อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563

'กร'นักสู้ตาข้างเดียว ชีวิตที่ต้องปิดบัง-แค่หวังจะได้งาน

จำเป็นต้องปกปิดทุกครั้งเพื่อให้ได้งานทำ จุนเจือดูแลพ่อแม่ผู้แก่ชรา นิยามของชายหนุ่มนักสู้ที่ชื่อ "กร" นักสู้ชีวิตด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


บิลล์ เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เคยให้ข้อคิดไว้ว่า "ความสำเร็จคือครูที่แย่มาก เพราะมันล่อลวงคนฉลาดให้คิดว่าพวกเขาจะไม่มีวันล้มเหลว" ฉะนั้นขอจงอย่าลำพองและคะนองตนว่าเหนือกว่าใคร เนื่องจากมันจะทำให้เราแพ้ภัยตัวเอง

เฉกเช่นชายหนุ่มสู้ชีวิตวัย 30 ปีที่ชื่อ “ธนากร เพ็งจันทร์” หรือชื่อที่พ่อแม่เรียกชื่อเล่นว่า “กร” อีกหนึ่งนักสู้ที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีชื่อเสียงทั้งจากโลกออนไลน์หรือโลกแห่งความจริง มีเพียงเลือดในตัวเขาเท่านั้นที่บอกว่าเขานั่นแหละคือ “นักสู้” ถึงแม้ร่างกายจะไม่ครบ 32 ประการตามตำรา แต่ใช่ว่ามันจะทำให้เขาย่อท้อต่ออุปสรรค



“ผมเป็นคน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีพี่น้องรวม 4 คน ผมเป็นลูกคนที่ 3 ของครอบครัว จำความได้ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นพ่อขี่วิน จยย. ส่วนแม่ขายกับข้าวในตลาด ฐานะเราค่อนข้างลำบาก หาเช้ากินค่ำ ยิ่งมีลูกมากก็ยิ่งฝืดเคือง แม้ว่าผมจะเรียนได้ปานกลางไม่ดีไม่แย่ แต่สุดท้ายก็ต้องลาออกตอนเรียนจบ ม.3 เหตุผลคือเพื่อให้น้องคนสุดท้องได้เรียนหนังสือแทน”

ชีวิตของ “กร” ยากลำบากกว่าคนอื่นๆตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมสมัยช่วง 10 ขวบ เมื่อจอประสาทตาก็เกิดเสื่อมขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล



“เหตุการณ์วันนั้นผมจำได้ไม่ลืมเพราะมันคือสิ่งที่ทำร้ายผมมาทั้งชีวิต วันนั้นผมไปขายของกับแม่ พอเสร็จงานแม่ก็พาเดินเที่ยวงานวัด ตอนขากลับบ้าน ดวงตาผมที่ตอนแรกเห็นชัดเจน จู่ๆมันก็มืดบอดกะทันหันทั้ง 2 ดวง ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคล้ายกับเรากดปิดสวิทช์ไฟ เห็นแต่ความดำมืดมิดไปหมด ผมร้องไห้ แม่ก็ตกใจรีบพาไปหาหมอ

หลังส่องกล้องและตรวจเช็ก คุณหมอก็แจ้งข่าวร้ายกับ “กร” ว่าจอประสาทตาซ้ายเสื่อมหนักมากจนเกินเยียวยาแล้ว คงเพราะยังเป็นเด็กอยู่เลยทำให้ไม่ทันรู้ตัวจนมันลุกลาม ส่วนตาขวายังพอผ่าตัดเปลี่ยนจอประสาททัน สุดท้ายเขาจึงเหลือตาขวาข้างเดียวที่ไว้มองดูโลกกว้าง

