อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

'กอส์น'ลีลาเหมือนเมฆ หนีญี่ปุ่นด้วย'ของวิเศษ'

กอส์นยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด จนมีการวิเคราะห์เช่นกันว่า การร่วงลงจากอำนาจและหมดอิทธิพลทางธุรกิจของกอส์นอาจมีมากกว่าแค่เรื่องการทุจริตทางการเงิน อาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2563 เวลา 09.30 น.


เส้นทางชีวิตในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาของนายคาร์ลอส กอส์น วัย 65 ปี อดีตประธานบริหารของบริษัทนิสสัน มอเตอร์ หนึ่งในบริษัทแถวหน้าของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์โลกจากญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็น “ชีวิตที่จริงยิ่งกว่าละคร” นับตั้งแต่การถูกฟ้องร้อง 2 ครั้งเมื่อเดือนพ.ย. 2561 และเมื่อเดือนเม.ย. 2562 ในหลายข้อหาเกี่ยวกับคดีคอร์รัปชั่นทางการเงิน ทั้งการแจ้งรายได้เท็จ การหลบเลี่ยงภาษี และการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ปล่อยให้นิสสันรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามมา

หลังจากนั้นกอส์นถูกสอบสวนอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่น ต้องเข้าสู่เรือนจำเนื่องจากศาลคัดค้านการประกันตัวมาโดยตลอด ขณะที่ในระหว่างนั้นบอร์ดบริหารของนิสสันปลดกอส์นออกจากทุกตำแหน่ง และที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ขับกอส์นออกจากบริษัท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการยกเครื่ององค์กรครั้งมโหฬารเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย จนกระทั่งกอส์นได้รับการประกันตัวในที่สุด เมื่อเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว ด้วยเงื่อนไขหลักทรัพย์ 1,000 ล้านเยน (ราว 273 ล้านบาท) สูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดจนแทบขยับตัวไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ผ่านกล้องวิดีโอวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง และการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ “ในทุกกรณี”

กอส์นยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด จนมีการวิเคราะห์เช่นกันว่า การร่วงลงจากอำนาจและหมดอิทธิพลทางธุรกิจของกอส์นอาจมีมากกว่าแค่เรื่องการทุจริตทางการเงิน แต่อาจเป็นผลจากการที่เจ้าตัวพยายาม “เพิ่มความใกล้ชิด” ระหว่างนิสสันกับกลุ่มบริษัทเรโนลต์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลโตเกียวไม่ต้องการ โดยเรโนลต์คือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของนิสสัน ด้วยสัดส่วน 43.4% ส่วนนิสสันถือหุ้นของเรโนลต์ในสัดส่วน 15.0% น้อยกว่ารัฐบาลฝรั่งเศสเพียง 0.01%

กอส์นมีกำหนดการขึ้นศาลครั้งใหม่ในเดือนเม.ย.นี้ แต่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ทำให้กอส์นเป็นข่าวหน้าหนึ่งทั่วโลกอีกครั้ง ต่อจากการถูกจับกุมอันสะเทือนวงการยานยนต์โลกเมื่อเดือนพ.ย. 2561 นั่นคือการที่เจ้าตัวหลบหนีออกจากญี่ปุ่นมายังเลบานอนซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาและมารดา เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่น่าจะสร้าง “จุดพลิกผัน” หลายอย่างให้กับคดีของกอส์น และความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างนิสสันกับเรโนลต์ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือกระบวนการทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นกับเลบานอน ซึ่งไม่มีความร่วมมือกันในด้านสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน และการจับตาท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นว่าจะมีคำอธิบายที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับสังคมได้หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด เพราะจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่นี้เป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ให้กับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง



แม้ยังไม่มีใครออกมาเปิดเผยข้อมูลจริง ว่ากอส์นหลบหนีออกมาได้อย่างไร แต่ตราบใดที่ยังไม่มีใครออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการ เรื่องราวเกี่ยวกับกอส์นจะยังคงเป็นกระแสนานขึ้นเท่านั้น และข้อสงสัยดูจะมากกว่าคำตอบ เริ่มจากประเด็นการหลบหนีของกอส์น ซึ่งถือหนังสือเดินทางของเลบานอน ฝรั่งเศส และบราซิล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ยึดไปหมดแล้ว ในทางทฤษฎีคือการตัดโอกาสของกอส์นในการเดินทางออกจากญี่ปุ่น ทว่าในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น เมื่อคุณอยู่ในโลกของทุนนิยมที่ขอให้มีเพียงเงินและอิทธิพล “ที่มากพอ”

สถานีโทรทัศน์เอ็มทีวีของเลบานอนเป็นสื่อแรกที่รายงาน แต่ไม่ได้อ้างแหล่งข่าว ว่ากอส์นซ่อนตัวอยู่ภายในกล่องขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุเครื่องดนตรีของทหารรับจ้างซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกวงออเคสตร้า มาเปิดการแสดงเป็นพิเศษที่บ้านพักของกอส์นในกรุงโตเกียว กอส์นในกล่องใบนั้นเดินทางออกจากสนามบินไปยังตุรกี ประเทศที่รายงานหลายกระแสระบุว่า นางแคโรล กอส์น ภรรยาของกอส์น และพี่น้องของเธอ “มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด” กับรัฐบาลตุรกี แคโรลซึ่งเป็นชาวเลบานอนรอรับกอส์นอยู่ที่นั่น แล้วพาสามีเดินทางด้วยเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัวไปยังท่าอากาศยานในกรุงเบรุต โดยกอส์นใช้เอกสารการเดินทาง “ที่ระบุตัวตนอื่น”

