อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

คอร์รัปชั่นในไทย เลวร้ายถึงจุดต่ำสุด (จบ)

อาทิตย์ที่แล้วผมบอกว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นในไทยเลวร้ายถึงจุดต่ำสุดแล้วเพราะสาเหตุ 6 ประการ อาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 07.00 น.


    อาทิตย์ที่แล้วผมบอกว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นในไทยเลวร้ายถึงจุดต่ำสุดแล้วเพราะสาเหตุ 6 ประการคือ 1 ไทยยังไม่เคยมีผู้นำที่มือสะอาดและมีความตั้งใจจริงที่จะปราบคอร์รัปชั่นให้ได้สำเร็จ และ 2 หน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นในเมืองไทยนั้นยังยึดติดอยู่กับการ “ปราม” การคอร์รัปชั่นมากกว่าการ “ปราบ” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง อาทิตย์นี้มาว่ากันต่อ 3 หน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นในไทย ทั้งหลายเช่น ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ป.ป.ท.  DSI ยังขาดความโปร่งใสในการทำงานและยังไม่มีระบบที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่น เช่นสื่อมวลชนและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเข้าไปตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้นได้ว่าปราบคอร์รัปชั่นอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสหรือไม่ ยังขาดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจหรือ Check and Balance ดังนั้นถ้าหากหน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นเหล่านี้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียเอง ก็จะไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ซึ่งเรื่องนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ ที่หน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นทั้งหลายมีท่าทีชวนให้สงสัย ถึงความเป็นองค์กรที่ดีมีจริยธรรมและโปร่งใสมากขึ้นเรื่อย ๆ

    การปราบคอร์รัปชั่นในอินโดนีเซียซึ่งปัจจุบันทำคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นได้ 40 คะแนนแซงไทยไปได้สองปีแล้วนั้น ทุกหน่วยงานถูกตรวจสอบได้หมดไม่มีข้อยกเว้น ยกตัวอย่างการจัดการเลือกตั้งในอินโดนีเซียนั้นมี Check and Balance อย่างดีโดย กกต.(KPU) มีหน้าที่เพียงจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยเท่านั้น หากเกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสหรือเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้สมัครกับกกต. ก็จะมีคณะกรรมการสอดส่องดูแลการเลือกตั้งระดับชาติ (Bawaslu) ทำหน้าที่วินิจฉัยและมีอำนาจสั่งการให้กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่ ส่วนการให้ใบเหลืองใบแดงก็เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ หากการตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงไม่โปร่งใส ป.ป.ช. (KPK) จะเป็นคนจัดการกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่หาก ป.ป.ช.ทำงานไม่โปร่งใส สื่อมวลชนจะเป็นคนจัดการตรวจสอบป.ป.ช. และหากสื่อมวลชนทำงานไม่โปร่งใส คณะกรรมการกำกับดูแลสื่อมวลชนก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบสื่อมวลชนอีกทีหนึ่ง

    เมื่อการจัดการเลือกตั้งโปร่งใสก็เลยได้ผู้นำที่ดี เมื่อระบบปราบคอร์รัปชั่นได้ผู้นำที่ดีและมี Check and Balance อินโดนีเซียก็เลยปราบคอร์รัปชั่นได้ดีกว่าไทย 4 ในอดีตสื่อมวลชนไทยยังมีจริยธรรมและยังมีความกล้าในการที่จะต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นกันอยู่บ้าง แต่ในปัจจุบันนอกจากสื่อมวลชนจะไม่มีความกล้าหาญ ที่จะแฉการคอร์รัปชั่นเหมือนในอดีตแล้ว สื่อมวลชนบางส่วนกลับฉวยโอกาสใช้ความเป็นสื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรจะได้จากนักการเมือง ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชนอีกด้วย เช่นมีการขอผลประโยชน์ผ่านการจัดสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ  การเข้าไปเป็นที่ปรึกษานักการเมืองและรัฐมนตรีก็ทำกันอย่างเปิดเผย ปัจจุบันนักจัดรายการทีวี วิทยุ คอลัมนิสต์จำนวนไม่น้อยต่างใช้พื้นที่สื่อที่ตัวเองมีเชียร์ฝ่ายตัวเองและด่าฝ่ายตรงกันข้ามแบบเต็มที่อย่างน่าตกใจ ไร้จริยธรรมและไม่เกรงกลัวการถูกตรวจสอบ 5 ภาคเอกชนไทยปัจจุบันมีความ “ด้านได้อายอด” มากยิ่งขึ้นจนเห็นได้ชัด ขาดทั้งจริยธรรมและความละอายใจกระโดดเข้า มาร่วมคอร์รัปชั่นกับรัฐบาลและภาครัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจกันอย่างครึกโครมมากกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก การประมูลสัมปทานต่าง ๆ การก่อสร้างขนาดใหญ่ การจัดซื้อจัดจ้างรายการสำคัญ ๆ ของภาครัฐล้วนมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐี 40 คนแรกของประเทศซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 8 เท่าในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา จนทำให้คนเพียง 40 คนครอบครองทรัพย์สินเป็นสัดส่วนสูงถึง 32 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินทั้งประเทศ เป็นภาพสะท้อนที่น่าตกใจของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างภาครัฐและกลุ่มทุน รวมถึงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการปราบคอร์รัปชั่นของไทยอีกด้วย
6 คนไทยส่วนมากยังยอมรับเรื่องการคอร์รัปชั่นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว ต่างจากประเทศที่ปราบ คอร์รัปชั่นได้สำเร็จซึ่งคนของเขาจะไม่ทำผิดและจะไม่ยอมทนต่อการคอร์รัปชั่น แต่คนไทยส่วนมากยัง “ปากว่าตาขยิบ”  ปากบอกไม่ยอมรับไม่ยอมทนแต่กลับทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชั่นเสียเอง สังคมไทยวันนี้มาถึงจุดตกต่ำถึงขนาดที่ว่าคนไทยทุกชนชั้นกล้าทำผิดระเบียบ  กฎจราจร กฎหมาย  เพราะไม่ละอายใจและมั่นใจว่าถึงแม้จะโดนจับก็สามารถยัดเงินให้รอดพ้นความผิดได้  ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ขาดความละอายใจ กล้ารับเงินใต้โต๊ะและปล่อยให้คนผิดลอยนวล.

.............................................
เกษมสันต์ วีระกุล

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 59