“นี่คือช่วงวิกฤติของชีวิตเลย ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นเด็กวัยแค่ 10 ขวบ แต่กลับใช้ดวงตาแค่ข้างเดียวมันจะทรมานแค่ไหน ผมร้องไห้บ่อยมาก รู้สึกท้อแท้ ร้องแล้วร้องอีก เราเป็นคนแปลกแตกต่างจากเพื่อนๆ สิ่งที่ตามมาคือคำล้อเลียนต่างๆนานาจากที่ไม่เคยโดนล้อมาก่อน อาทิ ไอ้แว่น ไอ้เข ไอ้เหล่ ไอ้บอด แล้วก็อีกมากมายตามแต่ว่าคนถากถางเขาจะหาคำไหนมาล้อเท่านั้นเอง”



วันเวลาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจมันสะสมมากเข้าๆจนกลายเป็นความเข้มแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ จาก ด.ช.กร เติบโตขึ้นเป็น นายกร เขาชนะใจเพื่อนๆประถมและมัธยมได้ด้วยความอดทนอดกลั้นและพยายามทำให้ได้เหมือนคนปกติคนหนึ่ง กระทั่งเพื่อนๆยอมรับและเลิกล้อเลียน

“หลังจากที่ผมจบชั้น ม.3 ก็ต้องออกจากโรงเรียนมา ทำให้ได้พบความจริงอีกประการคืองานส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยให้โอกาสผู้พิการ แต่ก็ไม่ว่าพวกเขาหรอกนะเพราะพวกเขาคงกลัวว่าอาจจะทำไม่ได้เช่นมนุษย์คนอื่น ผมสมัครหลายที่ก็ไม่มีใครรับ รู้สึกสับสน ตกกลางคืนท้อพอเช้าก็ลุกสู้ใหม่ พอกลางคืนของอีกคืนก็ท้ออีก แล้วพอเช้าอีกวันก็ลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง เป็นแบบนี้อยู่นานพอสมควร”

แต่แล้วก็คล้ายกับฟ้าเปิด เมื่อมีคนรู้จักติดต่อแนะนำให้ “กร” ไปเป็นเด็กล้างจานตอนกลางคืน ซึ่งที่นี่เขาให้โอกาสทำงาน กรรู้สึกดีใจมากที่มีงานทำ งานล้างจานมันไม่ยากอะไรแค่ต้องคอยมองทางซ้ายที่มืดบอดให้ดี กลัวจะเดินไปชนคนโน้นคนนี้เขา



“ทำได้พักใหญ่ก็คิดว่าต้องหางานเพิ่ม งานล้างจานตอนกลางคืนค่าแรงแค่ 100 บาท มันไม่พอ คิดว่าช่วงกลางวันเรายังว่างต้องหางานทำอีกเพื่อจุนเจือครอบครัว แล้วผมก็โชคดีเหลือเกินที่ได้งานไปเป็นกรรมกรในร้านวัสดุก่อสร้าง เพราะได้ค่าแรงงานวันละ 145 บาท แต่ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้บอกเถ้าแก่เรื่องดวงตา กลัวเขาจะไม่ยอมรับ กระทั่งวันหนึ่งหลังจากเถ้าแก่ยอมรับในความขยันขันแข็ง ผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องดวงตาให้เขาฟัง แต่เขาไม่ว่าอะไรเลย บอกแค่ว่าสงสาร คงลำบากมากที่เป็นแบบนี้”

“กร” อุตสาหะทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนมาตลอด 7 – 8 ปี ก่อนที่ความชำนาญผสมความรอบรู้จะทำให้เขาต่อยอดได้มาอยู่ที่ร้านวัสดุก่อสร้างชื่อดังของจังหวัด คอยแนะนำวัสดุก่อสร้างให้กับลูกค้า ตอนแรกคนรับสมัครเขาก็ไม่รู้เรื่องดวงตาจึงรับเข้ามา มีแค่เพื่อนๆร่วมงานที่รับรู้และให้กำลังใจว่า มึงเก่ง มึงสู้ มึงต้องทำให้เห็นว่ามึงก็ทำได้ คำเหล่านั้นคือยาชโลมใจทำให้เขาทำได้จริงๆจนหัวหน้าและทุกๆคนยอมรับ



