อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

อยู่อย่างเข้าใจวัฏจักร มีขึ้นต้องมีลง'ฟิล์ม-ธนภัทร'

yimyim จะพาไปเปิดมุมมองต่างๆทั้งเรื่องของวงการบันเทิงและความรักของพระเอกหนุ่มหล่อ ฟิล์ม-ธนภัทร นักแสดงที่น่าจับตามองมากๆ แฟนคลับห้ามพลาดจ้า พฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น.


จัดเป็นอีกหนึ่งพระเอกหนุ่มหล่อที่น่าจับตามองมากๆทั้งรูปร่างหน้าตา และฝีมือการแสดงที่มีพัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับหนุ่ม ฟิล์ม-ธนภัทร กาวิละ ที่ล่าสุดกำลังโกยเรตติ้งจากละครเรื่อง “รักแลกภพ” ทางช่องวันได้อย่างมากมาย

งานนี้ด้วยความหล่อ อุ้ย! ความน่าสนใจ yimyim จึงได้ขอคิวเพื่ออัพเดทผลงานของหนุ่มฟิล์มรวมถึงมุมมองต่างๆของเจ้าตัวที่มีต่อวงการบันเทิง ซึ่งต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากๆเพราะหนุ่มฟิล์มถือเป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องเจอกับกราฟชีวิตในวงการที่ขึ้นสูงสุดและลงมาต่ำสุดจนน่าตกใจ แฟนคลับอย่าช้าไปคุยกับหนุ่มฟิล์มกันดีกว่าจ้า



ละครรักแลกภพเหตุผลที่รับแสดงเรื่องนี้เพราะอะไร?
“ผมรู้สึกว่ามันท้าทายตัวเองดี แล้วโอกาสมันก็มาถึงแล้วคือผมว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่ผู้ใหญ่จะมอบโอกาสให้เล่นบทแฝดได้ง่ายๆ บางคนทำงานมาเป็น 10 ปีแล้วก็ยังไม่ได้เล่นบทนี้ ซึ่งถ้าผมไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เล่นบทอย่างนี้อีก ก็เลยตัดสินใจรับครับ”

ร่วมงานกับวิว-วรรณรท เรื่องแรกหรือเปล่า เป็นอย่างไรบ้าง?
“ไม่ถือเป็นเรื่องแรก แต่เป็นการประกบคู่พระนางด้วยกันเป็นเรื่องแรก(ยิ้ม)เพราะเรื่องแรกที่เจอพี่วิวคือเรื่องรักฝุ่นตลบ ซึ่งเป็นละครเรื่องแรกของผมกับช่องวัน ตอนนั้นผมมาเป็นนักแสดงรับเชิญ ก็จะได้เจอกันหนึ่งฉากถ้วน(ยิ้ม) พอมาเจอกันเต็มๆการทำงานไม่ยากเลย พี่วิวน่ารักมาก(ลากเสียง)เขาเป็นคนไนซ์มาก และเก่งมากๆคือช่วยส่งอารมณ์ให้ผมล้นตลอดเวลา ต่อให้ไม่ได้เข้าฉากด้วยกัน ไม่ได้รับหน้าเขา เขาก็จะยืนเล่นให้ใกล้ๆ ต่อให้ยืนกลางแดดพี่วิวก็แบบเต็มที่มาก ถือว่าพี่เขาเป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจมาก อยากทำงานด้วยอีก”



แล้วเราเคยมีรักแรกพบไหม เล่าให้ฟังหน่อย?
“มีครับ (ยิ้ม) นานแล้วตั้งแต่สมัย ม.ปลาย เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่มีความรู้สึกนี้ รักแรกพบความรู้สึกของผมคือตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น มันไม่ใช่แค่คนนี้น่ารักดี คนนี้ชอบ แต่มันเป็นเหมือนถูกดูดเข้าไปในโลกสีชมพู(ยิ้มเขิน)ซึ่งต่อให้หลังจากนั้นผมมีแฟนมีความรักอีก ก็จะไม่ใช่ความรักแบบรักแรกพบเลย ไม่ใช่แบบนั้น คนนั้นสุดท้ายเราได้คบกันนะ ก็ต่างคนต่างเป็นรักแรกพบของกันและกันด้วย”

