อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563

สำรวจฟางเส้นสุดท้ายทำลาหลังหัก โศกนาฏกรรมโคราช

สัปดาห์นี้กับเหตุโศกนาฏกรรมกลางเมืองโคราช สะท้อนบทเรียนหลายฝ่ายหลายอย่าง จำต้องถอดเรียนรู้ป้องกันแก้ไข พฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 12.00 น.


เดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุสะเทือนขวัญกรณี “ไอซ์ หีบเหล็ก” ที่มีแนวโน้มจะเป็นฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง ต่อด้วยครูที่ปล้นร้านทองด้วยปัญหาหนี้สินมาแล้ว ยังไม่ทันถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ก็เกิดเหตุสะเทือนใจทั้งแผ่นดินขึ้นมาอีก เมื่อมีนายทหารก่อเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 ที่นครราชสีมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สื่อรายงานข่าวแบบเกาะติดจนวิสามัญฆาตกรรมได้ในวันรุ่งขึ้น

ผู้ก่อเหตุคือ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา สังกัดค่ายสุธรรมพิทักษ์ ซึ่งสาเหตุจริงๆ จะเป็นอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่อยากสรุปนักเพราะ “ฝุ่นมันยังไม่หายตลบ” แต่คาดกันว่าเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ตัวผู้ก่อเหตุมีปัญหาเกี่ยวกับการกู้เงินซื้อบ้าน จากแม่ยายของเจ้านาย และน่าจะด้วยระบบอาวุโส seniority ในค่ายทหารอะไรก็ตามแต่ ทำให้เขาไม่สามารถที่จะฟ้องร้องหรือทำอะไรได้มาก เพราะกลัวผลกระทบที่ตามมาต่อหน้าที่การงาน ก็เกิดความคับแค้น



ก็เลยก่อเหตุเริ่มจากการยิงตัวนายก่อน แล้วลามมาที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเงินครั้งนี้ ก่อนที่จะหลบหนีมาก่อเหตุซ้ำที่ห้างเทอร์มินอล 21 มีการไล่กราดยิงผู้บริสุทธิ์และไลฟ์สดลงเฟซบุ๊กของตัวเอง ซึ่งเฟซบุ๊กก็รีบแบนแอคเคาท์ของทหารรายนี้ทันควัน แต่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงเรื่อง “ความกระหายข่าว” คือพยายามที่จะติดต่อกับคนที่ไม่สามารถออกจากห้างได้ เพื่อถามสถานการณ์ และถูกมองว่าเป็นการ “ชี้เป้า” ให้คนร้าย

มันเป็นเหตุการณ์ที่ละเอียดอ่อน ที่บางครั้งสื่อเองก็ต้องทบทวนเรื่องความต้องการข่าวว่าจะทำให้เหยื่อตกอยู่ในภาวะอันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะการรายงานข่าวในยุคอินเทอร์เนตที่เปิดดูเหตุการณ์ได้แบบ real time ซึ่งไม่รู้ว่าจะก่อความรู้สึกอะไรให้คนร้าย ฮึกเหิมว่าตัวเองกำลังโด่งดัง ต้องทำร้ายคนบริสุทธิ์ต่อเนื่อง หรือคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็ก่อเหตุต่อไป หรือกระทั่งไม่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “คนเหล่านั้นไม่เกี่ยวกับปัญหา” ก็ตามแต่

ความอ่อนไหวคือ การรายงานข่าวบางครั้งเราไม่สามารถรู้ถึงผลกระทบที่ตามมาได้เลย ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็เกิดเหตุกราดยิงบ่อยครั้ง เขาก็ถึงขั้นต้องมีคู่มือการรายงานข่าวออกมาว่า อย่าพยายามเสนอชื่อคนร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าพยายามสร้างบุคลิกคนร้ายว่าเป็นการก่อเหตุเพราะอุดมการณ์ เป็นฮีโร่ หรือเป็นผู้ชอกช้ำที่ต้องการเอาคืนสังคม เพราะในสภาวะสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงเช่นนี้ มันส่งผลให้มีคนคิดตามเข้าข้างผู้ก่อเหตุได้



มีคนยกตัวอย่างภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ปีนี้ คือเรื่อง joker คือสะท้อนภาพของผู้ที่ถูกสังคมกระทำ จนลุกขึ้นมาเอาคืนและกลายเป็น “ศาสดา” ของคนกลุ่มหนึ่งที่คุมแค้นต่อสังคม ต้องการแสดงความขบถ เพราะแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากคนอื่นๆ รอบตัว ซึ่งอย่างที่ย้ำไปว่า “ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ” ก็คงมีคนคิดคุมแค้นสังคมอยู่มากพอสมควรเช่นกัน ถ้าไปนำเสนอภาพความเป็นฮีโร่ หรือภาพการต่อสู้กับระบบขึ้นมา ก็จะเกิด “ลัทธิเอาอย่าง” ได้ง่ายๆ

การรายงานข่าวมันมีช่วงที่มีการ “รายงานสถานการณ์” และมีช่วง “ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์” ซึ่งมันควรจะเน้นย้ำในช่วงถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ออกมามากกว่า มันจะมีผลในการ “ล้อมคอก” ไม่ให้เกิดเหตุแบบเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก สิ่งที่ควรรายงานข่าวคือการอธิบายถึงแนวทางการแสดงความร่วมมือร่วมใจในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ละลาบละล้วงผู้สูญเสียหรือย้ำ เผยแพร่ภาพความรุนแรงให้กลายเป็น viral แพร่กระจายต่อไป

