อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563

รู้สถานการณ์โควิด-19 รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดไม่หยุด มาดูอาการของคนที่เป็นโควิด-19 และหมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดอย่าเผลอใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือหน้ากาก พฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


องค์การอนามัยโลก(World Health Organization -​WHO) ออกแถลงการณ์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลก(Global Health Emergency)​เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 63 เนื่องจากมีการแพร่ระบาดโควิด-19 (Corona Virus Disease 2019 ,​COVID-19) ซึ่งเป็น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีศูนย์กลาง​การแพร่ระบาดอยู่ที่เมืองอู่ฮั่นสาธารณรัฐประชาชนจีน​มีผู้ ติดเชื้อ 9,692 ราย เสียชีวิตราว 213 ราย ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มี.ค.63 องค์การ​อนามัย​โลก​ออกแถลงการณ์ยกระดับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นภาวะแพร่ระบาดใหญ่ไปทั่วโลก (Pandemic) ​เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 122,331 ราย และเสียชีวิต เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น​ 4,389 รายใน 121 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมี​การแพร่ระบาดในทวีปต่างๆ ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาเหนือ- ใต้ ทวีปแอฟริกา
ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกเพียงทวีปเดียว

สถานการณ์การแพร่รระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 18 มี.ค.63 มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลก 162 ประเทศมีผู้ติดเชื้อไปเกือบ 200,00 ราย เสียชีวิตกว่า 7,000 ราย สำหรับประเทศ​ไทยมีผู้ติดเชื้อ ​212 รายเสียชีวิต 1 ราย รักษาหาย 42 ราย อยู่ระหว่างการรักษา169 ราย​ เป็นประเทศที่มีผู้​ติด​เชื้อเป็นอันดับที่​​ 39 ของโลก การที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องใน​สัปดาห์ที่ผ่านมา​พบว่าเป็นการติดเชื้อในลักษณะที่เป็นกลุ่มก้อน​ อาทิ กรณีติดเชื้อจากเพื่อนชาวฮ่องกงที่มีการสังสรรค์ร่วมดื่มกินกันอย่างใกล้ชิดโดยขาดความระมัดระวังในการติดเชื้อ กรณีติดเชื้อจาการดูมวยที่สนามมวยลุมพินี
กรณีติดเชื้อของคณะนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยนการศึกษาที่เดินทางกลับจากอิตาลี กรณีติดเชื้อของผู้ไปร่วมประกอบศาสนกิจที่มาเลเซีย ฯลฯ



รายงานข้อมูลของประเทศที่มีการติดเชื้อโควิด-19 มากที่สุด 10 อันดับแรกของโลก ณ​ วันที่ 18 มี.ค. 63 มีดังนี้

1. จีน ติดเชื้อ 80,894 ราย เสียชีวิต 3,237 ราย รักษาหาย 69,614 ราย
2. อิตาลี ติดเชื้อ 31,506 ราย เสียชีวิต 2,503 ราย รักษาหาย 2,941 ราย
3. อิหร่าน ติดเชื้อ 16,169 ราย​ เสียชีวิต 988 ราย​ รักษาหาย 5,389 ราย
4. สเปน ติดเชื้อ 11,826 ราย เสียชีวิต 533 ราย​ รักษาหาย 1,028 ราย
5. เยอรมนี ติดเชื้อ 9,367 ราย เสียชีวิต 26 ราย​ รักษาหาย 67 ราย
6. เกาหลีใต้ ติดเชื้อ 8,413 ราย เสียชีวิต 84 ราย รักษาหาย 1,540 ราย
7. ฝรั่งเศส ติดเชื้อ 7,730 ราย​ เสียชีวิต 175 ราย​ รักษาหาย 602 ราย
8. สหรัฐ ติดเชื้อ 6,509 ราย เสียชีวิต 115 ราย​ รักษาหาย 106 ราย
9. สวิตเซอร์แลนด์ ติดเชื้อ 2,742 ราย เสียชีวิต 27​ ราย รักษาหาย 15​ ราย
10. สหราชอาณาจักร ติดเชื้อ 1,950 ราย เสียชีวิต 71 ราย​ รักษาหาย 65 ราย



การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลกเป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวงของมวลมนุษยชาติซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ อย่างน่าวิตกมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดและการดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปรกติสุขจึงทำให้หวนระลึกถึงหลักคิดและข้อเตือนใจของสุนทรภู่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์​ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกในวาระครบรอบ 200 ปี เมื่อปี พ.ศ.2529 ซึ่งมีคำประพันธ์กลอนสุภาพที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์ยิ่งในหนังสือเรื่องพระอภัย​มณี ตอน ​พระฤาษีสอนสุดสาคร ในบทหนึ่งว่า

