อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563

เปิดตัวสติกเกอร์ "HealthTAG"

เปิดตัวสติกเกอร์ “HealthTAG” บัตรสุขภาพล็อกระบาดโควิด-19 ศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.30 น.


นพ.เดโชวัต พรมดา ผู้ร่วมก่อตั้งและพัฒนา HealthTAG กล่าวว่า HealthTAG เป็น NFC สติกเกอร์เก็บข้อมูลขนาดเล็ก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของทีมแพทย์ชั้นนำของประเทศ โดยสามารถที่จะประยุกต์การใช้งาน HealthTAG ได้หลายรูปแบบ เช่น ติดกับบัตรประจำตัว หรือหนังสือเดินทาง หรือริสแบนด์ เนื่องจากการเก็บข้อมูลนั้นจะบันทึกข้อมูลแบบ DID (Decentralized Identification) หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เคยเก็บข้อมูลอยู่ที่ “คนกลาง” ซึ่งอาจจะเป็นองค์กรไม่กี่แห่ง เช่น สถานพยาบาลต่าง ๆ โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือสถานีอนามัย หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ย้ายมาอยู่บนเน็ตเวิร์กที่มีความปลอดภัยที่สูง และไม่ต้องมีคนกลาง แม้จะทำสติกเกอร์เก็บข้อมูลนี้สูญหายก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถอ่านข้อมูลลับหรืออ้างตัวเป็นเราได้เทคโนโลยีที่เรียกว่า NFC (Near Field Communication) นั้นเป็นเทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สายระยะใกล้ เป็นการส่งข้อมูลด้วยคลื่นความถี่ในระยะไม่เกิน 10 ซม. ได้แบบแตะแล้วอ่านทันที จึงมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เสมือนการพกบัตรประชาชนที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ยังต้องมีความปลอดภัยเหนือคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพราะเพียงแค่มีคนถ่ายรูปคิวอาร์โค้ดของเราไปก็สามารถขโมยข้อมูลบางอย่างได้แล้วHealthTAG ถูกสร้างมาเพื่อเก็บข้อมูลทางการแพทย์ส่วนบุคคล โดยเน้นไปที่ข้อมูลที่จำเพาะต่อบุคคลนั้น ๆ เช่น ประวัติการแพ้ยา ผลเลือด ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ประวัติการผ่าตัด โรคประจำตัวเรื้อรัง และยาที่ต้องทานเป็นประจำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและความผิดพลาดลง นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาความต่อเนื่องในการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วย เช่น กรณีการส่งต่อหรือสมัครใจย้ายสถานพยาบาล ซึ่งจะมุ่งเน้นการใช้งานที่ตัวผู้ป่วยเป็นหลัก เสมือนเป็นบัตรประจำตัวทางด้านสุขภาพและสิทธิ์การรักษาของบุคคลนั้น ๆ และด้วยวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส-19 ทางทีมแพทย์ผู้พัฒนาจึงเล็งเห็นประโยชน์ของการใช้งานในวงกว้าง ซึ่งจะส่งผลดีในเชิงระบาดวิทยาและเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนวัตกรรมที่เรียกว่า HealthTAG จึงโฟกัสที่ 4 อย่าง ได้แก่ 1.การยืนยันตัวตนบนดิจิทัล 2.เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ทุกฐานะ นำไปใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้ไม่มีโทรศัพท์อย่างเช่น เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ 3.ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของทุกฝ่าย และ 4.ต้องมีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวขั้นสูง

ฉะนั้นการนำเทคโนโลยี Blockchain โดยที่ไม่ต้องอาศัยคนกลางมาใช้ เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลที่ดี สามารถยืนยันตัวตนและเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างระบบเทคโนโลยีสาธารณะสุขอื่น ๆ ได้ง่าย สุดท้ายแล้วจะเกิดการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโรค พัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมมาใช้ต่อสู้ เพื่อจำกัดความเสียหาย หรืออยู่ร่วมกับไวรัสได้”

 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 98