อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563

ข่าวคนไทยในออสเตรเลีย วันที่ 24 พฤษภาคม 2563

นาย Mark McGowan มุขมนตรีรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งล่าสุดได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำของรัฐที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศ ตอบโต้ นาง Gladys Berejiklian มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ เรื่องการบิดกั้นพรมแดนระหว่างรัฐ อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2563 เวลา 06.30 น.


@@@@ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ นาง Gladys Berejiklian ประกาศข้อจำกัดการเดินทางใน NSW จะถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ชาวออสเตรเลียในรัฐนิวเซาท์เวลส์สามารถเดินทางระหว่างเมืองภายในรัฐได้ และสนับสนุนให้ผู้มาเยือนรัฐ NSW ให้เริ่มมองหา และจองที่พักในวันหยุดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ นาง Berejiklian ยืนยันว่าการเดินทางระหว่างรัฐจะเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส เธอยังกล่าวย้ำถึงรัฐอื่น ๆ ว่าจะพลาดโอกาสนี้ หากพวกเขายังปิดพรมแดน รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ควีนส์แลนด์ เซาท์ออสเตรเลีย ดินแดนนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี และแทสเมเนีย ต่างก็ยังปิดพรมแดน และยังไม่ได้ประกาศกำหนดเวลาที่แน่นอนว่าจะเปิดให้ประชาชนต่างรัฐไปมาหาสู่กันได้อีกครั้งเมื่อใด เธอยังให้ความมั่นใจว่า ในความเป็นจริง premier เหล่านั้นต้องการเรียกคะแนนนิยมของตัวเองมากขึ้นในรัฐของพวกเขาในการปิดพรมแดนอย่างไม่มีกำหนดในครั้งนี้ .................. นั่นเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากนาย Mark McGowan มุขมนตรีรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งล่าสุดได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำของรัฐที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศ นายแมคโกแวนอ้างว่ารัฐบาลของเขาถูก "รังแก" โดยนายกรัฐมนตรีที่มีประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย และกล่าวว่า ผมควรจะรับฟังคำแนะนำเรื่องของเราเกี่ยวกับเขตแดนของเราเองจากพวกเขาหรือ ผมไม่ฟัง เรามีวิธีจัดการของเราเอง .................... มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ นาง Annastacia Palaszczuk กล่าวว่าเขตแดนของรัฐควีนส์แลนด์ จะยังคงปิดไปจนถึงเดือนกันยายน ในขณะที่ นาย Mark Bailey รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของรัฐควีนส์แลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะไม่ฟังเลคเชอร์โดยรัฐที่มีผลการปฏิบัติงานเลวร้ายที่สุดในออสเตรเลีย รัฐที่มีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้ออยู่ในรัฐของตัวเองมากถึง 33 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อในรัฐควีนส์แลนด์ อีกทั้งยังมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 7,000 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสทั้งหมดของออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามรายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ภายใน 24 ชั่วโมงจนถึงเวลา 20.00 น. ของเมื่อคืนที่ผ่านมา มีผู้ป่วยใหม่แค่ 2 รายในรัฐ NSW จากการทดสอบมากกว่า 9,700 ครั้ง
  
@@@@ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ร่วมกับหน่วยงานทีมประเทศไทยในออสเตรเลีย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและออสเตรเลียได้จัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ TG 476 โดยสายการบินไทย นำคนไทยในออสเตรเลียจำนวน 293 คน เดินทางกลับประเทศไทย โดยออกจากนครซิดนีย์เมื่อเวลา 11.00 น. และมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 17.00 น. ในวันเดียวกัน การจัดเที่ยวบินพิเศษ TG 476 นี้เป็นไปตามแนวทางจัดการเคลื่อนย้ายคนไทยในต่างประเทศกลับประเทศไทยของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงมาตรการสาธารณสุขเพื่อป้องกัน/ควบคุมโรค และมาตรการจำกัดการเดินทางของรัฐบาลไทยและออสเตรเลีย โดยผู้โดยสารที่เดินทางกลับประเทศไทยกับเที่ยวบินพิเศษนี้เป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน ผู้ที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ และผู้ที่ถือวีซ่าออสเตรเลียประเภทท่องเที่ยว (visitor) หรือวีซ่าชั่วคราวประเภทอื่นๆ ที่หมดอายุแล้วหรือใกล้หมดอายุและไม่สามารถต่ออายุได้อีก การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพของคนไทย ในต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้ความสำคัญกับการนำกลุ่มเยาวชนและคนไทยที่ตกค้างในต่างแดนและประสบปัญหาต่างๆ ให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย สำหรับคนไทยในออสเตรเลียที่ยังประสงค์จะกลับประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและออสเตรเลียเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 0402 735 642 หรือ 0429 597 191 หรือ Line ID: CBRCONSULAR และสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (02) 9241 2542-3 สายด่วน 0411 424 303 LINE ID: thaiconsulatesydney
 
