อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

บาทแข็ง

เศรษฐกิจของไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย คาดว่าจะสรุปปี พ.ศ. 2562 ด้วยอัตราเติบโตที่อ่อนแรงสุดในรอบ 5 ปี และแนวโน้มสำหรับปีนี้ยังไม่มีแววสดใส มุมมองของบรรดากูรูเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของไทย จันทร์ที่ 6 มกราคม 2563 เวลา 07.30 น.


   เศรษฐกิจของไทย ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของ 10 ประเทศกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย คาดว่าจะสรุปปี พ.ศ. 2562 ด้วยอัตราเติบโตที่อ่อนแรงสุดในรอบ 5 ปี และแนวโน้มสำหรับปีนี้ยังไม่มีแววสดใส ตามมุมมองของบรรดากูรูเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของไทยเรา จากการรวบรวมของสำนักข่าวรอยเตอร์
        
    โดยปัจจัยหลักอยู่ที่ “หัวลม” ผล กระทบแรงก่อนใครจากความตึงเครียดการค้าโลก ค่าเงินบาทแข็ง และหลายความเสี่ยงทางการเมืองที่สูงขึ้น
      
     เพราะการที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออก ไทยได้รับผลกระทบรุนแรง จากกรณีพิพาททางการค้า จีน-สหรัฐ ตัวเลขการส่งออกอาจจะลดลง 3.3% ในปี 2562 ก่อนจะสูงขึ้นเพียงแค่ 0.5% ในปี 2563 จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
       
    นักวิเคราะห์ชี้ว่า เงินบาท ซึ่งแข็งค่าขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปี 2562 และแข็งสุดกว่าเงินทุกสกุลในเอเชีย เพิ่มแรงกดดันหนักขึ้นอีกต่อการส่งออก และอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ทำเงินเข้าประเทศด้วย
        
    ตัวเลขขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ตามหลังเพื่อนบ้านมานานหลายปี และหลังจากปรับลดคาดการณ์มาหลายครั้ง ธปท.ทำนายว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียงแค่
2.5% ในปี 2562 อ่อนแอสุดนับตั้งแต่ปี 2557 ปีที่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเรือน และกระเตื้องเล็กน้อยที่ 2.8% ในปี 2563
        
     แต่นักวิเคราะห์หลายสำนัก มองเห็นแนวโน้มที่แย่ยิ่งกว่า
      
    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้บริหารสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงแค่ 2.4% ในปี 2562 และ 2.5% ในปีนี้
        
    ดร.สมประวิณ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว และเมื่อบวกกับการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้า กำลังส่งผล กระทบต่อกิจกรรมภายในประเทศ
       
   คุณชานนท์ บุญนุช หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำสำนักวิจัยโนมูระ ในสิงคโปร์ มองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวอย่างซบเซาในปี 2563  ส่วนคุณสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ของภูมิภาค และฐานส่งออกของโลก แต่การส่งออกรถยนต์ลดลง 11% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 ส่งผลให้โรงงานผลิตหลายบริษัท ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีลดชั่วโมงการทำงาน    
        
    คุณสุรพงษ์ เผยอีกว่า กำไรจากการผลิตรถยนต์แต่ละคัน มีไม่ถึง 5% แต่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 7–8% ซึ่งหมายความว่า ยิ่งส่งออกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งขาดทุนมากเท่านั้น
        
    ในความพยายามต่อสู้กับค่าเงินบาทแข็ง ธปท.ดำเนินมาตรการและขั้นตอนหลากหลายวิธี และปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำคัญ 2 ครั้งในปี 2562 ลงสู่ระดับต่ำเป็นสถิติที่ 1.25% แต่เงินบาทยังแข็งค่า จากปัจจัยบัญชีเดินสะพัดเกินดุลขนาดใหญ่
        
    ผู้บริหารของ ธปท. กล่าวว่า เป็นไปได้ที่จะมีการใช้มาตรการเพิ่มเติม แต่การแทรกแซงตลาดอาจจะยากลำบาก เนื่องจาก มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกรัฐบาลสหรัฐ ใส่ชื่อเข้าในบัญชีดำกลุ่มประเทศบิดเบือนค่าเงิน
        
     ที่ผ่านมารัฐบาลไทยพยายามผลักดัน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ ด้วยการอัดฉีดเงินทุนเพิ่ม รวมถึงงบกระตุ้นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่แทบไม่มีผลกระทบ
       
    ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยสูงขึ้น หลังจากประชาชนหลายพันคนเข้าร่วมการประท้วงรัฐบาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ คุณสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้นในปี 2563 แม้จะไม่มาก หากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาใหม่ ส่วนคุณวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) กล่าวว่า ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หรือยังไม่มีสัญญาณในทางบวก สำหรับเศรษฐกิจของไทยในขณะนี้.  

..............................................
เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    64%
  • ไม่เห็นด้วย
    36%

บอกต่อ : 82