ขณะที่หนังสือพิมพ์เลอ มองด์ ของฝรั่งเศส รายงานคล้ายกับสื่อของเลบานอน ว่ากอส์นได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของภรรยาและ “เครือข่าย” ในตุรกี ให้สามารถเดินทางผ่านประเทศไปยังเลบานอนได้สำเร็จ ด้วยเอกสารการเดินทางของเลบานอน ทั้งที่มีการยืนยันว่าเอกสารทั้งหมด “ที่เป็นของจริง” ถูกทางการญี่ปุ่นยึดไปหมดแล้ว และการตัดสินใจหลบหนีเกิดขึ้นหลังระแคระคายว่า อัยการญี่ปุ่นเตรียมฟ้องร้อนกอส์นเพิ่มอีกอย่างน้อย 1 ข้อหา จากหลักฐานที่เป็นเส้นทางการเงินเข้าออกบัญชีของธนาคารในสวิตเซอร์แลนด์ และข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนอกอาณาเขตที่กอส์นจดทะเบียนในสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) “ไว้ฟอกเงิน” ส่วนเลอ เอโคส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสเช่นกัน รายงานว่ากอส์นไม่ได้ซุกซ่อนตัวไปกับสิ่งใดหรืออำพรางตัวแบบไหนทั้งสิ้น โดยใช้เอกสารการเดินทางปลอมตั้งแต่ต้น และเลือกเดินทางออกจากสนามบินขนาดเล็กในญี่ปุ่น ซึ่งใบหน้าของ กอส์นน่าจะเป็นที่จดจำน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการเดินทางผ่านสนามบินขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงโตเกียวหรือเมืองโอซากา แต่แน่นอนแผนการทุกขั้นตอนต้องดำเนินการอย่างรัดกุม



ในช่วงแรกที่กอส์นถูกจับกุม ทุกสายตาจับจ้องไปที่การบริหารงานภายในนิสสัน และความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างนิสสันกับเรโนลต์และมิตซูบิชิ บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่อีกแห่งของญี่ปุ่น และความสูญเสียกับนิสสันที่เป็นผลจากการก่อเหตุของกอส์นตามสำนวนของอัยการ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งกอส์นหลบหนีออกจากญี่ปุ่นไปได้ ที่สื่อมวลชนในญี่ปุ่นมองว่าเป็นการเยาะเย้ยอย่างมาก และเริ่มมีการกลับมาพุ่งเป้าสำรวจหรือตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในคดีของกอส์นที่มีการตั้งข้อสังเกตมาพักใหญ่แล้ว เกี่ยวกับการที่ศาลตัดสินใจให้นักธุรกิจใหญ่รายนี้ได้รับการประกันตัว ทั้งที่อัยการคัดค้านมาตลอดด้วยเหตุผลว่า “มีความเสี่ยงสูงมาก” ที่จำเลยจะหลบหนี ซึ่งสื่อญี่ปุ่นทุกสำนักวิจารณ์ว่าศาล “ไม่ฉลาด” เพราะศาลญี่ปุ่นแทบไม่เคยอนุมัติให้ผู้ต้องหาในคดีใหญ่เช่นนี้ได้รับการประกันตัว แต่ในขณะเดียวกันกอส์นเองก็ “ขี้ขลาด” เพราะหากไม่ได้ทำความผิดจริง เพราะเหตุใดกอส์นต้องหลบหนี

ว่ากันว่าอัยการของญี่ปุ่นหากตัดสินใจดำเนินคดีกับใครก็ตาม ยิ่งเป็นบุคคลมีชื่อเสียงและมีอิทธิพลด้วยแล้ว แนวโน้มของการเป็นฝ่ายชนะ “ต้องไม่ต่ำกว่า 99%” แต่ยังมีหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่อัยการไม่ได้รับจากกอส์น นั่นคือ “คำสารภาพ” กอส์น “ทำผิดจริงหรือไม่” เจ้าตัวย่อมรู้อยู่แก่ใจ ขณะที่โอกาสของชัยชนะเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะพอคาดการณ์โอกาสได้ว่าใครมีแนวโน้มมากกว่า ตอนนี้สถานะของกอส์นไม่ใช่จำเลยอีกต่อไป แต่คือ “ผู้ต้องหาหลบหนีคดี” จริงอยู่ที่ตอนนี้กอส์นหลบหนีออกไปมี “อิสรภาพ” ตามที่ตัวเองรอมานาน พร้อมทั้งโยนเผือกร้อนกลับไปให้ญี่ปุ่น ด้วยการโจมตีกระบวนการยุติธรรมของอีกฝ่ายว่า “ทุจริต” อย่างไรก็ดี หากอัยการของญี่ปุ่นตัดสินใจไม่เดินหน้าคดีของกอส์นต่อ “ความบริสุทธิ์” ของเขา ก็ยังไม่ถือว่า “ชอบธรรม” เพียงพอ.
.............................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 61