อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563

จากความกลัวสู่ความโกรธแค้น เมื่อโควิด-19จะฆ่ารัฐบาล

“วิกฤตศรัทธา”มาเต็มในเวลาแค่วันสองวัน ฝ่ายที่เคยสนับสนุนรัฐบาล (ที่ขั้วตรงข้ามเรียกว่าสลิ่ม) เองหลายคนก็ถึงกับออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563 เวลา 12.00 น.


คงจะเรียกได้ว่า การเขียนบทความครั้งนี้ค่อนข้างยากมาก เพราะประเด็นมันเยอะไปหมดจนไม่รู้จะเริ่มจากอะไรก่อนดี เกี่ยวกับเรื่องภาวะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยังพอจะชื่นชมรัฐบาลอยู่ ที่แก้ปัญหาเร็ว นักท่องเที่ยวติดโรคจับเข้าโรงพยาบาลรักษาหาย มีแท๊กซี่ติดจากนักท่องเที่ยวจามใส่ก็รักษาหาย เหมือนจะสร้างความเชื่อมั่นที่ดีได้ บอกประชาชนได้ว่าอย่าตื่นตระหนกเพราะ “เราเอาอยู่”

จริงๆ การสื่อสารเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 มันต้องมีการพูดถึงระหว่างบรรทัดให้มากขึ้นว่า มันสามารถรักษาหายได้ และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุที่ภูมิคุ้มกันน้อย ในจีนก็เริ่มคุมได้แล้ว และต้องสร้างความมั่นใจให้แข็งแรงว่ารัฐบาลรับมือปัญหาได้ ประชาชนก็ระวังรักษาตัวโดยการล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการรับละอองจากการไอจาม แต่กลายเป็นว่า เกิดเหตุการณ์ที่เป็นตัวแปรที่ทำให้ประชาชนกลัวโรคนี้หนักขึ้น



เพราะอยู่ๆ ก็เกิดการระบาดแบบ super spread ขึ้นมาในเกาหลี จากมนุษย์ป้าคนหนึ่งซึ่งไปจีนมา แล้วก็เดินทางทั่วประเทศไปหมด จนอัตราการติดเชื้อในเกาหลีพุ่งพรวดๆ แถมยังเกิดการติดเชื้ออย่างพุ่งพรวดในอิตาลีกับอิหร่าน ซึ่งตรงนั้นพอเข้าใจว่า สาเหตุหนึ่งมันเกิดจากวัฒนธรรมของเขาในการทักทายที่สัมผัสตัว แนบแก้มกัน หรือการประกอบพิธีทางศาสนาในอิหร่านที่มีการไปเลียวิหารศักดิ์สิทธิ์ ทำให้การติดเชื้อถึงตายเพิ่มขึ้น

พอเกิด super spread ก็สร้างความหวาดกลัวขึ้นมาในหมู่ประชาชน แล้วก็เกิดกรณี “ผีน้อย” หรือแรงงานเถื่อนในเกาหลีที่กลับมาประเทศไทย บางคนมาโชว์โง่ออกอินเทอร์เนตว่า มาจากพื้นที่เสี่ยงแต่ฉันไม่เป็นอะไรนี่หว่า ก็ไม่รับผิดชอบตัวเองโดยการกักตัวดูอาการ แต่ร่อนไปทั่ว ทั้งๆ ที่โรคมันมีเวลาฟักเชื้อ อาจไม่แสดงอาการแต่แรก พอผ่านไปสักพักถึงจะรู้ ผีน้อยเหล่านี้กลับมาไทยก็สร้างความกลัวว่า ในไทยจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับเกาหลีหรือไม่