 
เที่ยวบินพาณิชย์พิเศษ TG 476 โดยสายการบินไทย นำคนไทยในออสเตรเลียจำนวน 293 คน เดินทางกลับประเทศไทย โดยออกจากนครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.00 น. และมีกำหนดถึงกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 17.00 น. ในวันเดียวกัน
 
@@@@ วันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมการของสมาคมภาษาและวัฒนธรรมไทยฯ ร่วมกับทีมงานอาสาสมัครได้นำถุงยังชีพไปมอบให้กับนักเรียน นักศึกษาไทยที่อาศัยอยู่ในนครเพิร์ธ จุดศูนย์กลางของการมอบรับของในการนี้ได้จัดใช้สถานที่ของร้านอาหารไทยชื่อดังย่านนอร์ธบริดจ์ ร้านชื่อดังร้านนี้ก็คือไทยลิเชียส ครูอู๊ด เสาวรักษ์ ศรีสุขโข รายงานว่า “ทางร้านเริ่มแจกอาหารในเวลาเที่ยงตรง นักเรียนเริ่มทยอยกันมาเข้าแถวรอรับ เวลาประมาณเที่ยงสิบห้านาทีเท่านั้นแหละคะ ทั้งอาหารและถุงยังชีพก็สลายไปกับสายตา ร้านไทยลิเชียสและกลุ่มคนไทยที่พักอาศัยอยู่ในเพิร์ธร่วมกันนำอาหารมาบริจาค วันเสาร์หน้าสมาคมฯมีโครงการที่จะจัดแจกข้าวผัดไก่ให้กับน้องๆนักศึกษาอยู่นะคะ ในโอกาสนี้สมาคมภาษาและวัฒนธรรมไทยฯขอขอบพระคุณร้านไทยลิเชียสที่อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ให้กับชุมชนไทยได้ใช้รับมอบอาหารและถุงยังชีพ พูดได้เต็มปากเลยนะคะว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน เป็นภาพที่เห็นแล้วประทับใจจริงๆ และท้ายสุดก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคถุงยังชีพในครั้งนี้ด้วยค่ะ รายชื่อผู้ร่วมบริจาคถุงยังชีพมีดังนี้ สมาคมภาษาและวัฒนธรรมไทยแห่งรัฐออสเตรเลียตะวันตก คุณบาบาร่า คุณสมใจ วงส์เกษม คุณณฐธนพร ประดิษย์ผล คุณวรรณกมล เบลเชอ คุณสวยฝน วิทท์ คุณศิริพร เมสัน คุณปิยธิดา เฮง คุณวนิดา แจ๊ดสัน คุณภัทรนิตย์ พรรณนวล คุณสายรุ้ง หวอง คุณมิเชล ริชาร์ด คุณนิศารัตน์ วารสิน คุณบาร์บาร่า คุณวิริญจ์ลดา สิมมาจารย์ และผู้ไม่ประสงค์ทออกนามอีกหลายท่านที่บอกไม่ให้ครูอู๊ดลงข่าว  พบกันทุกเมื่อที่ชาติต้องการคะ”
 
 
คณะกรรมการของสมาคมภาษาและวัฒนธรรมไทยฯ ร่วมกับทีมงานอาสาสมัครได้นำถุงยังชีพไปมอบให้กับนักเรียน นักศึกษาไทยที่อาศัยอยู่ในนครเพิร์ธ ที่ ร้านไทยลิเชียส ร้านอาหารไทยชื่อดังย่านนอร์ธบริดจ์ เมี่อวันเสาร์ที่ ๑๖ พฤษภาคมศกนี้
 