“ถามว่าได้เอาประสบการณ์นั้นมาใช้ในละครไหม คือในละครมันไม่ใช่มีโมเม้นต์ที่ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แต่มันจะเป็นแบบค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆรักกันไป หายากนะโมเม้นต์นี้หายากนะกับละคร เพราะส่วนใหญ่พระนางเจอหน้ากันไม่ชอบหน้ากัน ทะเลาะกันก่อนจะมารักกัน มันจะยากที่จะตกหลุมรักคนๆหนึ่งในครั้งแรกที่เห็น คำว่าชอบกับตกหลุมรัก ผมว่ามันไม่เหมือนกัน”



เคยวาดหวังไว้ว่าตัวเองจะมาเป็นนักแสดงไหม?
“ต้องบอกก่อนว่าความฝันแรกในชีวิตของตัวเองคือการเป็นนักร้อง เสียงเราไม่ดีเลย คือเราชอบดูละครเพราะว่าคุณแม่พาดูตั้งแต่เด็กๆเลย ที่จำความได้ที่ติดตาตรึงใจเราจนถึงตอนนี้คือตะวันตัดบูรพา ซึ่งก็น่าจะ 19 ปีที่แล้วนานมากแล้วผมก็ชอบเพลงประกอบละคร “ทางใครทางมัน” ของพี่แมว-จิรศักดิ์ ก็เลยอยากเป็นนักร้อง ก็ร้องอยู่นั่นแหละ ถึงขั้นอ้อนแม่ให้ซื้อเทปให้ ฟังจนเทปยาน(หัวเราะ) เป็นเทปเลยไม่ใช่ซีดี เราก็ร้องอยู่อย่างนั้น แต่เสียงเราแย่มาก เราก็ไปเรียนแต่ไม่ดีขึ้นมาเท่าไหร่ จนเราเริ่มมาทำงานในวงการจริงๆ

มันก็เริ่มมีโอกาสได้เป็นนักแสดงมากกว่านักร้อง มันเป็นความฝันคู่กันมาแหละ แต่อยากเป็นนักร้องมากกว่าเพราะเรามีความสุขกับการร้องเพลงและเราก็ชอบดูละครด้วย แต่พอโอกาสมันมาให้เราเป็นนักแสดง เราก็ไม่พลาดโอกาสนั้นเราก็คว้าไว้ ผมไม่ใช่คนที่เข้ามาแล้วไม่เจออุปสรรคใดเลย ผมผ่านอุปสรรคกับวงการนี้มาเยอะมาก อยู่กับโมเดลิ่งผ่านโน้นผ่านนี่ แคสงานมาตั้งแต่ 13-14 ปี และเราก็หายไปช่วงหนึ่งเพราะเราเป็นเด็กต่างจังหวัด เราต้องเข้ามาแคสงานในกรุงเทพฯ มันยากมากกว่าจะได้ ก็เลยหายไปจนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยและมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง”



ฟิล์มประสบความสำเร็จไว จากงานที่ออกมาประมาณ 7 เรื่องรู้สึกอย่างไรบ้าง?
“ครับ(ยิ้ม)ปรับตัวยากนะคือพลุเวลาจุดตอนที่มันขึ้นสูงสุดมันก็ต้องมีดับ มันก็ต้องมีช่วงที่เป็นกราฟขาลง ซึ่งเรารู้สึกว่าความนิยมเราหายไป ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ปรับยากที่สุด เพราะมันเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าทำไมคนถึงไม่ชอบเราเหมือนเมื่อก่อน เป็นคำถามในใจนะ แต่เราต้องยอมรับว่ามันคือวัฏจักรเพราะอะไรที่เป็นสิ่งใหม่มันย่อมดีเสมอ เพราะคนไม่เคยเห็น คนอยากรู้จักอยากเข้าหา แต่พอรู้จักแล้วก็จะเหลือคนที่ชอบในตัวตนเราจริงๆแค่ไม่กี่คน(ยิ้ม)”