กระทั่งการสอนให้ประชาชนรู้ถึงสาเหตุแห่งที่ใครบางคนจะลุกขึ้นมาก่อความรุนแรง สังเกตสถานการณ์ และพยายามทำความเข้าใจ เอาใจเขาใส่ใจเราก่อนที่เขาจะก่อเหตุ เพราะหลายเหตุการณ์ในชีวิตเขาที่สะสมไว้บางครั้งมันเปรียบเหมือนพังเพยที่ว่า “เราไม่รู้ว่าฟางเส้นไหนหรอกที่ทำให้ลาหลังหัก” คนบางคนไม่ได้มีสัญญาณของความเป็นฆาตกร แต่ความโกรธแค้นเพียงชั่ววิบตาเดียวทำให้เขาเตลิดสู่เส้นทางนั้นไปอย่างกู่ไม่กลับ



อย่างที่สมัยนี้เขากำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง empathy communication คือการสื่อสารที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ถูกกระทำ ถูกรังแก ที่คนเราอาจต้องหมั่นสังเกตอาการคนรอบตัว ว่าเขาเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปได้มากแค่ไหน มีหนทางไหนที่จะช่วยเขาให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้บ้าง เพื่อมันจะไม่สะสมจนกลายเป็นแรงระเบิดมหาศาล และที่สำคัญคือ “ระบบยุติธรรม” ที่จะต้องแก้ปัญหาให้อย่างเสมอภาคเพื่อให้ทุกอย่าง “ยุติโดยธรรม”

มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การก่อเหตุมาจากการที่คนร้ายเป็น “ผู้น้อย” ในกองทัพ และมีปัญหากับผู้บังคับบัญชาการ ทำให้เขาสะสมความตึงเครียดนั้นไว้ ในระบบกองทัพที่มีเรื่องรุ่น เรื่องความอาวุโสเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เมื่อมีปัญหากับผู้บังคับบัญชา ผู้น้อยก็อยู่ในภาวะ “น้ำท่วมปาก” ไม่สามารถระบายออกกับใครก็ได้ แม้จะเป็นเรื่องตัวเงินซึ่งยังสรุปไม่ได้ว่าเขาโดนเอาเปรียบไปกี่มากกี่น้อย แต่ก็ไม่รู้ว่า “ปัญหาสะสม” ก่อนหน้านี้คืออะไร

พูดกันโยงไปถึงเรื่องการตรวจสอบในระบบกองทัพ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็น “แดนสนธยา” เมื่อมีอะไรก็จะ “รักษาเกียรติ” ในการตรวจสอบจัดการกันเอง ทำให้สังคมไม่อาจรู้หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่า การคลี่คลายปัญหานั้นเป็นธรรมต่อผู้น้อยมากน้อยแค่ไหน บางทีกองทัพอาจต้องทบทวนถึงตรงนี้ด้วยว่าเมื่อมีข้อร้องเรียน ข้อพิพาท ก็ควรจะเปิดเผยผลสอบต่อสังคมขึ้นมา และยึดความเป็นธรรมมากกว่ายึดระบบอาวุโส ระบบใครนายใครลูกน้อง

ข้อวิพากษ์ต่อมาคือเรื่องของการเก็บรักษาอาวุธของกองทัพ ที่อาจเกิดความหละหลวมทำให้เกิดเหตุที่คนร้ายสามารถนำอาวุธของค่ายมาใช้ก่อเหตุได้ง่าย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองทัพต้องถอดบทเรียนอีกระดับหนึ่ง และบทเรียนอีกข้อหนึ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงคือท่าทีของผู้นำเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น กลายเป็นแฮชแทคฮิตในโลกทวิตเตอร์ที่โจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหมอย่างหนักเกี่ยวกับท่าทีเมื่อแถลงข่าว



แม้ว่าตัวภาษาที่ใช้อาจเป็นภาษาที่พยายามสร้างความอุ่นใจว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และจะดูแลผู้เสียหายต่อไปอย่างดีที่สุด แต่ด้วยอวัจนภาษาท่าทาง โดยเฉพาะท่า “มินิฮาร์ท” ที่เข้าใจว่า ตัวนายกฯ เองก็ตั้งใจจะส่งกำลังใจให้กับคนที่ยังสะเทือนขวัญกับเหตุการณ์อยู่ แต่ก็โดนหาว่า “มันใช่เวลาไหม” เพราะเมื่อมีเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา ท่าทีของผู้นำควรจะมีความเคร่งเครียดเป็นทางการ และพูดถึงการแก้ปัญหาในระยะยาวเสียมากกว่า

สุดท้ายนายกฯ เองก็ต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กในเชิงขอโทษกับท่าทีที่แสดงออกไป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในช่วงเวลาเช่นนี้ทำอะไรก็ยิ่งถูกฝ่ายค้านจับตา เพื่อเตรียมนำมาเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “บริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินไม่เป็น” เพราะผู้นำโลกที่เคยแสดงท่าทีเมื่อผ่านเหตุกราดยิง ทั้งผู้นำนิวซีแลนด์หรืออเมริกาก็ไม่ได้มีท่าทีเช่นนี้ แต่ออกมาในเชิงเป็นทางการและเห็นอกเห็นใจต่อผู้สูญเสีย และจะไม่ให้เหตุการณ์ขยายไปได้อีก

มันมีบทเรียนให้ถอดหลายบทเหลือเกิน แต่บทเรียนสำคัญหนึ่งที่ต้องฝากไว้คือ “ความยุติธรรม”
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : AP , Joker


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 94