@@@@ โครงการควีนส์แลนด์-ปันน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน เกิดขึ้นจากการร่วมมือให้การช่วยเหลือของชุมชนคนไทยในบริสเบนและโกลด์โคสต์ เพราะตระหนักถึงผลกระทบที่นักเรียนไทยได้รับจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ทางโครงการรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เครื่องปรุงต่างๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนไทยในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งโครงการนี้ได้ให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยอย่างต่อเนื่อง มาได้ประมาณ 6 อาทิตย์แล้ว และในขณะนี้ มีนักเรียนไทยที่ลงทะเบียนกับทางโครงการควีนส์แลนด์-ปันน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกันแล้วเป็นจำนวน 200 กว่าคน ............... วัดสังฆรัตนาราม โกลด์โคสท์ ร่วมกับ ร้านอาหารเชียงใหม่ไทย ปันน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน
โดย พระครูสมุห์ ประเสริฐ อดิสโย (พระอาจารย์ตี๋) และคณะพระสงฆ์ วัดสังฆรัตนาราม โกลด์โคสท์ ได้มอบอาหารแห้งถุงยังชีพจำนวน 69 ถุง ช่วยเหลือเด็กนักเรียนไทยช่วงโรคเชื้อไวรัสโควิด19ระบาด และทางร้านอาหารเชียงใหม่ไทยแบ่งปันน้ำใจ โดย ครอบครัว ธีระวนิช อนุรัตน์ นพพร คริสติน่า นารีรัตน์ ธีระวนิช พร้อมกับ สุรทิน และสุพัตรา อินต๊ะ ช่วยเหลือเด็กนักเรียนไทย มอบ 65 คูปองอาหารฟรี มูลค่า $30 สามารถนำมาแลกอาหารฟรีได้ทุกเวลา ที่สาขา Broadbeach ทางโครงการควีนส์แลนด์-ปันน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ขอขอบพระคุณ U&I Global Gold Coast และ Brisbane ที่ให้การสนับสนุนสถานที่เป็นจุดศูนย์กลางกระจายอาหารแห้งให้แก่นักเรียนไทยและขอบคุณทางอาสาสมัครที่คอยช่วยเหลือแพ็คอาหารแห้งมา ณ ที่นี้ด้วย
 
 
โครงการควีนส์แลนด์-ปันน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน บริจาคอาหารแห้ง ข้าวสาร น้ำดื่ม เครื่องปรุงต่างๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนไทยในรัฐควีนส์แลนด์ โดยได้รับการบริจาคจาก วัดสังฆรัตนาราม โกลด์โคสท์ ร่วมกับ ร้านอาหารเชียงใหม่ไทย
 
@@@@ ปี 2563 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และการบินไทย จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ซิดนีย์ ด้วยการจัด Thailand Week ระหว่างวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2563 ทั้งกิจกรรมออนไลน์เพื่อโปรโมทอาหารไทยย่านไทยทาวน์ และชิงโชคตั๋วเครื่องบินไปประเทศไทยและที่พักในประเทศไทย "Win Holiday Now Travel Later" โดยการสนับสนุนตั๋วเครื่องบินจากการบินไทย และที่พักจากโรงแรมหรูที่เมืองไทย นอกจากนี้ ททท.  ซิดนีย์ยังเพิ่มสีสันให้ไทยทาวน์ด้วยการใช้ว่าวไทยตกแต่งร้านค้า  และร้านอาหารต่างๆ เพื่อต้อนรับการกลับมาเปิดให้บริการ หลังรัฐบาลออสเตรเลียเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ รวมทั้งประชาสัมพันธ์กิจกรรมออนไลน์ Enjoy the Best Thai Food @Home สำหรับลูกค้า 60 ท่านแรก ที่สั่งอาหารไทยเมนูอร่อยจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ ครบ $60 รับฟรี! ทันที! ชุดเครื่องแกงไทย ผู้สนใจทั่วไปสามารถดูข้อมูลร้านอาหารไทยอร่อยๆ ย่านไทยทาวน์ ดีลที่พักในประเทศไทยจากโรงแรมที่สนับสนุนโครงการ และผู้มีถิ่นพำนักที่รัฐนิวเซาธ์เวลส์สามารถร่วมชิงโชคได้ที่: https://amazingthailand.com.au/thailandweek/

 
ปี 2563 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และการบินไทย จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี ที่ซิดนีย์ ด้วยการจัด Thailand Week ระหว่างวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2563 ทั้งกิจกรรมออนไลน์เพื่อโปรโมทอาหารไทยย่านไทยทาวน์ และชิงโชคตั๋วเครื่องบิน
 
