อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563

อย่าละเลยอาการ "กระจกตาโก่ง"

ทำความรู้จักกับ "กระจกตาโก่ง" อาการป่วยของดวงตาที่หลายคนมองข้าม แต่กว่าจะรู้อาจถึงวันที่มองไม่เห็น! เสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.00 น.


หากพูดถึง "กระจกตาโก่ง" หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคืออะไร ...วันนี้ "Healthy Clean" ขอพาไปพูดคุยกับ "รศ.พญ.งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ" หัวหน้าศูนย์เลเซอร์สายตา ฝ่ายจักษุวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาขาดไทย เผยว่า "กระจกตาโก่ง" หรือที่หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินมาว่า กระจกตารูปกรวย กระจกตาย้วย นั้น ต้องขออธิบายก่อนว่า กระจกตาของคนเรานั้นมี 5 ชั้น โดยชั้นที่หนาที่สุดคือชั้นกลาง ประกอบไปด้วยคอลลาเจนไฟเบอร์ เส้นใยคอลลาเจน

โรคนี้เป็นโรคที่เส้นใยคอลลาเจนไม่ค่อยแข็งแรง สาเหตุมีเยอะมาก อาทิเช่น อาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์ก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อีกสิ่งหนึ่งที่พบมาตลอดการรักษาคือในประวัติของ "ผู้ป่วยกระจกตาโก่ง" จะเป็นผู้ที่เป็นภูมิแพ้

เพราะฉะนั้นก็ชัดเจนว่า การขยี้ตาทำให้กระจกตาโก่งได้และเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ หรือบางคนก็เชื่อว่าเกิดจากการถูกแสงยูวีแรงๆในประเทศแถบร้อน จะพบอาการดังกล่าวมากกว่าผู้ที่อาศัยในประเทศแถบหนาว และด้วยโครงสร้างคอลลาเจนที่ไม่ได้ดีมากประกอบกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม เมื่อคอลลาเจนไม่แข็งแรงมาเจอกับความดันลูกตา จึงดันกระจกตาให้โก่งย้อยออกมา



โดยทั่วไปแล้ว "กระจกตาโก่ง" พบในได้ตั้งแต่อายุประมาณ 10 ปี โดยส่วนใหญ่คืออายุ 20-40 ปี เมื่อเกิดอาการกระจกตาโก่งขึ้น ตาก็จะหักเหแสงเพิ่มมากขึ้น คนไข้ก็จะสายตาสั้น สายตาเอียง และบิดเบี้ยวมากขึ้น ซึ่งระยะเริ่มต้นก็สามารถใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ได้ แต่เมื่อสั้นและบิดเพิ่มมากขึ้น ต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยครั้งมากขึ้นใน 1 ปี จนคอนแทคเลนส์และแว่นตามร้านก็ไม่สามารถใช้งานได้ ไม่สามารถวัดค่าได้ 

"กระจกตาโก่งมีความอันตรายมาก หากโก่งแล้วโก่งไม่หยุด อาจจะทำให้กระจกตาชั้นในแตกได้ พอกระจกตาชั้นในแตกน้ำก็จะเข้า เหมือนกระจกที่ควรจะใสแต่กลับขุ่นขึ้น คุณภาพการมองเสีย คนไข้ก็จะมองไม่เห็น"



สำหรับการรักษา "กระจกตาโก่ง" เริ่มที่การใส่แว่น การใส่คอนแทคเลนส์ ที่ขายตามท้องตลาดกับชนิดที่แพทย์ให้กับผู้ที่กระจกตาโก่งใช้ "การใส่วงแหวน" เพื่อลดอาการโก่งลงมาจนสามารถกลับไปใส่แว่นและคอนแทคเลนส์ได้ ซึ่งสามอย่างนี้เป็นรักษาที่จะทำให้กลับไปใช้สายตาได้บ้าง



แต่อีกวิธีหนึ่งที่เพิ่งมาใหม่เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาคือการฉายแสงที่เรียกว่า "Crosslinking" เพื่อที่จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนมาไขว้กัน เหมือนการสานตะแกรงให้กลับบมาแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะหยุดความโก่งแต่ก็ไม่ถึงกับ 100 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง แต่ถ้ากระบวนการทั้งหมดข้างต้นนั้นไม่สามารถช่วยได้ ก็มาถึงวิธีสุดท้ายคือ "ปลูกถ่ายกระจกตา" จากผู้ที่เสียชีวิต



ตอนนี้ที่ รพ.จุฬาฯ พบผู้ป่วยกระจกตาโก่งมากถึง 400-500 ราย โดยก่อนหน้านี้ในประเทศไทยไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ ทางศูนย์จึงเก็บข้อมูลจากคนไข้ที่มารักษาที่นี่ จะเห็นได้จากปีหลังๆที่คนไข้เริ่มมีการหาความรู้มากขึ้นก็เกิดความตระหนักและเริ่มมารักษาเพิ่มมากขึ้น จากที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นก็ปล่อยไปเรื่อยๆจนอาการเริ่มเข้าสู่ระยะสุดท้าย ก็คือการรอปลูกถ่ายกระจกตา แต่กว่าจะได้รับการปลูกถ่ายในประเทศไทยต้องรอนานไปถึง 3 ปี

"เพราะฉะนั้นการเริ่มสังเกตตัวเองและเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ในบางรายแค่ทำวงแหวนแล้วทำ Crosslinking ก็สามารถหยุดอาการกระจกตาโก่งได้ ถือว่าสามารถลดจำนวนผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายกระจกตาได้มาก"



ทุกคนสามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆก็คือ.. การสังเกตตัวเองให้มาก ว่ามีค่าสายตาเปลี่ยนอย่าผิดปกติมากน้อยเพียงไร และควรลดการขยี้ตาลง.. หยุดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง "กระจกตาโก่ง" ตั้งแต่วันนี้ ย่อมดีกว่าหยุดการมองเห็นแล้วรอปลูกถ่ายกระจกตาในอีก 3 ปีข้างหน้าจะดีกว่า จริงไหมคะ?...



....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 267