อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

ต้องสร้างวัฒนธรรมการถกเถียงใหม่ในยุค"วิถีใหม่"

การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) ต้องมีการปรับตัวกันแทบทุกคน คนเรามีทักษะในอาชีพเดียวไม่พอ ถ้าเกิด “อุบัติเหตุ” หรือเหตุการณ์แบบโควิด-19 ระบาดขึ้นมาอีก พฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.00 น.


การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) มันก็ต้องมีการปรับตัวกันแทบทุกคน เพราะคนเรามีทักษะในอาชีพเดียวไม่พอ ถ้าเกิด “อุบัติเหตุ” หรือเหตุการณ์แบบโควิด-19 ระบาดขึ้นมาอีก ก็ต้องมีการปรับตัวให้ได้โดยการมีทักษะอาชีพเสริม อย่างกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อยๆ

เราเผชิญกับไวรัสโคโรน่า ก่อนจะมาเปลี่ยนชื่อเป็นโควิด-19 มาตั้งแต่ช่วงตรุษจีน ซึ่งมาวันนี้ก็ถือว่ารัฐบาลจัดการปัญหาได้ดี ด้วยนโยบาย “สุขภาพนำเศรษฐกิจ” ยอมเจ็บตัวเรื่องเศรษฐกิจไปก่อนที่จะเกิดผลกระทบมหาศาลคนตายเป็นเบือแบบประเทศในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แม้จะถูกฝ่ายค้านค่อนแคะบ้างว่า การเยียวยาทำได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้ดีที่สุดด้วยการขยายสิทธิ์เยียวยาและพยายามจัดการให้เร็วในเดือน พ.ค.

เราจะอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหนไม่มีใครรู้ ภาวะการระบาดใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาถ้าเรา “ลดการ์ด” อย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ก็เพิ่งเกิดการระบาดใหม่อีกรอบในสถานบริการที่เที่ยวกลางคืน พอดีว่ารู้ตัวคนไข้หมายเลข 0 หรือ patient zero เขาเลยตามเก็บร่องรอยการ เคลื่อนไหวเดินทางของคนๆ นี้มาแล้วจับตรวจให้หมด การระบาดมีโอกาสเกิดซ้ำได้ตลอด ถ้าวันนี้เรายังไม่มีวัคซีน ซึ่งหลายประเทศกำลังคิดค้นก็ภาวนาให้ได้มาเร็วที่สุด



แต่พอการระบาดใหม่มีตัวอย่างว่า “ติดจากที่เที่ยวกลางคืน” ทำให้กลุ่มอาชีพที่น่าเห็นใจกลายเป็นกลุ่มสถานบันเทิงกลางคืน เช่น ผับ บาร์ ที่อาจได้ไฟเขียวให้เปิดได้ช้าที่สุด ด้วยสภาพของสถานที่ที่มักจะเป็นที่ปิด คนเข้าไปแออัดกันแน่น พูดคุยสังสรรค์ระหว่างโต๊ะกับคนแปลกหน้า ซึ่งอาจมีชาวต่างชาติที่เป็นพาหะก็ได้ และดื่มเหล้าทำให้บางครั้งก็บกพร่องไปในเรื่องของการป้องกันตัว ถ้าเอาสุขภาพนำเศรษฐกิจ คนทำงานตรงนี้ก็เจ็บตัวยาวกว่าเพื่อน

คนทำงานสถานบริการมีจำนวนมากในประเทศไทย ไม่ใช่แค่กลุ่มที่เขาเรียกกันด้วยศัพท์ว่า“เด็ก”เท่านั้น แต่รวมไปถึงพวกพนักงานเสิร์ฟ ดีเจ คนทำอาหาร แม่บ้าน เด็กรับรถ สถานประกอบการเปิดไม่ได้พวกเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน เคยได้ยินว่าบางสถานประกอบการ เช่น อาบอบนวด บางแห่ง เด็กรับรถก็ไม่ได้เงินเดือนประจำ แต่มาทำงานโดยอาศัยว่าได้ทิปลูกค้าเอา บางทีก็ไปล้างรถให้ลูกค้าเพื่อเพิ่มรายได้บ้าง ถ้าปิดยาวก็น่าเห็นใจ



ในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) มันก็ต้องมีการปรับตัวกันแทบทุกคน มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นแล้วว่า คนเรามีทักษะในอาชีพเดียวไม่พอ ถ้าเกิด “อุบัติเหตุ” หรือเหตุการณ์แบบโควิด-19 ระบาดขึ้นมาอีก ก็ต้องมีการปรับตัวให้ได้โดยการมีทักษะอาชีพเสริม อย่างกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ๆ เราก็เห็นการปรับตัวของพวกเขาหลายคนที่พอทำงานที่บ้านก็มีเวลาหารายได้เพิ่มขึ้น โดยการหัดทำขนมส่งขายบ้าง เป็นนายหน้ารับของมาขายบ้าง แล้วแต่ต้นทุนของตัวเอง

โอกาสจากโควิดที่รัฐบาลควรส่งเสริมหนักๆ คือการลดช่องว่างทางความรู้ โดยการสอนให้ประชาชนกลุ่มที่ไม่ใช่คนสังคมเมือง กลุ่มสูงอายุ ได้มีอุปกรณ์และสามารถเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้น เพื่อการแสวงหาโอกาสได้ และการติดตามข่าวสารว่า มีการช่วยเหลือที่ไหน ไปจนถึงการหาคอนเนคชั่นคนที่พอจะช่วยเหลือให้งานได้ แต่ลืมไม่ได้เลยคือเรื่องการสอน การรู้เท่าทันสื่อ ว่า อะไรคือข่าวจริง ข่าวลวง อะไรเข้ามาหลอกเพื่อหวังผลประโยชน์

ในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ปลายเดือนก็จะมีการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าวาระหลักๆ ที่จำเป็นคือการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งระหว่างนี้ฝ่ายค้านก็ไม่ต้องเรียกร้องขอให้เปิดสมัยวิสามัญหรอก เพียงแค่ทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปเสนอกับรัฐบาล และตั้งคำถามกับรัฐบาลเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หาเงินมาจ่ายที่กู้อย่างไร เพราะเศรษฐกิจคงซบเซาไปทั่วโลก ถ้ามองโลกสวยก็อย่างน้อยสองปี



พอมีการเปิดสภาฯ พูดถึงเรื่องเงินเยียวยา ก็แน่นอนว่า ในภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและคนรู้สึกว่า การเข้ามาสู่อำนาจของรัฐบาลไม่ค่อยเป็นธรรม (โดยเฉพาะเรื่องให้เสียง ส.ว.ที่ คสช.เลือกมาเลือกนายกฯ ด้วย) ก็จะทำให้เกิดประเด็นการโจมตีทางการเมืองค่อนข้างมาก ซึ่งก็หวังว่า จะเล่นการเมืองกันแบบพอดีๆ เห็นแก่ผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เอาข่าวไม่ครบหรือข่าวปลอมมาเตะถ่วงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งควรจะเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ต้องสนใจ

แต่ละกลุ่มการเมืองก็มีแฟนคลับของตัวเอง ไม่ใช่แค่เมืองไทย ต่างประเทศก็มีพวกพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคหัวก้าวหน้า หรืออเมริกาก็มีพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับบลิกัน แต่บรรยากาศของการถกเถียง อยากให้เปลี่ยนจากการถกเถียงแบบใช้อารมณ์ในการเอาชนะว่า “ขั้วของกูดีกว่า” มาเป็นการถกเถียงโดยการใช้เหตุผล ไม่สร้างข่าวปลอม หรือพูดไม่ครบเพื่อดิสเครดิตฝั่งตรงข้ามและสร้างความน่าเชื่อถือหลอกๆ ให้ขั้วการเมืองที่ตัวเองชอบ