@@@@ ฉบับนี้ตามสัญญาขอพูดถึงหนุ่มนักสู้อีกคนที่เคยคร่ำครวญกับโชคชะตาของตัวเองจากวิศวกรหนุ่มที่มีอาชีพกำลังก้าวหน้ามาเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานในต่างแดน แต่ทุกวันนี้เขากับมีความภาคภูมิใจกับการต่อสู้ในอดีตของเขาเป็นนักเป็นหนา เรากำลังพูดถึง ชัยวัฒน์ หวังลิขิตกูล เจ้าของกิจการร้าน ตลาดไทย ที่ North Richmond ที่กำลังจะทำให้ย่านนั้นของนครเมลเบิร์นกลายเป็น Thai Town ย่อมๆไปแล้ว ชัยวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า “ผมเป็นคนเชื้อสายจีนที่เกิดในเมืองไทย เป็นคนกรุงเทพโดยกำเนิด ที่คลองตัน สุขุมวิท 71 นี่เองครับ ครอบครัวหาเช้ากินค่ำ มีพี่น้องสี่คนผมเป็นพี่ชายคนโตที่เหลือเป็นน้องสาวสามคน ผมโตมาได้เห็นความลำบากของที่บ้าน เราช่วยกันทำมาหากินกันทั้งครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ บอกตั้งแต่เด็กๆว่าให้ตั้งใจเรียนโตขึ้นจะได้สบาย ท่านก็เคี่ยวเข็นให้เรียนเยอะๆ สอบให้ได้คะแนนดีๆ จะได้เข้าโรงเรียนดีๆมหาวิทยาลัยดีๆ ผมก็ทั้งเรียนทั้งทำงานหาเงิน แต่ก็ยังดีที่ได้เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จบมาก็แย่เลย ช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ วิศวกรตกงานกันเป็นแถว แต่ผมเป็นคนไม่เลือกงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีพี่ใจดีคนหนึ่งพาไปทำงานเป็น Sale Engineer ใบบริษัทหนึ่งซึ่งจะขายของให้กับโรงงานญี่ปุ่นที่ผลิตพวกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเจ้าของบริษัทท่านก็ใจดีเอ็นดูผม พาไปไหนมาไหนด้วย พอทำงานกับท่านสักพัก ก็รู้สึกว่าภาษาอังกฤษผมแย่มากๆ เพราะต้องใช้สื่อสารกับลูกค้าและก็ทางผู้ผลิตด้วย บังเอิญพอดีน้องสาวไปลงชื่อผมไว้กับพวกจัดหาที่เรียนต่อต่างประเทศ เขาได้ติดต่อมา และผมมีเพื่อนเรียนอยู่ที่เมลเบิร์นพอดี เขาบอกเขาพอจะช่วยเรื่องที่อยู่ได้ เลยตัดสินใจขอลาเจ้านายมาเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่ออสเตรเลีย แต่ตอนนั้นเงินที่มีไม่พอเลยต้องยืมจากคุณป้า พอออกจากงานปุ๊บ อีกสองวันถัดมาก็มาถึงที่เมลเบิร์นทันทีเลย เป็นช่วงปลายปี 2001 ปัญหาของผมก็คือตอนเข้าประเทศมา เขาถามอะไรผมก็ฟังไม่รู้เรื่องได้แต่ตอบ yes yes yes เลยโดนเรียกเข้าไปคุยตัวต่อตัว สักพักก็หลุดออกมาแบบงงๆ วันแรกที่มาถึงเพื่อนก็พามาอยู่ด้วยกัน ห้องเล็กมากๆอัดกันเข้าไป 4-5 คน แต่ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อจะได้จ่ายค่าที่พักถูกลง พอเสร็จจากเก็บของก็เดินหางานที่ร้านอาหารไทยในเมืองเลยครับ” .......................... ประสบการณ์วันแรกของเขาในนครเมลเบิร์นนั้นฝังใจไม่รู้ลืม