คือ พระสงฆ์องค์เจ้า “ระดับสมเด็จ” ยอมที่จะก้าวออกมาจากกุฎิทำลายกำแพงกรอบความคิดแบบเดิม ๆ ได้ว่า พระสงฆ์ต้องอยู่เฉพาะในวัดเท่านั้น และพระคุณเจ้าระดับสมเด็จเหล่านี้ล้วนอายุเกิน 60 แล้วทั้งสิ้น แต่ท่านยอมเหนื่อยลำบากเพื่อ พระพุทธศาสนาและเพื่อชาวพุทธ อันนี้ต้องชื่นชม



และหากสังเกตดี ๆ ความรู้สึกว่า “ฉันคือธรรมยุต เขาคือมหานิกาย” เริ่มจ่างหายไปในสังคมคณะสงฆ์ มีการจับมือกันมากยิ่งขึ้น มีการร่วมทำงานกันมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการ “หมู่บ้านศีล 5 และวัดประชารัฐสร้างสุข” ซึ่งนับเป็นผลดีต่อพระพุทธศาสนาและสังคมสงฆ์บ้านเรา

เป็นเอาว่าตลอดปี 2562 มานี้ฝุ่นที่ตลบในคณะสงฆ์เริ่มจ่างหาย คณะสงฆ์เริ่มปรับตัวและเดินหน้าทำงานได้ ยิ่งมีการโปรดเกล้า ฯ สมณศักดิ์ลงมา มีการโปรดเกล้า ฯ กรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่ ยิ่งทำให้คณะสงฆ์มี “มีความปีติ มีกำลังใจในการทำงาน” แม้สิ่งเหล่านี้จะอยู่นอกเหนือพระธรรมวินัย แต่พระสงฆ์ก็คือ ปุถุชน ย่อมมี ความสุขและทุกข์ ดังพวกเราทุกคนจะมากหรือน้อยอยู่ที่วิสัยก็แต่ละท่าน



ส่วนปี 2563 นี้ ฝ่ายศาสนจักรจะขับเคลื่อนไปในทางทิศใด จะราบรื่นหรือไม่คงต้องจับตาดูแต่คิดสำหรับปีนี้ว่าการทำงานของคณะสงฆ์คงไม่มีอะไร เท่าที่ทราบตอนนี้มีแต่การขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านศีล 5 ,วัดประชารัฐ สร้างสุข,และโครงการด้านสาธารณสงเคราะห์ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันสงฆ์กับองค์กรอื่น ๆ และหรือหากจะมี เรื่องศาสนสมบัติกลางของคณะสงฆ์ อาจจะมีการบริหารจัดการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น อาจจะเก็บเงินเข้ากองทุนได้มากยิ่งขึ้น ส่วนจะเพิ่มทุนด้วยกันลงทุนอันนี้ก็แล้วแต่..มหาเถรสมาคม...เออ ! เกือบลืม ปีนี้ต้องติดตามจับตาดูอดีตพระมหาเถระที่ถูกจับติดคุกที่ตอนนี้แม้ได้รับประกันตัวแล้วแต่ก็ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ ท่านจะพ้น “วิบากกรรมหรือไม่” อันนี้ต้องติดตามครับ.
............................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 122