​“…รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” จึงใคร่ขอนำมาเป็นข้อเตือนสติคนไทยพันธุ์ใหม่ยุคดิจิทัลให้เห็นความสำคัญขององค์ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต จึงจะเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริงที่มีวิจารณญาน​อย่างมีเหตุผลเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน บ้านเมืองไปรอดผู้คนก็ไปรอด​แต่ถ้าบ้านเมืองไปไม่รอดผู้คนก็ไปไม่รอดเช่นกัน

ในห้วงเวลานี้ที่โควิด-19 กำลังแพร่ระบาด​ อย่าได้หลงเชื่อกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีเจตนาบิดเบือนและอย่าได้เ
ผยแพร่ต่อ​ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จทางคอมพิวเตอร์ต่อสาธารณะ​ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ​หากเป็นการกระทำผิดต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง​ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับประการสำคัญเป็นการซ้ำเติมสภาพการณ์ให้เลวร้ายลงและเป็นการบ่อนทำลายชาติอีกด้วย

เพื่อความปลอดภัยและเป็นการลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19​ให้หลีกเลี่ยงการปะทะสังสรรค์ทางสังคม(social interaction)​ ซึ่งเป็นการรักษาระยะห่างทางสังคม ​(social​ distancing)​ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีคนเป็นจำนวนมาก​ อาทิ​ งานสังสรรค์ต่างๆ​ งานประเพณี​ และงานสังคมทั่วไป​ ฉะนั้นจึงควรอยู่ที่บ้าน ไม่ออกนอกบ้านหากไม่มีความจำเป็น​ ถ้ามีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้ง​ หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลลูบมือให้ทั่ว อย่าเผลอใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือหน้ากาก ควรอยู่ห่างจากผู้อื่น 1-2 เมตร ควรทราบว่าผู้ที่มีเจตนาไอหรือจามรดผู้อื่นจะมีความผิดทางกฎหมายในคดีอาญา



เมื่อพบว่าตนเองไม่สบาย เป็นไข้สูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส​​เจ็บคอ ไอแห้ง น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ ฯลฯ​
ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา​ หากมีไข้สูงเกิน​ 48 ชั่วโมง​ ​ให้แจ้งกรมควบคุมโรคที่ โทร.1422
เพื่อจะได้ให้รถมารับไปที่โรงพยาบาล​โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายกรณีที่มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงฉุกเฉิน​ให้แจ้งไปที่ศูนย์บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน โทร.1669 ซึ่งจะมีรถพยาบาลมารับถึงบ้าน​ หากไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน​ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนซึ่งเป็นกรณีเร่งด่วน​สามารถใช้สิทธิกรณีฉุกเฉินภายใน​ 72​ ​ชั่วโมง​ ซึ่งเป็นไปตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สำหรับผู้ที่มีความกังวลว่าตนเองจะได้รับเชื้อโควิด-19 หรือไม่ โดยที่ตนเองไม่มีอาการเจ็บป่วยและไม่ได้เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าบริการหาเชื้อจากโรงพยาบาล โรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่ให้บริการตรวจหาเชื้อโควิด-19ในกรุงเทพฯ มี 18 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์ ราชวิถี รามาธิบดี วิชัยยุทธ บางปะกอก 9 อินเตอร์แนชั่นแนล พญาไท 2 พญาไท 3 แพทย์รังสิต ศิริราชปิยมหาราชการุณย์สถาบันบำราศนราดูร กรุงเทพคริสเตียน พระราม 9 เปาโลเมโมเรียล เปาโลเมโมเรียล-โชคชัย 4 เปาโลเมโมเรียล-สมุทรปราการ เปาโลเมโมเรียล-รังสิต เปาโลเมโมเรียล-เกษตร และ เปาโลเมโมเรียล-พระประแดง​ โรงพยาบาลของรัฐคิดค่าบริการ​ 1,500-2,000 บาท​
โรงพยาบาลของเอกชนคิดค่าบริการ 3,000-10,000 บาท

มาตรการของรัฐในการยกระดับรับมือโควิด-19​ เน้นการใช้มาตรการควบคุมและคัดกรองป้องกันการแพร่ระบาดที่เข้มข้น
โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง พร้อมขอความร่วมมือปิดสถานที่ผลิตสถานที่ให้บริการที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ เช่น ผับ บาร์สถานบันเทิง มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่​ 18​ มี.ค.​- 31 มี.ค.63 และให้เลื่อนวันหยุดสงกรานต์ 13-15 เม.ย.63 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยจะชดเชยให้ภายหลัง

ความรับผิดชอบต่อสังคม​(social responsibility)​ ของคนในชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการฝ่าฟันวิกฤตการณ์​ทางสาธารณสุข​ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี​ เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องมีจิตสำนึกถึงความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและความเจริญผาสุกของประชาชน

รายงานล่าสุด​ของเช้าวันที่​ 19​ มี.ค.​63​ การแพร่ระบาดโควิด-19​ มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก​ 205,000 ราย​ เสียชีวิต​ 8,784 ราย

……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : World Health Organization -WHO , Pixabay
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    98%
  • ไม่เห็นด้วย
    2%

บอกต่อ : 278