อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563

วันที่น้ำตาเอ่อลูกคือยาวิเศษ ต่อชะตาหัวใจ'แม่เลี้ยงเดี่ยว'

แค่เห็นแก้วตาดวงใจอะไรที่มันท้อแท้ก็มลายหายไป..เสียงจากใจ "คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสายซิ่ง" ทำทุกวันนี้เพื่อคนที่อยู่เบื้องหลัง แม้อดีตจะขมขื่นเท่าใดก็ตาม อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ฮารุกิ มูราคามิ นักเขียนชาวญี่ปุ่น เคยทิ้งปรัชญาไว้ว่า “ไม่ว่าเราจะผ่านความทุกข์มาแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็จะไม่ยอมให้ความทรงจำเหล่านั้นหลุดลอยไป”

ดั่งคำเขาว่าไม่มีใครหยั่งรู้อนาคต มันมีแต่อดีตกับปัจจุบันเท่านั้น เช่นเดียวกับเรื่องราวของ น้องแนท น.ส.วราพร นะนิ่มนวล อายุ 28 ปี หญิงสาวผู้สู้ชีวิตและพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างลูกชายวัยกำลังซุกซน ตามประสา “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว



แนท ย้อนความหลังว่า หนูเป็นชาวจอมทอง กทม. พ่อกับแม่แยกทางกัน โดยพ่อไปบวชเป็นพระ ส่วนแม่ก็รับจ้างเลี้ยงเด็ก หนูก็เลยเลี้ยงเด็กเป็นตั้งแต่เล็กๆ ด้วยฐานะแบบนี้มันก็ถูกแล้วที่ต้องเรียนโรงเรียนวัด เราก็ต้องเอาขนมไปขายเพื่อนๆ เอามาเป็นค่าขนมไปเรียน เรียกว่าถ้าได้สัก 5-10 บาท ก็ดีใจมาก ๆ แล้ว

หลังจากปากกัดตีนถีบสู้ชีวิตช่วยเหลือครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้เจ้าตัวมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะตลอดการศึกษาจะต้องย้ายโรงเรียนถึง 4 โรงเรียน กระทั่งได้เข้าเรียนชั้น ปวส. แนทก็แยกตัวมาอยู่ที่ห้องเช่า พร้อมกับทำงานหาเงินเอง

“ตอนนั้นหนูทำงานโรงงานพลาสติกแถวนวนครและเรียนไปด้วย ทำงานได้ 2-3 ปี ก็ย้ายมาทำงานเป็นพนักงานธุรการเอกสารบริษัท สุดท้ายก็มาถึงช่วงสำคัญนั่นคือ หนูตั้งท้อง หนูตั้งท้องกับแฟน ไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้แต่งงาน แถมยังท้องก่อนจะรับปริญญาด้วย คือท้องตอนเรียนปีสุดท้ายพอดี”



ช่วงวิกฤตของชีวิตผู้หญิงหลายคนอาจจะนั่งร้องไห้จะเป็นจะตาย โทษคนโน้นคนนี้ หรือแม้แต่คิดเลยเถิดไปถึงการเอาเด็กออก แต่สำหรับ “แนท” เธอไม่เคยโทษใคร เต็มที่คือโทษตัวเอง จากนั้นก็ตั้งสติได้เธอก็รวบรวมพลังกายใจลุกขึ้นสู้กับโชคชะตา ส่วนความคิดเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองออกนั้นไม่เคยอยู่ในหัวสมอง

แนท หลับตาแล้วเล่าอดีตเพิ่มเติมว่า พอครอบครัวรับรู้ก็เสียใจแต่ก็เข้าใจเช่นกัน คือพวกเขาเป็นห่วงที่หนูต้องขี่ จยย.ไปเรียนด้วย ไปทำงานด้วย แต่หนูก็ทำสำเร็จแม้จะลำบากมากก็ตาม คิดว่าคนตั้งท้องน่าจะเข้าใจ หนูดูแลลูกอย่างดีจนเขาคลอด ตั้งชื่อเขาว่า “น้องอ๊อฟ” จากนั้นก็เฝ้าถนุถนอมมาตลอด ช่วงนั้นแฟนโดนเรียกไปเป็นทหารเกณฑ์ หนูต้องอยู่ดูแลลูกคนเดียวเพราะสุดท้ายแล้วแฟนก็ทิ้งเราไปจริง ๆ