จนทำให้เขามีความเห็นอกเห็นใจรุ่นน้องที่เข้ามาเผชิญโชคในออสเตรเลียเป็นอย่างมาก และมักจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกครั้งที่มีโอกาส เขาเล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า “วันแรกก็เจอของแข็งเลยครับ เข้าไปยกมือไหว้เขาอย่างอ่อนน้อมบอกว่ามาสมัครงานครับ ผู้จัดการร้านบอกเต็มไม่รับ ผมเลยขอฝากเบอร์ไว้เผื่อทางร้านต้องการคน ผจก.ร้านเขาไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมา ตะโกนบอกไม่ต้องฝากหรอกเบอร์ไม่โทรไปหรอก อนาถตัวเองสุดๆครับ วิศวกรจากเมืองไทยเดินเศร้าคอตกออกมาเลย ผมก็บ่นกับเพื่อนทำไมมันโหดร้ายกับคนไทยด้วยกันแบบนี้ พอวันถัดมาเพื่อนเลยพาไปทำงานที่ Queen Victoria Market เจ้านายเป็นคนเวียดนามใจดีก็ให้ทำงาน ผมก็ทำ ทำไปทำมาก็ให้งานเยอะขึ้น แต่เงินก็ยังไม่พอค่าที่พักค่ากินอยู่ แล้วยังต้องหาค่าเรียนหลังจากหมดคอร์สหกเดือนแรกนี้อีก ก็เลยนั่งรถออกไปนอกเมืองทีละสายไล่จดชื่อร้านไทย ว่าอยู่ป้ายไหนบ้าง สมัครมันหมดทุกร้าน ได้ผลครับ วันถัดมาได้ลองงานเลย เนื่องจากผมเคยช่วยพ่อทำร้านอาหารมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยผ่านงานสบายมาก พี่ที่ร้านดุ แต่ใจดี ช่วงนั้นแต่ละวันสั้นมากๆ เช้าตรู่ไปช่วยเขาเปิดร้านที่ตลาด ก่อนเรียนก็ไปรับจ้างแจกใบปลิวที่สถานนีรถไฟ เลิกเรียนก็ไปเก็บร้านที่ตลาดแล้วก็ไปต่อที่ร้านอาหาร บางทีเพื่อนที่โรงเรียนนัดกันไปโน่นไปนี่สมัยโน้น เราก็ไปไม่ได้ ส่วนเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกันที่บ้านเขาส่งเงินให้ ไม่ต้องทำงานกันมากมายเหมือนผม ช่วงที่เรียนตอนกลางวันก็เอาแต่มาม่าไปกินจนเค้าแซวกันว่ากินอย่างอื่นไม่เป็นหรือ ในชีวิตช่วงนี้เคยบอกกับตัวเองว่าทำไมต้องเป็นผมที่ต้องมาทำอะไรลำบาก เหนื่อยมากๆแบบนี้ เพื่ออนาคต เพื่อครอบครัวก็ต้องสู้ต่อไป สุดท้ายพอเรียนจบวีซ่าใกล้หมด เงินก็ยังเก็บได้ไม่พอค่าเรียนต่อ เราก็เครียดพอดีมีคนแนะนำให้ไปทำฟาร์มได้ ผมก็ไปทำเดือนหนึ่งได้เงินมาก็จริง แต่ก็โดนโกงจากคนไทยด้วยกัน ผมจ่ายให้เพื่อนไปก่อนเพราะว่าผมเป็นคนชวนเพื่อนให้ไปทำ ถึงเวลาเขาไม่ยอมจ่ายทั้งค่าแรงผมและเพื่อน แต่ผมก็ไม่ได้บอกเพื่อนเพราะผมเป็นคนชวนให้เขาไปทำ ก็ไม่อยากให้เขาทำฟรี สรุปถึงเวลาต้องจ่ายเงินลงเรียนเพื่อต่อวีซ่า เงินเก็บไม่พอ ทางบ้านก็ไม่มี เงินยืมของคุณป้าก็ยังไม่ได้คืนท่าน เลยตัดสินใจขอยืมคุณอามาอีกก้อนหนึ่งให้พอลงเรียนต่อได้ คราวนี้ก็ลงแบบเรียนน้อยๆง่าย ได้วีซ่ายาวๆ พอลงได้เสร็จก็กลับมาทำงานในเมือง คราวนี้ทำหนักกว่าเดิมอีก ทำงานที่ตลาด งานทำความสะอาดที่ Woolworth ที่โรงพยาบาล ซึ่งงานจะเริ่มหลังเที่ยงคืน