อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

ทำความรู้จัก'อีโบลา' อีกหนึ่งโรคติดต่อจากคนสู่คน

ทำความรู้จักกับ "โรคอีโบลา" อีกหนึ่งโรคติดต่อคร่าชีวิตจากคนสู่คน ที่กำลังระบาดหนักในแอฟริกาตะวันตก เสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น.

 
เป็นอีกหนึ่งเชื้อไวรัสที่กำลังระบาดหนักในแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) อย่าง "อีโบลา" ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่มีการค้นพบ "เชื้อไวรัสอีโบลา" บนโลกเมื่อปี 2519 ทวีปแอฟริกาเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคบ่อยครั้งที่สุด โดยหนึ่งในการแพร่ระบาดครั้งรุนแรงก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันตกของทวีป ระหว่างปี 2556 ถึง 2559 มีผู้เสียชีวิตรวมกันประมาณ 11,000 คน จะเห็นได้ว่าจากตัวเลขดังกล่าวนี้เอง อาจจะทำให้หลายๆคนเกิดความกังวล ว่าเจ้าเชื้อตัวดังกล่าวนี้จะเข้ามาระบาดในประเทศไทยหรือไม่?
 
วันนี้ "Healthy Clean" พามาพูดคุยกับ นพ.ปัญญา  ลีพึงธรรม แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์ รพ.เปาโลพระประแดง โดยคุณหมอเผยว่า ที่มาของ "อีโบลา" เป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในประเทศสาธารณรัฐซาอีร์ (Zaire) ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยพบว่ามีการระบาดของไข้เลือดออกชนิดหนึ่งในปี 1987 (โดยในขณะนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด) ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแม่น้ำสายนี้ ซึ่งต่อมาถูกค้นพบว่าเกิดจากเชื้อไวรัส จึงตั้งชื่อว่า "เชื้อไวรัสอีโบลา" 

 
"อีโบลา" เป็นโรคติดต่อที่มีมานาน 40-50ปี แพร่กระจายในทวีปแอฟริกา โดยระบาดใหญ่ ปี 2014-2016 หลังจากนั้นมีกระระบาดประปรายเป็นระยะ เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน (Human to human transmission) โดยการสัมผัสเลือกหรือสารคัดหลั่ง (ปัสสาวะ, น้ำลาย, เหงื่อ, อุจจาระ, อาเจียน, น้ำนม หรือน้ำอสุจิ) ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อและ "มีอาการ" ของโรคหรือผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสอีโบลานั่นหมายความว่า "เชื้อจะแพร่กระจายได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยต้องแสดงอาการของโรคออกมาให้เห็นแล้วเท่านั้น" แต่ก็มีรายงานว่าเชื้ออีโบล่ายังสามารถอยู่ในสารคัดหลั่งบางอย่างได้นาน และยังเชื่อว่าสัตว์บางอย่างอาจเป็นรังโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ (Fruit Bat) หรือ ลิง เป็นต้น 

 
สำหรับ "อาการของการติดเชื้อไวรัสอีโบลา" โดยทั่วไปจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไข้เลือดออกแบบไม่เฉพาะเจาะจง ประกอบไปด้วย อาการไข้, ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, อ่อนเพลีย, คลื่นไส้ อาเจียน, ถ่ายเหลว แต่อาการจะรุนแรงขึ้นมีเลือดออก ตาเหลืองตัวเหลือง การทำงานของอวัยวะภายในล้มเหลว ให้สงสัยในผู้ที่มีประวัติเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของ "เชื้อไวรัสอีโบลา" หรือมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา โดยทั่วไปจะเริ่มมีอาการตั้งแต่ 2-21 วันภายหลังจากสัมผัสกับเชื้อ "โรคนี้มีความรุนแรงมาก มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึง 50-90%" ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ การรักษาทำได้เพียงรักษาแบบประคับประคอง การคัดแยกผู้ป่วยอย่างเหมาะสม  "แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบลาแล้ว" และมีใช้ในบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ระบาด วัคซีนนี้ยังไม่มีใช้ในคนทั่วไป ด้วยความที่เป็นโรคมีความรุนแรงสูง คนป่วยที่เป็นอีโบล่า จึงไม่ได้เดินทางระยะไกลเหมือนคนไข้covid19 ทำให้ ความเสี่ยงที่จะมาระบาดในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ  อาจมีความเสี่ยงในกลุ่ม ที่เดินทางเข้าไปในดินแดนที่มีการระบาดเท่านั้น

 
แต่หากยังมีความกังวลเกี่ยวกับโรคดังกล่าวก็มี "คำแนะนำสำหรับคนไทย" คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ ซึ่งก็คือไม่ควรเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา หากไม่มีความจำเป็น หรือหากจำเป็นต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งค้างคาวผลไม้ หรือลิง เป็นต้น เพราะหากเราเกิดเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดแล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมา แล้วเดินทางกลับมาในประเทศไทย จะมีผลต่อระบบสาธารณสุขในประเทศเราเป็นอย่างมาก 
 
ประเทศไทยมีการประกาศให้ "โรคอีโบลา" เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ 2558 เพราะโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศได้มากถ้ามีการระบาดในประเทศ  ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขมีการติดตามข่าวการระบาด และมีระบบเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วเพื่อความปลอดภัยของประชาชน  หากเราทราบข้อมูลเบื้องต้นของเชื้อไวรัสตัวนี้แล้ว ควรตระหนักถึงความสำคัญ แต่ยังไม่ต้องตื่นตระหนก  เพราะประเทศไทยไม่ได้มีโรคนี้  รู้วิธีป้องกันและหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของเราเองและความปลอดภัยของประเทศเราอีกด้วย...

....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “พรรณรวี พิศาภาคย์”






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    99%
  • ไม่เห็นด้วย
    1%

บอกต่อ : 138