อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563

สติสู้โควิด-19 สร้างการตื่นรู้ สู้กับการตื่นตระหนก

ในสถานการณ์โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสังคมไทยและทั่วทุกมุมของโลก นอกเหนือจาก "ยานอก" ที่จะทำหน้าที่รักษากายของเราแล้ว "สติ" จึงเป็น "ยาใน" ที่คอยคุ้มครองป้องกันกายใจให้เผชิญหน้ากับโรคร้ายได้อย่างตื่นรู้ พุธที่ 18 มีนาคม 2563 เวลา 11.00 น.


โลกเพิ่งรู้จักไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 เมื่อประมาณธันวาคมปีที่แล้ว แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดของไวรัสนี้ได้กลายเป็น “การระบาดใหญ่” หลังจากเชื้อลุกลามไปอย่างรวดเร็วในกว่า 142 ประเทศ และดินแดนเกือบทุกมุมโลก ผู้ติดเชื้อบางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางคนก็ถึงกับเสียชีวิต ข้อมูลล่าสุดคนเสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 6,000 ราย หลายประเทศจำต้องปิดประเทศ เพราะคนตายรายวันนับเป็นร้อยราย จึงมิใช่เรื่องเล่นๆ การมีสติ ตื่นรู้ อยู่ด้วยความไม่ประมาท ผนวกกับการป้องกันคือ ทางรอดของประเทศไทย
           
สังคมไทยโดยภาพรวมต้องละทิ้ง “ความเห็นต่าง” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจหรือแม้กระทั้งสังคม “วางไว้บนหิ้ง” ก่อน มาร่วมกันแก้ไขปัญหาโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่



ผมคนหนึ่งที่ไม่ชอบรัฐบาล “ประยุทธ์ จันทรโอชา” เพราะประยุทธ์ ทำให้วงการพระศาสนา ทำให้สังคมสงฆ์ป่วนไปทั่ว ไล่พระออกจากป่า ปิดวิทยุธรรมะสายวัดป่า สิ่งที่ท่านทำก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างใหญ่หลวงต่อ ความเชื่อมั่นที่สังคมไทยพึงมีต่อพระสงฆ์ สังคมสงฆ์เป็นสถาบันหนึ่งที่ประชาชนคนไทยยกย่องให้ความเคารพและนับถือไม่แพ้สถาบันหลักของชาติ ในยุครัฐบาลประยุทธ์ พระสงฆ์ถูกเหยียดหยาม ถูกย่ำยี ป่นปี้ เพราะนโยบายที่เกิดจากรัฐบาลชุดนี้

แต่เมื่อเรามาเจอกับโรคโควิด ในฐานะผู้นำประเทศ ผมจะวางความไม่พอใจ” ประยุทธ์ไว้บนหิ้ง  แล้วปล่อยให้ท่านทำหน้าที่ไป เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ ประชาชนอยู่รอดปลอดภัย

และท่ามกลางวิกฤติโรคนี้ พวกเราคนไทยในฐานะเพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม การให้ “กำลังใจซึ่งกันและกัน” การใช้ชีวิต “อย่างมีสติ” เป็นสิ่งสำคัญ



เพื่อให้เห็นภาพชัด ท่ามกลางผู้คนที่กำลังตื่นตระหนก บางคนขาดสติเพราะความกลัว ผมมีคำแนะนำจากพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พวกเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้สามารถเผชิญหน้ากับโรคร้ายได้อย่างตื่นรู้ โดยไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไป

ในสถานการณ์ที่โรคระบาดโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสังคมไทยและทั่วทุกมุมของโลก นอกเหนือจาก "ยานอก" ที่จะทำหน้าที่รักษากายของเราแล้ว "สติ" จึงเป็น "ยาใน" ที่จะหน้าที่คอยคุ้มครองป้องกันกายใจของเราให้สามารถเผชิญหน้ากับโรคร้ายได้อย่างตื่นรู้ โดยไม่ตื่นตระหนกมากจนเกินไป