“ถามว่ามันยากขนาดไหนในการปรับตัวคือแรกๆมันแค่เฟล ที่ว่าทำไมคนไม่ดูละครเราเหมือนละครเรื่องเมีย 2018 ทำไมเรตติ้งละครเราไม่ดีเท่าละครเรื่องเดิม หรือละครเรื่องใหม่ที่ผมมาเป็นพระเอกเต็มตัวอย่าง หน้ากากแก้ว เรตติ้งดีอยู่ และพอเป็นเรื่องอื่นทำไมเรตติ้งตก ก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจเรา สิ่งแรกที่มองย้อนกลับไปคือผมเล่นดีหรือยัง ตอนเมีย 2018 เราต้องเรียนรู้ว่าเราไม่ได้เล่นเก่ง ไม่ได้เป็นที่สนใจเพราะเราเล่นเก่ง ไม่ได้ดังได้เพราะเราเล่นเก่ง แต่เพราะเราไปอยู่ถูกที่ถูกทางและถูกเวลา มันถึงเป็นที่สนใจ”



“แต่ถ้าเราไม่ลืมจุดเริ่มต้นของตนเองให้ทุกคนจำได้ จำเราได้ในฐานะที่เราเป็นนักแสดงที่มีฝีมืออยู่ในวงการได้เพราะว่าฝีมือไม่ใช่ชื่อเสียง เราก็จะไม่นอยด์กับตรงนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูว่าผลงานนี้เราพลาดที่ตรงไหน อะไรที่ไม่ดี และถ้าเรากลับไปแก้ไขแล้วมันจะดีขึ้นไหม มันอยู่ที่มุมมอง ไม่รู้สิผมว่ามุมมองของเรามันก็ทำให้กำลังใจของเราก็เปลี่ยนไป เราคิดในแง่บวก กำลังใจทางบวกมันก็จะมี มีแรงที่จะสู้กับมันต่อไป แต่ถ้าเราคิดว่าทำไมเรตติ้งเราตก ทำไมคนไม่ดูละครเรา ทำไมงานเราน้อยลง

ซึ่งถ้าเรามองอยู่แค่นั้นแล้วเราไม่หาทางแก้ไข มันก็จะจมกับความรู้สึกแย่ๆแบบนั้น ถ้าเราหาปัญหามันเจอว่าเราเล่นไม่ดีใช่ไหม เราไม่ดูแลตัวเองเหรอ หน้าเราโทรมไหม หรือเราวางตัวไม่ดีเหรอ ถ้าเรามองตรงนี้มันก็จะจมไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามองเอามาปรับแก้ไข ทำให้ตัวเองดีขึ้น พัฒนาการแสดงและฝีมือของเราให้ดี ผมว่าเราก็จะอยู่ตรงนี้ไปได้นาน มันก็เหมือนกับทุกๆอาชีพแหละ ไม่ใช่นักแสดงผมว่าคนเราถ้ามีความสามารถเยอะทำไมจะไม่มีใครอยากทำงานด้วย ทำไมจะไม่มีคนอยากจ้างงาน”






แต่วันนี้ยังอยากอยู่ในเส้นทางนี้เลยพยายามพัฒนาตัวเองใช่ไหม?
“ใช่ครับ ก็จะพยายามจนนาทีสุดท้าย คือเราจะสู้จนกว่าถ้าไม่มีใครจ้างแล้ว มันสุดแล้วจริงๆ บางทีเราอาจจะต้องยอมรับว่าถ้าเราพยายามแล้วยังไม่มีคนสนใจเราอีก เราก็ต้องเข้าใจว่ามันอาจจะหมดจริงๆแล้ว ที่ผ่านมาเราอาจจะทำอะไรผิดพลาด ไม่ได้มองตัวเอง หรือวางตัวไม่ดี หรือขาดวินัยในการทำงาน ทำให้เราล้มเหลวในอาชีพนี้เราก็ต้องยอมรับมัน ผมเตือนตัวเองเสมอว่าหนึ่งอย่างวินัยในการทำงานต้องดี อย่างน้อยเราไม่ได้เก่งที่สุดหรอก แต่เราต้องไม่ทำให้คนที่ทำงานกับเรารู้สึกว่าไม่อยากทำงานกับเราแล้ว บางทีเรามีโอกาสได้ทำงานกับเด็กใหม่