รัฐบาลก็สื่อสารมาเป๋ๆ อีก ตั้งแต่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า “ไม่มีกฎหมายควบคุมให้กักตัวผีน้อย” พอเสียงสังคมไม่เห็นด้วยเซ็งแซ่ขึ้นมาก็ถึงจะกักตัวกัน แต่กักตัวผีน้อยแล้ว รัฐบาลไทยก็ยังอารีกับมิตรประเทศ นักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเข้ามา ( ถึงจะน้อยลงไปเยอะ ) ก็ยังให้เข้ามาได้ ความเชื่อมั่นในการจัดการปัญหาของรัฐบาลเริ่มมีข้อกังขาขึ้นมาตั้งแต่นั้น

และผีซ้ำด้ามพลอยขนานใหญ่ที่สุด คือ อุปกรณ์ในการป้องกันตัวขาดตลาด !!! หน้ากากอนามัยที่คนต้องการมากหายไปจากการหาซื้อได้ตามปกติ เจลแอลกอฮอล์ล้างมือก็หาย กลายเป็นของไปโผล่ตาม “ตลาดมืด”ในอินเทอร์เนตยังกะช่วงสงครามที่หาเวชภัณฑ์ต้องซื้อราคาแพงจากนายหน้าที่กักตุน พอออกกฎหมายควบคุมราคา ก็เจอความ “หัวหมา” ( ไม่อยากเรียกว่าหัวหมอ ) ขายตามราคาคุม

ที่น่ากลัวคือบุคลากรทางการแพทย์ก็ออกมาแสดงท่าทีชัดแล้วว่า “ขนาดในโรงพยาบาลหน้ากากอนามัยยังขาดแคลน” ซึ่งบุคลากรพวกนี้คือด่านหน้าในการรับมือปัญหา เขามีความจำเป็นต้องป้องกันตัวหนักกว่าคนทั่วไป และหน้ากากขาดแคลนมันไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องไวรัสโควิด-19 อย่างเดียว เพราะแพทย์ต้องใช้หน้ากากอนามัยในงานอื่นๆ เช่นการผ่าตัดด้วย ไม่รู้บริหารจัดการกันอย่างไร แพทย์ที่ออกมาพูดเป็นคนแรกๆ ก็เหมือนจะถูก “ปิดปาก”



จากความกลัวกลายเป็นความโกรธแค้น เมื่อเพจดัง “แหม่ม โพธิ์ดำ”ออกมาแฉว่า มีกระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อนำไปส่งขายราคาแพงต่างประเทศ (หลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า ไทยส่งออกหน้ากากได้ ซึ่งเป็นที่มึนงงของคนไทยว่าในประเทศมันยังไม่พอแล้วจะผลิตขายต่างประเทศอีก ) ถึง 200 ล้านชิ้น!! พร้อมเปิดหลักฐานที่น่าจะเกี่ยวพันไปถึงทีมงานของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

คราวนี้เรียกว่า “วิกฤตศรัทธา” มาเต็มในเวลาแค่วันสองวัน ฝ่ายที่เคยสนับสนุนรัฐบาล (ที่ขั้วตรงข้ามเรียกว่าสลิ่ม) เองหลายคนก็ถึงกับออกมาแสดงท่าทีไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเที่ยวนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันแล้ว มันคือเรื่องชีวิต เรื่องความเป็นความตายของคน ทุกคนพร้อมใจกันประสานเสียงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนว่า “รัฐบาลไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้อยู่แล้ว ยังมีทุจริตหน้ากากอนามัยอีกหรือ ?”

เมื่อประชาชนต่างก็ไม่ไว้ใจรัฐบาลแล้ว ระวังจะเข้าสู่ภาวะ failed state คือ “รัฐล้มเหลว” ที่วันหนึ่งถ้าคนสุดทนขึ้นมาจริงๆ ก็อาจลุกฮือไล่รัฐบาลได้โดยไม่ต้องสนใจแล้วว่าใครสีไหน ได้สร้างความปรองดองกันไล่รัฐบาลแน่  ก่อนหน้านี้การแก้ปัญหาของรัฐบาลก็อยากเรียกว่าไม่ค่อยฉลาด หรือเอาเบาๆ คือไม่ค่อยอำนวยความสะดวก แจกได้แต่ให้ไปรับกันเอง แทนที่จะจัดพื้นที่กระจายที่เหมาะสมหลายจุด แล้วใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เนตนี่แหละในการแจ้งข่าวสาร