พุทธองค์ทรงย้ำว่า "สติเป็นเครื่องตื่นในโลก"  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรากำลังเผชิญหน้ากับโรคระบาดโควิด 19 ตัวสติจะช่วยเตื่อนเราให้ตื่นรู้ และพร้อมจะเผชิญหน้ากับโรคร้ายอย่างรู้เท่าทัน ไม่ตื่นตระหนกตกใจไปกับข่าวสารต่างๆ จนเกิดอาการหมกมุ่นและเคร่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

การตื่นรู้ คือ สภาวะของการไม่ประมาทต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน หากแต่พยายามสร้างการตระหนักรู้ว่าที่ใดควรไป หรือไม่ควรเข้าไปหมกมุ่นหรือคลุกคลี  อีกทั้งจะทำหน้าที่เฝ้าระวังตัวเองมิให้เป็นพาหะนำโรคร้ายไปสู่ครอบครัว และคนอื่นๆ ในสังคมรอบข้าง รวมไปถึงการหมั่นตรวจตราและสังเกตความผิดปกติที่เกิดกับตัวเอง



แบบอย่างสำคัญของการใช้สติสู้โรคร้ายโควิด-19 คือ "ลิเดีย ศรัณย์รัชต์"  ดารานักแสดงสาวที่ติดเชื้อโควิกพร้อมกับสามี แล้วออกมาเตือนผู้คนทั่วไปว่า

"สิ่งที่สำคัญคือต้องตั้งสติให้ดีที่สุด ในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ ต้องรับมือและสู้ต่อไป สิ่งที่ยากที่สุดคือการร่ำลาครอบครัวและลูกๆ ต้องให้ลูกๆ ทั้งสองคนอยู่โดยที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ไปอีกไม่รู้นานแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ยังมีคุณยายคุณตาที่ยังอยู่กับเขา หวังว่าเดมี่จะไม่ลืมแม่ หวังว่าดีแลนจะไม่โกรธที่พ่อแม่อยู่ๆ ก็หายไป เดี๋ยวหม่ามี๊กับแดดดี๊จะกลับมานะลูก ห้ามร้องไห้เพราะน้ำตาอาจมีไวรัส"

นี่คือแบบอย่างสำคัญของการใช้สติเข้ามาช่วยประคับประคองอารมณ์ ความรู้สึก และจิตของตัวเอง เมื่อเผชิญหน้ากับโรคร้ายที่กำลังคุกคามมนุษยชาติอยู่ทั่วโลกในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่น่าห่วงใยไม่แพ้กันในขณะนี้ กลับเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ติดโรคร้าย แต่กลับติดอารมณ์ของโรคร้าย เพราะในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนขาดการตระหนักรู้ หวาดระแวงจนหลงลืมที่จะระมัดระวังโรคร้ายด้วยการคุ้มครองป้องกันตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ

การดูแลตัวเอง จึงเป็นการดูแลผู้อื่นในสังคม ทุกอย่างจึงเริ่มต้นจากตัวเรา โดยการเฝ้าระวัง ไม่นำพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่เสี่ยง หรือหากเกิดความผิดปกติก็รีบหาทางป้องกันและรักษาให้ทันต่อสถานการณ์



สรุปแล้ว ไม่ว่าจะติดโรคร้าย หรือไม่ก็ตาม สติ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเราให้สามารถรู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึก พิจารณาและเฝ้าดูความเป็นไปของโรคที่เกิดกับกายว่ามีอะไรหรือสิ่งใดผิดปกติ ในขณะเดียวกัน ก็รักษาใจไม่ให้ตระหนก ตื่นกลัว หลังจากนั้น จึงค่อยๆ ใช้ปัญญาคิดหาทางป้องกัน และรักษาอย่างมีสติต่อไป..

หวังว่าท่ามกลางที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสิ่งวายร้ายโรคโควิดนี้ พวกเราในฐานะพลเมืองของชาติ พวกเราในฐานะมนุษย์ร่วมโลก ต้องร่วมมือร่วมใจต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ อย่างมีสติ โดยวาง อคติต่าง ๆไว้ก่อน จบเรื่องโควิดเมื่อไร..ค่อยคิดบัญชี
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 283