เรามองในมุมที่เราเป็นรุ่นพี่แล้ว เราก็จะรู้สึกว่าเราเคยเจอเด็กที่มีและไม่มีวินัยในการทำงานมันเป็นยังไง ซึ่งผมมองว่าความสามารถมันพัฒนากันได้ แต่เรื่องวินัยพูดยากบางทีเป็นที่นิสัยส่วนตัว มันหลายอย่างจริงๆผมเลยรู้สึกว่าวินัยในการทำงานเราต้องห้ามพัง และผมจะเตือนตัวเองเสมอในทุกๆเรื่องว่าเราเล่นดีหรือยัง เราขาดตกบกพร่องอะไรไหม เราต้องดูและนำมาปรับปรุง ซึ่งเราต้องถามมุมมองคนอื่นด้วยนะ ไม่ใช่มุมมองตัวเราเองคนเดียว ซึ่งเราต้องถามคนที่กล้าวิจารณ์เรานะ ไม่ใช่ถามคนที่ไม่กล้า ไม่งั้นเราจะไม่รู้เลย”



ความรักตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?
“ณ วันนี้ยังไม่มีใคร ยังโสดอยู่ ช่วงนี้ถ่ายละคร 4 วัน ส่วนวันที่เหลือก็ไปฟิตเนสและยิม แต่มันก็มีคนเข้ามาคุยบ้างแหละ แต่เรารู้สึกว่าเรายังแฮปปี้กับชีวิตแบบนี้อยู่ ถามว่าคนในหรือคนนอกวงการ(ยิ้ม)มันก็มีเข้ามาหมดนะ แต่เรารู้สึกว่าสถานะยังให้ได้แค่เป็นพี่น้อง เพื่อน เป็นคนรู้จักกันดีกว่า เป็นแบบนี้มันจะเป็นได้นานกว่า แต่ถ้าวันนึงมันจะใช่ มันก็พัฒนาไปของมันเอง ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องเร่งรีบอะไรกับความสัมพันธ์ตอนนี้นะ เพราะผมรู้สึกว่าผมยังแฮปปี้กับชีวิตแบบนี้อยู่ เราอยากไปไหนก็ไป อยากกลับบ้านกี่โมง ไม่ต้องคอยพะวงว่าอีกคนจะว่ายังไง เรายังเต็มที่กับชีวิตได้อยู่”

เหงาไหม?
“มันก็เหงานะ แต่มีเพื่อน(ยิ้ม)วันว่างสามวันก็อยู่กับเพื่อน ไปฟิตเนส กินข้าว หากิจกรรมทำด้วยกัน ดูหนังกับแม่อยู่บ้าน หรือที่บ้านผมมีธุรกิจทำคุ๊กกี้ขาย ก็เอาเวลาตรงนี้ไปช่วยเขา เวลาก็หมดวันแล้ว”



ความสัมพันธ์กับ บี-น้ำทิพย์ คนลุ้นตลอดเป็นยังไงบ้าง?
“(ยิ้ม)ไปลุ้นในละครฉันชื่อบุษบาดีกว่า เราก็ยังติดต่อกันตลอดเวลา พี่บีก็มีส่งชีสเค้กมาให้ผม ก็คุยกันปกติ ถามว่ารู้ไหมว่าคนเชียร์รู้นะ แต่เป็นพี่น้องกันอยู่(ยิ้ม)”



ยิ่งได้คุยและเห็นถึงมุมมองของหนุ่มฟิล์มแล้ว ก็ทำให้เราคิดได้ว่า การแจ้งเกิดในวงการบันเทิงอาจจะไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของอาชีพนักแสดงหรือนักร้อง แต่มันคือ "
จุดเริ่มต้น" ของการต่อสู้และพยายามเพื่อให้เราสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในวงการบันเทิงที่มีคลื่นลูกใหม่ตลอดเวลา ขอแค่เรารักและจริงใจในอาชีพ ก็ไม่มีอะไรต่อกลัวอีกต่อไป

--------
คอลัมน์
“1 Day With ซุปตาร์”
โดย “yimyim”






 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 79