อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563

สถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ทั่วโลกยกระดับรับมือ

สถานการณ์​การแพร่ระบาดโควิด-19 ขยายวงกว้างออกไปทั่วโลกกว่า 100 ประเทศแล้ว ศูนย์กลาง​การแพร่ระบาดได้เปลี่ยน​จากจีนไปเป็นอิตาลีในทวีปยุโรป​แทน นับเป็นสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


สถานการณ์​การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งมีแหล่งกำเนิดการแพร่ระบาดที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณ​รัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 62 เป็นต้นมา ได้ขยายวงกว้างออกไปทั่วโลกกว่า 100 ประเทศแล้ว ศูนย์กลาง​การแพร่ระบาดได้เปลี่ยน​จากจีนไปเป็นอิตาลีในทวีปยุโรป​แทน ประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีประชากรติดเชื้อมาก ได้แก่ อิตาลี เกาหลีใต้ อิหร่าน ฯลฯ นับเป็นสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว



นายเทโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization –​ WHO) กล่าวว่า เราไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ได้หากไม่สามารถปกป้องเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์
ซึ่งกำลังประสบกับปัญหาราคาหน้ากากอนามัยพุ่งสูงขึ้นถึง 6 เท่าตัว ราคาเครื่องช่วยหายใจปรับตัวขึ้นถึง 3 เท่าตัวนับเป็นข้อยุ่งยากมาก องค์การอนามัยโลกได้ส่งอุปกรณ์ป้องกันตัวจากโควิด- 19 ไปยังกว่า 27 ประเทศจำนวนกว่า 500,000 ชุดแล้ว อีกทั้งยังเตือนว่าจำนวนอุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรคกำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัยแว่นตาและอุปกรณ์ป้องกันตัวจากเชื้อโรคที่บรรดาเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์จะต้องใช้ในการรับมือกับไวรัสนี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ มีการควบคุมการจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยไม่ให้มีการส่งออกไปยังต่างประเทศ ในขณะที่ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกแห่กันซื้อหาและกักตุนและมีการขโมยหน้ากากอนามัยอีกด้วยเพราะหวั่นเกรงการระบาดของโควิด-19



คำแนะนำและข้อควรปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกเพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนจากการติดเชื้อโควิด-19 คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วย ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจากการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ในฟาร์มหรือสัตว์ป่าโดยไม่มีการป้องกัน กรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ให้รักษาระยะห่างเมื่อไอ เมื่อไอหรือจามให้ปิดปากและจมูกด้วยทิชชูหรือผ้าแบบใช้แล้วทิ้ง และล้างมือ ส่วนกรณีสถานพยาบาล ให้ยกระดับมาตรฐานของข้อปฏิบัติในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกฉุกเฉิน
 
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 63 องค์การอนามัยโลก ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการรับมือการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เป็นอันดับแรก และต่อมาเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 63 องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีการแพร่ระบาดอย่างน้อย 113 ประเทศและดินแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันกว่า 4,000 คน และล้มป่วยอีกกว่า 110,000 คน ร้อยละ 93 ของผู้ติดเชื้ออยู่ใน 4 ประเทศ คือจีน อิตาลี เกาหลีใต้ และอิหร่าน ส่วน 79 ประเทศและดินแดนมีผู้ป่วยสะสมน้อยกว่า 100 คน



สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทวีปยุโรป​ซึ่งขณะนี้มีอิตาลีเป็นศูนย์กลาง​การแพร่ระบาด  รัฐบาลอิตาลีประกาศเพิ่มขอบเขตของมาตรการปิดเมืองทั่วประเทศ จากเดิมที่บังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงแค่พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศเท่านั้น  มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.- 3 เม.ย. 63 ซึ่งขณะนี้ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นสูงถึง 10,149 คน และมีผู้เสียชีวิต 631 คน ทำให้อิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน ส่วนประเทศอื่นในยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และหลายประเทศ มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่อังกฤษปรากฎว่ามีรายงานข่าวว่ารัฐมนตรีผู้หนึ่งติดเชื้อโควิด-19 และที่อิหร่านมีรายงานข่าวว่ารองประธานาธิบดีและ ส.ส.อีก 2 คนติดเชื้อโควิด-19