ซึ่งพอเสร็จจากร้านอาหารเราก็มาทำต่อได้ ทำร้านอาหารอยู่สักพักจนได้เป็นคนผัด แต่ต้องขับรถไปไกลเคยหลับในสองครั้ง เกือบตกถนนบ้าง เกือบชนหน้าผาบ้าง เลยกลัว ต้องมองหาว่าอะไรที่มันทำด้วยกันได้บ้างไม่ต้องเดินทางไกล” ..................... เขาเริ่มมองหาหนทางที่จะต่อวีซ่าได้ยาวขึ้น ได้อยู่นาน ทำงานได้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลและประหยัดโดยทำวีซ่าติดตาม จึงปรึกษากับแฟน ชัยวัฒน์เล่าต่อว่า “แฟนผมเขาเคยมาเรียนที่เมลเบิร์นก่อนผมแล้วก็กลับไป รอที่จะกลับมาเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลียอีก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเมืองไหน บังเอิญที่เขากลับมาเรียนที่เมลเบิร์น เขาเคยมายืมใช้ที่อยู่ที่ผมอยู่ไว้ส่งเอกสารและฝากของเขาไว้ก่อนกลับไปรอเรื่องที่เมืองไทย พอกลับมาอีกครั้งเราก็เลยคบหาเป็นแฟนกัน ตอนนั้นเครียดมากเพราะจะทำวีซ่าติดตาม แล้วผมอยากทำงานหาเงินอย่างเดียวไม่อยากเรียน แต่ผมไม่กล้าขอเขาจดทะเบียนสมรส เพราะเกรงใจคุณพ่อคุณแม่ฝ่ายแฟนผม บังเอิญว่าหลักฐานที่มีใช้ได้พอดีไม่ต้องจดทะเบียนสมรสก็เลยทำเรื่องติดตามได้ อันนี้ดวงล้วนๆครับ ตั้งใจว่าเก็บเงินสองปีก็จะกลับไปขอแล้วจัดงานแต่งงานที่เมืองไทยครับ คราวนี้พอติดตามได้ก็เลยลุยเลย ไปเรียนขับรถยกเพื่อที่จะมาทำงานที่ตลาดได้ แต่พอได้ใบมาฝรั่งเขาก็ไม่รับเรา เราก็เลยไปช่วยคนหนึ่งที่ขับอยู่แล้วแบบฟรีๆเลย คือกะว่าฝึกฝีมือเฉยๆ ไม่นานฝรั่งที่เคยไปของานเขาก็สงสารหรืออะไรไม่ทราบก็เลยให้ทำ ทำไปทำมาเพื่อนเขาอีกคนก็ให้ทำให้ด้วย สรุปได้ทำทั้งสองบริษัทเลย คราวนี้ก็หางานในตลาดเพิ่ม เพราะเราไม่เกี่ยงงาน เราก็เลยได้งานมาเยอะมากๆ บางวันรับจัดร้านเปิดปิดร้านให้ 20 กว่าร้าน อยู่ตลาดบางวันตั้งแต่ตีหนึ่งจนถึงสามทุ่ม ในบางครั้งช่วงหน้าหนาวแล้วฝนตกอีก ต้องขับรถยกของลุยฝนน้ำมูกไหลไปตามลม น้ำตาก็ไหลตกในต้องกลืนลงคอ คิดว่าทำไมเราต้องมาลำบากขนาดนี้เลยหรือ ช่วงว่างพักก็เข้าไปนอนในตู้สินค้า ทำอยู่สามปีจนคนในตลาดรู้จักเราเกือบหมด บางคนยังหาว่าเราเป็นมาเฟียเพราะเราแนะนำให้คนไทยเข้าไปทำงานในตลาดหลายคนเลย สงสารเขาก็คงเหมือนเรามาอยู่ใหม่ๆ แต่เราก็ไม่ใส่ใจ อยากบอกว่าทำงานให้ฝรั่งเขาให้เงินดีมาก แถมยัง ขอบอกขอบใจ ผมแทบจะกราบ แล้วก็ไม่เคยว่าผมเลยสักครั้ง แต่อาจเป็นเพราะเราไม่เคยทำให้เขาผิดหวังในสิ่งที่เขาให้เราทำ เคยโดนตู้ล้มทับขาทีนึงเท้าดำห้อเลือดทั้งเท้าเลย ก็ยังเขย่งเป็นกระต่ายขาเดียวมาสั่งงานที่ตลาด เขาเลยรักผมเหมือนน้อง พอใช้หนี้หมด เก็บเงินได้ก็กลับไปแต่งงานที่ไทย