“ตอนนั้นทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้ว แต่แล้วมันก็เกิดวิกฤติอุปสรรคขึ้นมาทีเดียว 2 เรื่องซ้อน เรื่องแรกคือแม่ผมล้มในบ้านจนหมดสติ หลับที่โรงพยาบาลนาน 4 วัน ผมร้องไห้ไม่หยุด ได้แต่ภาวนาขอปาฏิหาริย์ มันเหมือนคำขอเป็นจริง แม่ฟื้นขึ้นมาจริงๆแต่ไม่สามารถทำงานหนักๆได้อีกแล้ว ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับผมที่ต้องทำงานหนักขึ้น ส่วนพ่อก็แก่ชรามากขี่วินไม่ค่อยไหวแล้ว”

อุปสรรคอีกเรื่องคือ “กร” ได้เลิกราหย่าร้างกับภรรยาคู่ชีวิตที่จดทะเบียนอยู่กินกันมา 5 ปี ชีวิตมันก็ช็อตอีกครั้ง บางอย่างหายไปจากชีวิตเรา ความสลดหดหู่แทรกซึมเข้ามา แต่ต้องบอกว่าไม่นานมากเพราะเขาผ่านอะไรมามากมาย ที่สำคัญยังมี “พ่อแม่วัยชรา” ที่ต้องดูแลอีก เมื่อปาดน้ำตาเสร็จก็ถึงเวลาใช้ดวงตาข้างเดียวกับแขนขาก็ยังมีลุกขึ้นสู้ต่อไป

“ผมเลิกกับภรรยาด้วยเหตุผลอื่นๆไม่เกี่ยวกับเรื่องตาบอด ไม่รู้สิผมเศร้านะแต่ไม่ถึงกับหมดอาลัยตายอยาก พ่อแม่ผมยังสำคัญที่สุด แล้ววันหนึ่ง "คุณทศ" เจ้าของเดลิเวอรี่ปากช่อง เขาก็ติดต่อมาแล้วชวนไปทำงาน บอกว่ามีคนแนะนำมาเพราะชอบในความขยัน ใจสู้ ทำให้ผมดีใจมากที่เขาให้โอกาส ตั้งแต่นั้นมาผมก็ทำงานที่ร้านวัสดุช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนมาขี่เดลิเวอรี่”

คงไม่ต้องถามนะว่าใช้ “ตาข้างเดียว” แล้วขี่ จยย.ไม่ลำบากหรือ ใช่แล้วมันลำบากแน่นอน ซึ่ง “กร” ก็เคยประสบอุบัติเหตุตอนเอาอาหารไปส่งลูกค้า แล้วโดน จยย.อีกคัน ที่พุ่งออกมาจากทางด้านซ้ายในจุดลับสายตาของเขา ทำให้ จยย.พุ่งชนกันเต็มๆ ตอนนั้นกรามหักต้องพักขี่ 1 เดือน



“ยิ่งประสบเหตุก็ยิ่งทำให้ผมยิ่งต้องระวังมากขึ้น ระวังมากกว่าคนมีตา 2 ข้าง มากทวีคูณ ถ้าไม่เห็นชัดๆหรือไม่แน่ใจผมจะไม่บิดคันเร่งแน่นอน ทุกอย่างต้องชัวร์ต้องมั่นใจว่าปลอดภัย ผลลัพธ์ที่ได้คือ อาหารถึงมือลูกค้า ตัวผมปลอดภัย พ่อแม่ไม่เป็นกังวล มีเงินค่าแรงไปดูแลครอบครัว”

“กร” ทิ้งท้ายว่า คนพิการก็มีจิตใจ เป็นมนุษย์เหมือนทุกๆคน ขอเพียงโอกาสที่สังคมหยิบยื่นมาให้ พวกเราก็พร้อมจะคว้าโอกาสนั้นไว้ คนพิการก็เหมือนกัน อย่าโทษดินโทษฟ้า ชะตาชีวิตเราถูกสร้างมาแบบนี้ ทำไมไม่ลองลุกขึ้นสู้แล้วลองท้าทายชะตากรรมของเราดูสักครั้งล่ะ.
....................................
คอลัมน์ "นิยายชีวิต"
โดย "คุณสลีป"

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%