อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563

หมวยเล็กอยากห่างตี๋ใหญ่ ไต้หวันกับ"ไช่"อีกครั้ง

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นปีรำลึกครบรอบ 1 ศตวรรษ การที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาะไต้หวัน ระหว่างเดือน พ.ค. 2438 ถึงเดือนต.ค. ปีเดียวกัน อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน กล่าวที่กรุงปักกิ่งว่า “การรวมชาติระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน ถือเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์” อาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2563 เวลา 09.30 น.

      
     ย้อนกลับไปเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นปีรำลึกครบรอบ 1 ศตวรรษ การที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาะไต้หวัน ระหว่างเดือน พ.ค. 2438 ถึงเดือนต.ค. ปีเดียวกัน อดีตประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน กล่าวที่กรุงปักกิ่งว่า “การรวมชาติระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน ถือเป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์” ต่อจากนั้นเมื่อปี 2540 และ 2542 สหราชอาณาจักรและโปรตุเกสส่งมอบเกาะฮ่องกงและเกาะมาเก๊ากลับคืนให้แก่แผ่นดินใหญ่ตามสัญญา ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งทุกสมัยซึ่งมุ่งมั่นกับการรวมชาติ เคยเสนอแนวคิดการใช้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ใช้กับฮ่องกงและมาเก๊า โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง เมื่อปีที่แล้วด้วย
     
      อย่างไรก็ดี หลังจากนั้นเกือบ 23 ปี  ชาวไต้หวันใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา เลือกประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายซึ่งชูนโยบายด้านพรมแดนและความมั่นคง “ให้เป็นอิสระ” จากรัฐบาลปักกิ่ง สามารถรักษาตำแหน่งได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน โดยไช่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 57.1% คิดเป็นคะแนนดิบ 8.17 ล้านคะแนน ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดนับตั้งแต่ไต้หวันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2539
     
       ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่จะไม่มีการแสดงความยินดีจากรัฐบาลปักกิ่งต่อชัยชนะของไช่ ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งต่ออีก 4 ปี ในเมื่อผู้นำหญิงคนแรกของไต้หวันไม่ได้เป็นตัวแทนของพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคการเมืองฝ่ายขวาของไต้หวันซึ่งมีจุดยืน “เป็นมิตร” กับรัฐบาลปักกิ่ง และนับตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปี 2560 ไช่ประกาศมาตลอดว่ารัฐบาลของเธอไม่ยอมรับ “ฉันทามติ 1992” ที่เป็นการลงนามเมื่อปี 2535 ระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับรัฐบาลไทเปในเวลานั้นซึ่งเป็นพรรคก๊กมินตั๋ง โดยกระทรวงการต่างประเทศในกรุงปักกิ่งแสดงท่าทีในนามรัฐบาลสังคมนิยม ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน “คือการเลือกตั้งท้องถิ่น” ที่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลง “ความจริงขั้นพื้นฐาน”

     
    
    ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิศาสตร์การเมืองตั้งแต่ปี 2492 ทั้งสองฝ่ายขับเคี่ยวกันอย่างหนักทั้งในทางการทูตและการทหาร เพื่อแย่งชิงการยอมรับจากประชาคมโลกว่าเป็น “รัฐบาลที่ชอบธรรม” จนกระทั่งมี “ตัวแปรสำคัญ” ที่อยู่ห่างไกลอีกซีกโลกหนึ่งเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง และมีผลต่อเสถียรภาพข้ามช่องแคบจนถึงปัจจุบัน นั่นคือสหรัฐซึ่งเข้ามาสนับสนุนรัฐบาลไทเป ขณะที่สหภาพโซเวียตเข้ามามีบทบาทต่อรัฐบาลปักกิ่ง
        
  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งพัฒนาตัวเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังผ่านพ้นสงครามกลางเมือง ท่ามกลางการจับตาของรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งเดินหมากครั้งสำคัญครั้งหนึ่งเพื่อหวังทลายขั้วอำนาจฝ่ายคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ด้วยการเข้าหารัฐบาลปักกิ่งเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี เริ่มในยุคอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐในตำแหน่งคนแรกที่เยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2515 มีการลงนามร่วมกันในปฏิญญาเซี่ยงไฮ้ ยอมรับรัฐบาลปักกิ่ง “เพียงหนึ่งเดียว” และ “จะไม่ท้าทาย” นอกจากข้อตกลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลปักกิ่งแล้ว ยังปูทางสู่การแผ่อิทธิพลของสหรัฐเข้าสู่ภูมิภาคแห่งนี้ และส่งผลให้เกิดทางแยกของพันธมิตรฝ่ายคอมมิวนิสต์ในสมัยสงครามเย็น กลายเป็นมี 2 ขั้วคือสหภาพโซเวียต และรัฐบาลปักกิ่งซึ่งมีอิทธิพลมากขึ้น
        