แม้จะเสียใจที่แฟนหนุ่มแยกทางไป แต่เธอก็ไม่เคยบอกลูกว่าพ่อแม่แยกทางกัน กลัวเป็นปมในจิตใจ รวมทั้งไม่เคยปลูกฝังให้ลูกเกลียดพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ก่อนที่เธอจะกัดฟันสู้เลี้ยงลูกจากทารกจนวัยเข้าสู่ 3 ขวบ ด้วยหยาดเหงื่อของตัวเองทุกหยด

“ตอนที่เขายังไม่ถึงวัยเข้าเรียน หนูก็เอาเขาซ้อนท้ายขี่ไปทำงานด้วย ขอกับทางบริษัทเขาแล้ว เขาก็โอเค ขอยืนยันเลยว่ามันเหนื่อยมาก เรื่องงานแค่เล็กน้อยแต่เลี้ยงลูกเหนื่อยกว่ามาก ที่สำคัญลูกยิ่งโตเงินทองยิ่งต้องใช้มากขึ้น งานที่ทำเงินมันไม่พอแล้ว เลยตัดสินใจมาวิ่งวิน จยย.แถวทองหล่อ อีกทางหนึ่ง ที่บอกว่าเหนื่อยคือตอนขี่รับส่งลูกค้าต้องยกมือไหว้ขอให้ลูกนั่งซ้อนร่วมไปด้วย บางคนก็ยินยอง บางคนก็บ่น แต่ก็ยกมือไหว้ขอร้องเขาว่าค่าใช้จ่ายมันเยอะ จำเป็นจริง ๆ เราอยู่กันแค่สองคนแม่ลูก ไม่มีใครที่จะเอาไปฝากเลี้ยงได้เลย อีกทั้งลูกยังติดมากด้วย



เธอน้ำตาคลอเผยความรู้สึกตอนนั้นว่า มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด คนที่เคยเหนื่อยมาก ๆ ที่สุดจะรู้ว่าน้ำตามันไหลมาเองได้ มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก มันหนักจริง ๆ แต่เชื่อหรือไม่พอหันกลับไปมองหน้าลูกที่ไร้เดียงสา มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างปลุกใจขึ้นมา มีแค่ลูกเท่านั้นที่คล้ายน้ำทิพย์ชโลมใจ เหมือนยาวิเศษ และทุก ๆ ครั้งเมื่อเหนื่อยและท้อก็จะมองหน้าลูกคนเดียว กดดันแค่ไหนก็จะสู้ หนักเท่าใดก็พร้อมแล

“จุดหักเหสำคัญของชีวิตคือมีพี่ที่รู้จักแนะนำให้มาสมัครขี่แกร็บไบค์ หนูก็ลองดูเลยไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว เขาก็ทำการตรวจคัดกรองก่อนจะเปิดโอกาสให้หนูทำ เขาให้ความรู้เรื่องการขับขี่ด้วย ตอนนี้น้องอ๊อฟอายุ 4 ขวบ เข้าเรียนอนุบาล 1 พอขี่ไปส่งลูกเสร็จ หนูก็ขี่ไปทำงานที่บริษัท ตอนเย็นหลังเลิกเรียนก็มาขับขี่แกร็บต่อ แวะไปรับลูกมาฝากคนที่เคารพดูแลสักพักแล้วก็ไปรับกลับ”



คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผจญชะตาลิขิต ทิ้งท้ายว่า ขี่แกร็บมาแล้ว 3 ปี ชีวิตดีขึ้นมาก มันเป็นระบบมากขึ้น เงินที่ได้มาก็พออยู่พอกินมากขึ้น และที่ภูมิใจคือเรามีเวลาเล่นกับลูก มีเวลามีเงินจะพาลูกเที่ยวต่างจังหวัด ให้เขาได้กินของที่เขาอยากกิน แค่นี้คนเป็นแม่ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว

อยากฝากถึงผู้หญิงที่ต้องประสบชะตากรรมแบบตัวเองว่า อดีตที่ผ่านมาคือการเรียนรู้เพื่อให้เรานำมาแก้ไข แต่อย่าไปยึดติดกับมัน ทุกคนมีทุกข์เท่ากัน ทุกข์มากทุกข์น้อยก็คือทุกข์ ฉะนั้นขอให้มองไปที่คนรอบข้างที่รักเราแล้วจะรู้ว่าเรายังมีคุณค่าและมีความสุขได้เหมือนกัน
.........................................
คอลัมน์    :     นิยายชีวิต
โดย        :      คุณสลีป


อ่านนิยายชีวิตทั้งหมด..ที่นี่

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 286