อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

ประกาศสงคราม-ใช้กำลังทหาร อำนาจทับซ้อนของสหรัฐ

ภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐนั้น อำนาจในการประกาศสงครามหรือการใช้มาตรการทางทหารเมื่อมีความขัดแย้งกับประเทศใด ยังคงเป็นประเด็นที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส โดยในขณะที่สภาคองเกรสมีอำนาจในการประกาศสงครามโดยตรง อาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2563 เวลา 09.30 น.

     
          ภายใต้รัฐธรรมนูญของสหรัฐนั้น อำนาจในการประกาศสงครามหรือการใช้มาตรการทางทหารเมื่อมีความขัดแย้งกับประเทศใด ยังคงเป็นประเด็นที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส โดยในขณะที่สภาคองเกรสมีอำนาจในการประกาศสงครามโดยตรง ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งถือเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดโดยตำแหน่ง สามารถสั่งการให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศได้ และการใช้อำนาจดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอรับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารของสหรัฐจึงถกเถียงกันมาตลอด ว่าใครมีอำนาจในเรื่องนี้ “มากกว่ากัน”
      
      สหรัฐมีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า “มติอำนาจสงคราม” หรือ “กฎหมายสงคราม” บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2516 ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เนื่องจากสภาคองเกรสต้องการควบคุมอำนาจของผู้นำสหรัฐในการบัญชาการสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในการสู้รบในสมรภูมิต่างประเทศที่ชาวอเมริกันต่อต้านมากที่สุด สาระสำคัญของกฎหมายนี้ คือการที่ประธานาธิบดีต้องหารือกับสภาคอง    เกรสอย่างละเอียด ก่อนส่งทหารออกไปปฏิบัติการโจมตีในต่างประเทศ และส่งเรื่องให้สภาคองเกรสรับทราบทุกครั้ง เมื่อมีการระดมกำลังทหารอเมริกันเข้าสู่สมรภูมิหรือพื้นที่เสี่ยงเกิดความขัดแย้งทางอาวุธ และผู้นำสหรัฐต้องแจ้งให้สภาคองเกรสรับทราบภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อทหารอเมริกันเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงแล้ว
  
       ทั้งนี้ เมื่อภารกิจนั้นเสร็จสิ้น หากสภาคองเกรสไม่ได้มีมติอื่นที่เกี่ยวข้อง หรืออนุมัติการต่อเวลาประจำการของทหารให้เป็นกรณีพิเศษ ประธานาธิบดีสหรัฐต้องสั่งถอนทหารภายในเวลา 60 วัน แต่อาจมีการขยายระยะเวลาให้ได้อีก 30 วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่กฎหมายระบุว่าห้ามเกินกว่านั้นอีก แม้ในทางทฤษฎีผู้นำสหรัฐจนถึงปัจจุบัน ดำเนินการในเบื้องต้นตามมติอำนาจสงคราม ด้วยการส่งรายงานต่อสภาคองเกรสรวมกันมากกว่า 130 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐแทบไม่เคยปฏิบัติตามเมื่อถึงขั้นตอนต้องแจ้งเรื่องภายใน 48 ชั่วโมง แต่สภาคองเกรสเองก็ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย “อย่างจริงจัง” ต่อประธานาธิบดีเช่นกัน เนื่องจากช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้ทำเนียบขาวอาศัยเป็นเหตุผลในการเอาตัวรอดได้ตลอด


      
    ยกตัวอย่างในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน กองทัพสหรัฐยังคงปฏิบัติการทางทหารในโคโซโวเกินกว่ากำหนดการ 60 วันในการถอนทหาร เมื่อปี 2542 โดยสภาคองเกรสไม่ได้ขยายเวลาให้อีก แต่ทำเนียบขาวโต้แย้งว่าไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย เนื่องจากระยะเวลาของภารกิจนั้นอยู่ในระยะเวลาที่ครอบคลุมโดยกฎหมายงบประมาณของสภาคองเกรส กระนั้นศาลพิพากษาว่าไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย เนื่องจากคลินตันสั่งถอนทหารออกจากโคโซโว 12 วันล่วงหน้าก่อนครบเส้นตายสูงสุด 90 วัน
    
     มติอำนาจสงครามกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อกองทัพสหรัฐปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติแบกแดด ทางตอนกลางของอิรัก เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา สังหาร พล.ต.กัสเซ็ม โซไลมานี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนักรบพิเศษ “คุดส์” แห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน  (ไออาร์จีซี ) และยังคร่าชีวิตนายอาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดิส อดีตรองผู้บัญชาการกองกำลังนักรบชีอะห์ในอิรักซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่านในนาม “ฮัชด์” ด้วย หลังเกิดเหตุกระทรวงกลาโหมสหรัฐออกแถลงการณ์ว่า เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิหร่านอย่างชัดเจน นับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อช่วงสิ้นเดือน ม.ค. 2560 ขณะที่ทำเนียบขาวยืนยันคำสั่งของทรัมป์อาศัยอำนาจตามความในกฎหมายพิเศษว่าด้วย “การใช้มาตรการทางทหารต่อผู้ก่อการร้าย” ที่สภาคองเกรสบัญญัติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2544 หรือเพียง 3 วันหลังเหตุวินาศกรรม 911
     


      จริงอยู่ที่กฎหมายนี้มอบอำนาจและสิทธิขาดให้แก่ประธานาธิบดีสหรัฐ ในการสั่งให้กองทัพปฏิบัติการทางทหาร แต่ระบุว่าเป้าหมายนั้นที่ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสินทรัพย์ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรม 911 สภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรตั้งคำถามทันที ว่า พล.ต.โซไลมานีเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายบนแผ่นดินสหรัฐเมื่อนานกว่า 18 ปีที่แล้วอย่างไร ซึ่งทำเนียบขาวตอบเพียงว่า พล.ต.โซไลมานี  “มีความสัมพันธ์”  กับกลุ่มอัล-กออิดะห์ แต่กลับยังไม่เสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ ขณะที่วุฒิสภาซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และกำลังหาทาง “ช่วยเหลือ” ทรัมป์ให้หลุดพ้นจากการกระบวนการถูกถอดถอน ยังอดแสดงความสงสัยไม่ได้ นายมิตช์ แมคคอนเนลลล์ แกนนำเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา กล่าวว่าจะมีการ “ประชุมลับและเป็นการภายใน” ระหว่างวุฒิสมาชิกทั้งหมด
   
      จะเห็นได้ว่า มติอำนาจสงครามเป็นกฎหมายซึ่งเป็นที่ถกเถียงมาตั้งแต่ต้นที่มีการบัญญัติออกมา โดยนอกจากเนื้อหาในภาพรวมซึ่งค่อนข้างคลุมเครือแล้ว ยังทับซ้อนกับสาระสำคัญที่ระบุอยู่ในมาตรา 1 วรรคที่ 8 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งจำกัดขอบเขตของประธานาธิบดีในการ “ประกาศสงคราม” ให้เป็นอำนาจของสภาคองเกรส แต่ผู้นำสหรัฐยังคงมีอำนาจสูงสุดทางทหารจากการเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด นอกจากนี้ ความไม่กระจ่างเต็มร้อยของตัวบทกฎหมายยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของกับหลายฝ่าย ว่าอาจทำให้เกิดการงัดข้อทางอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายเช่นกัน
       
    จนถึงตอนนี้ เฉพาะสมาชิกระดับแกนนำของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสเท่านั้น ซึ่งได้รับรายงานโดยตรงจากทำเนียบขาว เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของกองทัพสหรัฐในการลอบสังหาร พล.ต.โซไลมานีและมูฮันดิส หมายความว่าสมาชิกระดับรองลงมาไปจนถึงสมาชิกทั่วไป จะได้รับรายงานหลังจากนั้น และในขณะที่สภาคองเกรสต้องการใช้มติอำนาจสงครามควบคุมการใช้อำนาจทางทหารของผู้นำสหรัฐอีกครั้ง แต่บทเรียนจากในอดีต และสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บวกกับอุปนิสัยส่วนตัวของผู้นำสหรัฐ การเกาะติดท่าทีของอเมริกาต่ออิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวมให้เร็วที่สุด คือการต้องติดตามผ่านบัญชีทวิตเตอร์ของทรัมป์ไปก่อนนั่นเอง.

.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 70