ที่สหรัฐอเมริกาผู้นำประเทศ ลงนามร่างกฎหมายงบประมาณฉุกเฉินวงเงิน 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ข้อมูลล่าสุดมีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 1,000 คน และเสียชีวิต 28 คน และมีการประกาศภาวะฉุกเฉินใน 8 รัฐ อาทิ นิวยอร์ค นิวเจอร์ซี แคลิฟอร์เนีย อิลลินอยส์ วอชิงตัน ฯลฯ และเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ มีการใช้กองกำลังรักษาความสงบ ( National Guard ) เข้าควบคุมสถานการณ์ในรัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน
 
ความก้าวหน้าจากงานศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์จีน เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 63 ค้นพบเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์เป็น 2 สายพันธุ์ซึ่งมีการตีพิมพในวารสาร National Science Review  โดยมีการ “กลายพันธุ์” และมีการพัฒนาตัวเองของเชื้อไวรัส  ซึ่งทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัส 103 ตัวอย่าง พบมีการกลายพันธุ์มากกว่า 149 จุด  เรียกไวรัสโคโรนาตัวที่กลายพันธุ์ว่าเป็น L Type  สามารถติดต่อ และแพร่กระจายได้มากกว่าเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตัวเดิม ซึ่งเรียกว่า S Type พบว่า ไวรัสโคโรนา S Type กลายพันธุ์เป็น L Type ตั้งแต่ก่อนวันที่ 7 ม.ค. 63 ที่เมืองอู่ฮั่น ซึ่งพบว่าเชื้อไวรัสโคโรนาที่พบขณะนี้ เป็น L Type มากถึงร้อยละ 70  ส่วนไวรัสโคโรนาแบบ S Type มีเพียงร้อยละ 30 อย่างไรก็ตาม พบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา จะเป็นเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งในแต่ละคน ซึ่งมีข้อสรุปว่า ไวรัสโคโรนาจะมีการกลายพันธุ์ต่อไปอีกหลังมีการระบาดไปยังทวีปอื่นๆ


 
คณะกรรมการสาธารณสุขจีน รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาในจีนมีอัตราการลดลงอย่างต่อเนื่อง
จำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อโควิด—19 รายใหม่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 63 ทางการได้สั่งปิดโรงพยาบาลชั่วคราว 12 แห่ง จากจำนวนทั้งหมด 14 แห่งในเมืองอู่ฮั่น
 
วันที่ 10 มี.ค. 63 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงไปเยือนอู่ฮั่นครั้งแรกหลังจากโรคโควิด-19 ระบาดหนัก ถือเป็นการส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่าจีนสามารถคุมไวรัสอยู่ การไปเยือนครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด้านทหาร ตำรวจ คนงาน อาสาสมัครในการรับมือกับการระบาดของไวรัสโคโรนา และมีการสั่งปิดโรงพยาบาลชั่วคราวที่เหลืออยู่อีก 2 แห่ง

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 63 องค์การอนามัยโลกออกแถลงการณ์ประกาศยกระดับจากภาวะวิกฤตสาธารณสุขนานาชาติเป็นภาวะการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก ( Pandemic ) เนื่องจากเพียงชั่วระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดนอกประเทศจีนสูงถึง 13 เท่าตัว และการแพร่ระบาดในประเทศกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 3 เท่าตัว ในขณะนี้การแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ มีกว่า 120,000 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 4,300 คนในทุกทวีป ยกเว้นทวีปแอนตาร์คติค



การแถลงรายงานประจำวันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 63 ในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 59 ราย รักษาหาย 34 ราย อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล 24 รายและเสียชีวิต 1 ราย แม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์​ระยะที่ 2 ซึ่งมีการแพร่ระบาดในวงจำกัด ยังไม่ถึงขั้นระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการแพร่ระบาดในวงกว้างรัฐบาลมีการยกระดับการควบคุมคนต่างชาติ​เข้าประเทศ โดยยกเลิกวีซ่าหน้าด่าน (Visa on Arrival –​ VOA)​ สำหรับ 18 ประเทศ และยกเลิกวีซ่าที่ไม่ต้องขออนุญาตเข้าประเทศ (Free Visa)​ สำหรับประเทศกลุ่มเสี่ยง 3 ประเทศ และมีมาตรการในการกักตัวติดตามและตรวจสอบผู้ที่เข้าข่าย มีความเสี่ยงติดเชื้อ รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ไปในสถานที่แออัดต่างๆและสวมหน้ากาก

เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 หากมีความจำเป็นออกนอกบ้านต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่หากสถานที่ที่ไปไม่สะดวกกับการล้างมือให้ใช้เจลแอลกอฮอล์ถูมือให้ทั่วจนแห้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : REUTERS , AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 137