หลังแต่งงานแล้วภรรยาก็ท้อง” ..................... ชีวิตครอบครัวทำให้เขาต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง เขาเริ่มคิดหาหนทางทำธุรกิจของตนเองเพราะเริ่มมีเงินเก็บ ชัยวัฒน์ เล่าว่า “ตอนที่จะขอออกจากงานฝรั่งเขาไม่ยอมให้ออก จะยกหุ้นให้ผมหุ้นกับเขาด้วย ผมก็ยืนยันบอกว่าอยากออกมาทำของตัวเองจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวเพราะว่ามีลูกคนแรกแล้ว แต่ก่อนออกผมก็หาคนไทยแล้วฝึกไว้ให้ช่วยงานเขาหลายคน เขายังขอบคุณผมที่ไม่ทิ้งเขาไปเฉยๆ ทุกวันนี้ยังติดต่อไปมาหาสู่กันเป็นประจำ เวลาขาดคนก็โทรมาหาบอกให้หาคนแบบผมให้คนหนึ่ง บางครั้งผมก็หยอกเขาไปว่าเดี๋ยวต้องถามคุณแม่ก่อนว่ามีลูกแบบนี้อีกไหม เขาก็หัวเราะ ชอบอกชอบใจ มีอยู่ช่วงหนึ่งก่อนเลิกทำที่ตลาด ได้ไปซื้อกิจการร้านเสื้อผ้าในตลาดอยู่ปีหนึ่ง ผมก็สั่งสินค้ามาจากไทยบ้างที่นี่บ้างมาลองขายดูก็พอไปได้ แต่ไม่ค่อยจะเติบโตสักเท่าไหร่ และช่วงนั้นก็ได้ไปซื้อกิจการร้านวีดีโอไทยในเมืองเมลเบิร์นมาด้วย คราวนี้แย่เลยเพราะทำไม่ไหวประกอบกับช่วงนั้นทั้งวีดีโอและร้านเสื้อผ้าที่ตลาดก็อยู่ในช่วงขาลงทั้งคู่ แย่เลยครับ เลยต้องมาคิดว่าจะตัดแขนไหนทิ้งดี สรุปยอมขายร้านเสื้อผ้าที่ตลาดไปแบบขาดทุน แล้วก็มาทุ่มเทให้กับร้านวีดีโอ เปลี่ยนชื่อเป็น "ร้านเพื่อน" เพราะชื่อร้านเก่า ดูจะแบ่งแยกไปหน่อย ทำสักพักลูกค้าก็มีมามากขึ้น ผมก็หาของมาขายเพิ่มขึ้น เพราะผมยิ้มแย้มและบริการดี เลยมีลูกค้าเชียร์ให้เปิดอีกที่หนึ่งที่ North Richmond ผมก็มาเปิด ผ่านไปได้ปีกว่าร้านก็เริ่มอยู่ตัวของเยอะขึ้น ผมก็ชวนเพื่อนมาเปิดร้านอาหารใกล้ๆกัน กะว่าจะทำให้เป็นThai Town ย่อมๆของเมลเบิร์น สักพักคนก็เริ่มรู้จักแถวนี้มากขึ้น จนปี 2013 ผมเริ่มเห็นว่าร้านคนแน่นมากเข้าร้านกันไม่ได้ อัดกันเป็นปลากระป๋อง ของที่ร้านก็เยอะมากขึ้นไม่มีที่จะวาง เลยตัดสินใจเช่าตึกเก่าๆใกล้ๆกันเปิดเป็นร้านตลาดไทยและชวนพี่ๆป้าๆที่ทำอาหารไทยอร่อยๆมาเปิดคู่กัน ไปๆมาๆตอนนี้แถวนี้ก็เป็นThai Town ย่อมๆไปแล้ว ทุกวันนี้ก็แอบภูมิใจเล็กๆว่า ผมทำได้แล้วนะ แต่กว่าจะได้มาอยู่ตรงจุดนี้ มันก็ไม่ง่ายเลย ต้องสู้กับหลายสิ่งหลายอย่าง เรียนรู้ในหลายๆเรื่อง อดทนต่อคำพูดต่างๆนานา จริงๆแล้วที่สำเร็จเพราะผมบริการลูกค้าด้วยใจ ผมยิ้มแย้มกับลูกค้าทุกคน ส่วนพนักงานที่ร้านผมก็หาคนที่ยิ้มแย้ม อัธยาศัยดี แต่ก็นะยังมียิ้มบ้างไม่ยิ้มบ้างอันนี้ก็สอนกันแล้วนะ ก็ยังมีลูกค้ามาบ่นบ้าง ผมก็ขอโทษไป แล้วร้านตลาดไทยก็ไม่เคยหยุด เปิดทุกวัน ถ้าคุณลูกค้าหิว คุณลูกค้าอยากได้ของไทยทางร้านก็มีบริการ อันไหนถ้าไม่มีเราก็จะรีบหามาให้ ช่วยอะไรได้เราช่วยกันครับ ขอเบอร์ช่างไฟ ช่างประปา ช่างก่อสร้าง ช่างไม้ ทนาย หมอ ถามที่อยู่วัด สถานทูต หาคนงาน ฝากขายของ ผมก็ช่วยหมด” ........................ บางครั้งยังมีคำถามซึ่งเป็นคำถามที่ไม่น่าถาม เขาก็ใจกว้างเพราะเป็นคนใจกว้างและเปิดเผย “มีลูกค้าบางคนมาถามผมที่ร้านว่าจะเปิดร้านแบบผมนี้ต้องทำยังไงบ้าง เป็นใครจะไปบอกละครับ ผมบอกขั้นตอนไปหมด คนไทยจะได้เจริญ ชุมชนไทยจะได้ยกระดับเหมือนชาติอื่นๆเขาที่เขาช่วยสนับสนุนคนชาติเดียวกัน ร้านตลาดไทยถึงวันนี้เปิดมาเป็นปีที่ 9 แล้ว ต้องขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนตลอดมานะครับ ตอนนี้ผมกำลังจะทำโครงการใหม่ โดยที่จะเปิดร้านอาหารไทยขึ้นมา ชื่อ Thai Food Station แล้วจะเชิญชวนให้คนที่มีความสามารถทางด้านทำอาหารไทย แต่ติดปัญหาเรื่องสถานที่และใบอนุญาตประกอบอาหาร ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่บ้าน เชฟหรือนักเรียน ที่ทำอาหารไทยหรือขนมไทยที่มีรสชาติถูกปากถูกใจคนไทยส่วนใหญ่ ให้สามารถมาเข้าร่วมโครงการนี้ได้โดยจะต้องผ่านการคัดเลือกจากทางเราก่อน ซึ่งคาดว่าโครงการนี้น่าจะเริ่มได้ภายในไม่เกินสามเดือนนี้ครับ ผมหวังว่าโครงการนี้จะช่วยให้คนไทยที่นี่ได้ทานของอร่อยๆกัน และช่วยให้คนไทยที่อยู่ที่นี่คิดถึงเมืองไทยน้อยลงบ้าง และก็จะเป็นรายได้เสริมสำหรับคนที่ขยัน และต้องการหารายได้พิเศษเพิ่มเติม สุดท้ายนี้ผมต้องขอบคุณอาน้อย ไตรภพ และทางเดลินิวส์นะครับที่ให้ผมเล่าเรื่องราวของตัวเอง ส่วนตัวความสำเร็จของผมได้มาจากความลำบากและความรัก ความลำบากคือผมได้ผ่านความลำบากตอนเด็กๆและผมก็ได้เอามันมาใช้สู้ชีวิตในตอนโต จริงๆแล้วรุ่นคุณพ่อคุณแม่เราพวกท่านลำบากมากกว่าเราอีกนะครับ ส่วนความรักก็คือความรักจากคนรอบๆตัวผมที่คอยช่วยเหลือผม คอยให้กำลังใจผม จนผมประสบความสำเร็จในวันนี้  ผมหวังว่าเรื่องราวของผมจะเป็นกำลังใจให้คนที่อยู่ต่างประเทศแบบผม ได้ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค และประสบความสำเร็จกันทุกคนนะครับ ขอบพระคุณครับ”
 
 
ชัยวัฒน์ หวังลิขิตกูล อดีตวิศวกรที่มาเผชิญโชคในประเทศออสเตรเลีย จากเด็กล้างจาน เชฟ คนเก็บของในตลาด ขับรถยก เจ้าของร้านขายเสื้อผ้า ร้านวีดีโอให้เช่า จนเป็นเจ้าของกิจการร้าน ตลาดไทย ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนไทยที่ใหญ่ที่สุดในรัฐวิคตอเรีย
 
 
ชัยวัฒน์ หวังลิขิตกูล กับธุรกิจของครอบครัว ร้าน ตลาดไทย กำลังริเริ่มโครงการใหม่ Thai Food Station รวบรวม แม่บ้าน เชฟหรือนักเรียน ที่ทำอาหารไทยหรือขนมไทย แต่ติดปัญหาเรื่องสถานที่และใบอนุญาตประกอบอาหาร นำมารวมกันในสถานที่เดียว
 
ไตรภพ ซิดนีย์
tripope@hotmail.com
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 40