มีปัญญาทำแอพพลิเคชั่น “เป๋าตังค์” ใช้ได้ ก็ดูตัวอย่างในไต้หวัน ที่รัฐมนตรีคนรุ่นใหม่เขาก็ทำแอพฯ ขึ้นมา ในการชี้จุดเสี่ยงว่า ผู้ที่เข้าข่ายเสี่ยงติดโรคผ่านจุดไหนบ้างที่ต้องระวัง และกระจายข่าวว่า หน้ากากออกจากโรงงาน ส่งไปยังร้านขายยาหรือจุดแจกไหนให้ประชาชนไปรับได้ รัฐมนตรีดิจิทัลฯ ไม่รู้ทำอะไรอยู่ หรือเรื่องคุมหน้ากากก็ดูตัวอย่างฝรั่งเศสที่เขาบังคับให้หน้ากากอนามัยต้องเพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ก่อน ถอดบทเรียนต่างประเทศมาใช้กันบ้าง



ไม่รู้ว่ากรมการค้าภายใน กับกระทรวงสาธารณสุขจะจัดการคลี่คลายวิกฤตนี้โดยเร็วได้อย่างไร ต้องกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้ได้  มันส่งผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเต็มๆ อย่างในพรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มเซ็งแซ่แล้วว่า “เรายังจะพายเรือให้โจรนั่งอีกเหรอ” ( แต่หัวหน้าพรรคก็เป็น รมว.พาณิชย์นี่ แก้ปัญหาอย่างไรล่ะ ) ตำบลกระสุนตกเต็มๆ ก็คือ ร.อ.ธรรมนัสอีกนั่นแหละ ที่ขนาดนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.พรรคเดียวกันยังออกมาบอกให้พิจารณาตัวเอง

พอความโกรธแค้นเกิดขึ้น กลายเป็นการปล่อยข่าวออกมาอีกว่า ถ้ามีการลุกฮืออาจเกิดการปฏิวัติซ้ำอีกครั้ง ซึ่งในภาวะ “โลกล้อมประเทศ”แบบนี้ ทหารจะขยับตัวทำอะไรต้องระวังต่างชาติรุมบอยคอต  เผลอๆ ต้านทานแรงประชาชนไม่ได้จะกลายเป็นกบฏขึ้นมาซะอีก มันไม่ใช่ภาวะที่รัฐบาลบอกให้ประชาชนช่วยตัวเองไปก่อนได้ เพราะเรื่องวัสดุป้องกันตัวพวกนี้มันควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลจัดหาให้ตรงตามความต้องการและความจำเป็น

คิดๆ ไปแล้วมันก็น่าเศร้า ที่รัฐมนตรีนี่เขาให้เก้าอี้กันตามโควตา ว่า หัวหน้ากลุ่มไหนมีเสียงมากกว่ากัน ใครเป็นนายทุน ทำให้บางทีไม่ได้คนเก่งคนมีสมองมาบริหารในสถานการณ์วิตกขณะนี้ ทางแก้ปัญหาตอนนี้มันต้องพูดกันเฉพาะหน้าก่อนเรื่องการเมืองประเภทให้นายกฯ ลาออกหรือยุบสภา เพราะเดี๋ยวก็เล่นเกมการเมืองกันยาวอีก รัฐบาลทำอย่างไรให้เกิดความมั่นใจว่า 1.ควบคุมโรคได้ 2.หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือเพียงพอและหาได้ง่าย

จริงๆ อยากเขียนอะไรแรงๆ กว่านี้ แต่นาทีนี้เมื่อเรื่องหน้ากากอนามัยแดงขึ้นมา ก็ขอดูการจัดการปัญหาก่อน. 
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”  

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    29%
  • ไม่เห็นด้วย
    71%