พูดก็พูดเถอะว่า วัฒนธรรมการถกเถียงทางการเมือง เรื่องอุดมการณ์ในประเทศไทย (หรือในหลายประเทศทั่วโลก) ก็มุ่งเอาชนะกันเกินไป โดยลืมสิ่งที่สำคัญของการถกเถียงคือ “เหตุผลและหลักฐาน” ใช้ข่าวจริงที่ออกมารอบด้าน ต้องรับรู้ให้หมดไม่ใช่เลือกจะรู้แต่ข่าวดีๆ ของฝั่งที่ตัวเองเชียร์ เอาแต่หัวข่าวร้ายๆ มาด่าฝั่งตรงข้าม ในอินเทอร์เน็ตการถกเถียงทางการเมืองหลายครั้ง เมื่อมีความพยายามอธิบายขั้วความคิดตรงข้าม ก็โดนต่อว่า “เป็นพวกตรรกะชำรุด”



หรือไม่ก็เบี่ยงไปพูดเรื่องอื่น เช่น หากคุยกันถึงเรื่องปัญหาเงินเยียวยาของรัฐบาล ก็ไม่คุยกันเรื่องนี้ ไปหยิบเรื่องซื้ออาวุธ (ซึ่งเขาก็ยกเลิกไปหลายรายการเพื่อนำเงินมาเข้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายเข้างบกลาง) มาโจมตี พออธิบายกลับไป ถ้ายังใช้ความเกลียดชังในการตัดสิน ก็จะใช้วิธีด่าลอยๆ กลับ ตัวเองแรงไปก่อน พอเขาแรงกลับก็ทำเป็นด่าลอยๆ ยกโคลงโลกนิติ “ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร มรรยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ” หรือพูดลอยๆ “สำเนียงส่อภาษา..”มาโต้กลับ

พอด่าลอยๆ กลับกันไปมา ฝั่งไหนสู้ไม่ได้ก็พาพวกมารุม ถ้ายังแพ้อีก ก็สรุปด้วยวาทกรรมสร้างความเกลียดชังประเภทควายแดง ควายส้ม สลิ่ม แล้วแต่จะคิดศัพท์ขึ้นมา แล้วก็ตัดการสนทนา ทั้งๆ ที่ไม่ว่าภาวะไหนมันก็ต้องพูดกันด้วยเหตุผลและหลักฐานไม่ใช่เอาอารมณ์ ไม่อย่างนั้นการสร้างความเกลียดชังทางการเมืองก็ไม่มีวันหมดจากเมืองไทยง่ายๆ หรอก แล้วเราจะตีกันในภาวะที่เราต้องช่วยกันเพื่อประคองตัวเอง ประคองเศรษฐกิจให้ไปได้

นึกถึงกรณีอาหรับสปริง ที่ปลุกกระแสขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี่ มูบารัค ของอียิปต์ โดยใช้อินเทอร์เนต ซึ่งสุดท้าย วาเอล โฆนิม หนึ่งในผู้ปลุกกระแสก็มองเห็นความผิดพลาด เพราะคนเลือกจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แล้วสร้างข่าวปลอม หรือพูดไม่หมดเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม พอใครเห็นต่างก็ยกระดับการเถียงไปถึงขั้นรุนแรง บ้าคลั่ง โดยลืมไปว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยคือการเคารพและรับฟังทุกเสียงอย่างเท่าเทียมกัน

หรือทำพฤติกรรมประเภทที่สมัยนี้เขาเรียก “พาทัวร์ไปลง” คือแคปสิ่งที่คนเห็นต่างโพสต์ไปประจาน เถียงกันไปเถียงกันมาถึงขั้นลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย และความรวดเร็วของการสื่อสารก็มีปัญหาตรงที่หลายๆ คนใจร้อนที่จะแสดงความเห็นจนไม่สนใจรับฟังข้อเท็จจริงภาพรวม มุ่งหวังแต่จะเอาชนะ ก็ต้องกลับไปตั้งคำถามอีกว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่เคารพเสียงส่วนน้อยนี่  มันกลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้คุณภาพหรือไม่

เปิดสภาแล้วก็หวังจะเห็นการเล่นการเมืองสร้างสรรค์ทั้งฝ่ายการเมืองและกองเชียร์.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 118