   อนึ่ง ก่อนหน้านั้นในปี 2514 สหรัฐเป็นหนึ่งในโต้โผผลักดันมติที่ 2578 เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ซึ่งเป็นการแก้ไขมติที่ 1668 ของที่ประชุม ว่าด้วยการยอมรับ “คณะผู้แทนของรัฐบาลปักกิ่ง” ในฐานะสมาชิกยูเอ็น ไม่ใช่คณะผู้แทนจากรัฐบาลไทเปของนายพลเจียง ไค-เช็ก อีกต่อไป แต่ไม่ได้ระบุความสัมพันธ์ระหว่างยูเอ็นกับรัฐบาลไทเปต่อจากนั้นอย่างชัดเจน ขณะที่ไต้หวันยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกยูเอ็นเมื่อปี 2550 แต่ถูกปฏิเสธจากนายบัน คี-มูน เลขาธิการยูเอ็นในเวลานั้น ซึ่งอ้างมติของยูเอ็นจีเอที่ยังคงคลุมเครือ


   
       แต่ในยุคที่โลกการเมืองและเศรษฐกิจตั้งอยู่บนความเชื่อแบบ “ทุนนิยมเสรี” เป็นพื้นฐาน การล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 ถือเป็นการปิดฉากสงครามเย็น “อย่างเป็นทางการ” พร้อมชัยชนะของสหรัฐ “ผู้นำแห่งเสรีภาพ” ทว่ารัฐบาลปักกิ่งเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นแทนที่อดีตสหภาพโซเวียตซึ่งแตกออกเป็นหลายประเทศและต้องใช้เวลาสร้างตัวขึ้นมาใหม่ รัฐบาลวอชิงตันจึงเพิ่มการสนับสนุนรัฐบาลไทเปอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง หลังเลี่ยงบาลีด้วยการรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทเปผ่าน “สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” ที่เปิดทำการในหลายสิบประเทศ แม้แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับไปยอมรับสถานะรัฐของรัฐบาลไทเปอีกครั้ง ด้วยอิทธิพลของรัฐบาลปักกิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกด้าน อย่างไรก็ดี การยกระดับความสนับสนุนรัฐบาลไทเปโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความมั่นคง จะเป็นประเด็นสร้างความขุ่นเคืองใจให้รัฐบาลปักกิ่งไปอีกนาน
       
     รัฐบาลปักกิ่งมองรัฐบาลไทเปคือมณฑลโพ้นทะเล ที่สามารถใช้ “มาตรการทางทหาร” เข้าควบคุมได้ทุกเมื่อ “หากมีการกระด้างกระเดื่อง” แต่ในส่วนลึกแล้วรัฐบาลปักกิ่งคงไม่อยากใช้วิธีการดังกล่าว เมื่อวิเคราะห์จาก “สารระหว่างบรรทัด” ที่รัฐบาลปักกิ่งแสดงออกตลอดเวลาที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งน่าจะใช้กลยุทธ์ปิดล้อมทางการทูตกับรัฐบาลไทเปมากกว่า ปัจจุบันเหลือเพียง 15 ประเทศเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์ทางการทูต “อย่างเป็นทางการ” กับรัฐบาลไทเปด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายมีสถานเอกอัครราชทูต หนึ่งในนั้นคือนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นประเทศ “มีอิทธิพลที่สุดแล้ว” ในบรรดา 15 ประเทศที่เหลืออยู่
       
     กระนั้นการใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวของรัฐบาลปักกิ่งอาจไม่ราบรื่นเท่าใดในวาระที่สองของไช่ จากการที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกชัดเจนว่าพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดอิทธิพลของรัฐบาลปักกิ่ง ขณะที่สถานการณ์ในฮ่องกงยิ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนให้กับชาวไต้หวัน โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งจะต่อต้านรัฐบาลปักกิ่งมากขึ้น ด้วยความหวั่นเกรงว่าไต้หวันจะต้องเจอเรื่องราวแบบเดียวกับฮ่องกง หากใกล้ชิดหรือประนีประนอมกับรัฐบาลปักกิ่ง “มากเกินไป”
      
     การเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวันครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งไช่จะไม่สามารถลงสมัครได้อีกตามเงื่อนไขที่ระบุในรัฐธรรมนูญ แต่กว่าจะถึงวันนั้น รัฐบาลปักกิ่งกับรัฐบาลไทเปของไช่จะต้องมีเรื่องปะทะคารมกันอีกนับครั้งไม่ถ้วน โดยมีคนนอกคอยกวนน้ำให้ขุ่นตลอดเวลา แต่ไช่เองย่อมทราบดีว่า เธอต้องไม่ชักใบให้เรือเสียเช่นกัน.

.........................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 56