อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

วิถีพุทธ วีถีแห่งปัญญา ร่วมใจพัฒนาชาติบ้านเมือง

หากชาวพุทธมีการศึกษาพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะมีการสะสมความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตามกำลังปัญญาของแต่ละบุคคล อย่างน้อยที่สุดจะได้ลดความเห็นแก่ตัวลง พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น.


ประเทศไทยในยามนี้กำลังเผชิญกับสารพันปัญหา ปัญหาใหญ่ที่หนักหน่วงเฉพาะหน้าคือสถานการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 (pandemic)​ ที่กำลังลุกลามขยายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 63 มียอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกราว 18.7 ล้านราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสมทั่วโลกราว 7 แสนราย ปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยซึ่งเมื่อวันที่ 16 เม.ย.63 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) ในรอบศตวรรษ และเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.63 ธนาคารโลก (World Bank) ประกาศว่าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นครั้งแรกหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงที่รัฐบาลจะต้องบริหารประเทศให้มีความสมดุลกันทั้งด้านการสาธารณสุขและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องทุ่มเทสรรพกำลังและมีสมาธิกับการป้องกันมิให้โควิด-19 หวนกับมาแพร่ระบาดระลอก 2 (Second wave) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกิจการ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคมที่รัฐบาลได้เปิดเศรษฐกิจไปแล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาโดยผ่อนปรนข้อกำหนดต่างๆเพื่อเป็นการผ่อนคลายมาตรการทางเศรษฐกิจและมาตรทางสังคม ให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและดำเนินชีวิตเป็นปรกติสุข ภารกิจสำคัญของรัฐบาลในขณะนี้จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้มีงานทำและมีรายได้พอที่จะปะทะปะทังหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดจากวิกฤติ​เศรษฐกิจ​ในครั้งนี้ให้ได้

ต้นเดือน ส.ค.- กลางเดือน ต.ค.63 จะมีฝนตกชุกมากที่สุดของฤดูฝน รัฐบาลต้องบริหารการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถกักเก็บน้ำได้ตามปริมาตรความจุที่มีอยู่ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการ​ในการใช้น้ำของทุกภาคส่วนในหน้าแล้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศผลักดันน้ำเสียและน้ำเค็มไหลลงสู่ทะเล น้ำเพื่อภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรมและบริการ ตลอดจนการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกนานัปการที่ต้องจัดการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ฉะนั้นทุกภาคส่วนของสังคมจึงควรตระหนักรู้ถึงสภาพปัญหาของประเทศชาติที่มีอยู่มากมาย จะได้ร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศชาติร่วมกัน



การได้เกิดมาเป็นชาวพุทธในชาตินี้ควรได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง พึงทราบว่าพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นจากการตรัสรู้ของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพระองค์เองด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาคุณ หากชาวพุทธให้ความสำคัญกับการศึกษาพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีการสะสมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามกำลังปัญญาของแต่ละบุคคล อย่างน้อยที่สุดจะได้ลดความเห็นแก่ตัวลง มีการขัดเกลากิเลสโดยเห็นประโยชน์ของการกระทำสุจริตและเห็นโทษของการกระทำทุจริต เพราะมีความละอายชั่วกลัวบาป

เพื่อให้ชาวพุทธมีหลักคิดและแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จึงขอน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาให้ทราบและพิจารณากันดังนี้ เหตุคือสิ่งที่ทำให้เกิดผล ผลคือสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุ เหตุดีนำไปสู่ผลที่ดี เหตุชั่วนำไปสู่ผลที่ชั่ว เหตุดีมี 3 ประการคือ ความไม่โลภ (อโลภะ)​ ความไม่โกรธ (อโทสะ)​ ความไม่หลง (อโมหะ)​ เหตุชั่วมี 3 ประการคือ ความโลภ (โลภะ)​ ความโกรธ (โทสะ)​ ความหลง (โมหะ)​

ทางแห่งการกระทำความดีซึ่งเป็นทางนำไปสู่ความเจริญและความสุข (กุศลกรรมบถ 10) มี 10 ประการ ได้แก่ ทางกาย 3 ประการคือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ทางวาจา 4 ประการคือ งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ทางใจ 3 ประการคือ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาทปองร้าย มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ)​



ปัญหาของชาติบ้านเมืองในปัจจุบันไม่อาจจะแก้ไขได้หากผู้คนทั้งหลายมีความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) จิตที่คิดชั่ว (อกุศลจิต) และความจงใจชั่ว(อกุศลเจตนา)ของผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งใช้วาทกรรมที่ซ่อนเร้นบิดเบือนข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเล็งผลให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองทำให้ผู้คนทั่วไปที่เป็นคนเชื่อง่ายมีความเหลงผิดกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมสร้างความเสื่อมเสียแก่สังคมและประเทศชาติ สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา หากการเปลี่ยนแปลงเป็นการพัฒนาและแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ย่อมเป็นผลดีต่อชาติบ้านเมือง การแสดงความคิดเห็นโดยการพูดและการเขียน หรือการแสดงออกด้วยการกระทำอื่นใดต้องอยู่ภายใต้​รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นแล้วบ้านเมืองก็จะตกอยู่ในสภาพไร้ขื่อแปเป็นสังคมอนาธิปไตย (anarchy)

สถานการณ์​ของชาติบ้านเมืองในปัจจุบัน มีความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดจากความสับสนอลหม่านทางความคิดที่แตกต่างกันของผู้คนทั้งหลาย การแสดงความคิดเห็นโดยการพูดในสภาฯและนอกสภาฯ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของคำพูดที่สุจริต จึงขอน้อมนำหลักธรรม​คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ​เจ้ามาให้ทราบและได้พิจารณาเพื่อความเจริญผาสุกของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ​ดังนี้

วาจาสุภาษิตในสุภาษิตสูตรมีใจความว่า วาจาสุภาษิตประกอบด้วยองค์ 4 คือ กล่าวแต่วาจาสุภาษิตเพียงอย่างเดียว 1 กล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรมอย่างเดียว 1 กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักอย่างเดียว 1 กล่าวแต่วาจาจริงอย่างเดียว 1

วาจาสูตรมีใจความว่า วาจาประกอบด้วยองค์ 5 คือ วาจาที่กล่าวถูกกาล 1 วาจาที่กล่าวเป็นสัจ 1 วาจาที่กล่าวอ่อนหวาน 1 วาจาที่กล่าวประกอบด้วยประโยชน์ 1 วาจาที่กล่าวด้วยเมตตาจิต 1
............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 207