อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563

6ชีวิตสุดแร้นแค้นสู้ความทุกข์ยาก หวังฟ้ามีตา-สวรรค์เห็นใจ

แม่ปวดใจเห็นลูกชายหัวเรี่ยวหัวแรง ร้องโหยหวนทรมานเจ็บกระดูกสันหลัง จากการตกนั่งร้านขณะทำงานก่อสร้างต้องนอนติดเตียง ส่วนพ่อออกหาเงินคนเดียวเลี้ยงดู 6 ชีวิตสุดแร้นแค้น หวังฟ้ามีตา สวรรค์เห็นใจช่วยชีวิตดีขึ้น อาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


ณ บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 8 บ้านเนินถาวร ต.นาสนุ่น อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ สภาพเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวเก่าๆ ผุๆ พังๆ หลังคาสังกะสี ลักษณะคล้ายกระต๊อบ ข้างฝาเป็นช่องโหว่ ไม่มีประตู ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในบ้านหลังนี้จะอาศัยกันอยู่ถึง 6 คน ทั้งผู้ใหญ่ หญิงชราตาบอด ชายหนุ่มป่วยติดเตียง และเด็กอีก 2 คน

6 ชีวิตต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก เพราะมีเพียงนายผ่อง มีสมบัติ อายุ 51 ปี หัวหน้าครอบครัวที่ออกทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูอีก 5 ชีวิต ขณะที่นางสำนวน ท้าวศิริ อายุ 48 ปี ภรรยา ต้องอยู่บ้านดูแลนายเพชร มีสมบัติ อายุ 27 ปี ลูกชายที่ป่วยติดเตียงเดินไม่ได้ เนื่องจากเคยทำงานก่อสร้างแต่ตกนั่งร้านที่มีความสูงกว่า 10 เมตร จนมีปัญหาที่กระดูกสันหลัง พร้อมทั้งนางเลี้ยง ท้าวศิริ อายุ 75 ปี แม่ของนางสำนวนที่พิการตาบอดทั้ง 2 ข้าง และลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบ กับหลานชายวัย 6 ขวบ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนหนังสือ



นางสำนวน ซึ่งกำลังดูแลลูกชายป่วยติดเตียง เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "นายเพชร ลูกชายเป็นคนขยันและเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่รู้เวรกรรมอะไร ก่อนหน้านี้มันเหมือนมีลางบอกเหตุ ฉันรู้สึกร้อนรนอยากที่จะไปวัด พอจัดอาหารเพลเสร็จก็นั่งล้างจานและรู้สึกกังวลใจจนมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีคนโทรมาบอกว่าลูกชายตกนั่งร้านก็รีบตามไปดูลูกที่ไซต์งานก่อสร้างเห็นสภาพลูกบาดเจ็บนอนร้องครวญคราง หัวใจคนเป็นแม่แทบสลายถ้าเจ็บแทนได้ก็อยากจะเจ็บแทน"

จากนั้นก็มาถึงเป็นจุดเปลี่ยนของครอบครัวเพราะลูกชายเจ็บหนักแม่ต้องเลิกทำงานมาดูแล ต้องทนดูลูกร้องโหยหวนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดที่หลังนานกว่า 2 เดือนที่โรงพยาบาล พออาการดีขึ้นได้พากลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน ทุกวันนี้ในใจแม่เฝ้าแต่อธิษฐานให้ลูกชายหายป่วย บุญกุศลใดที่แม่ทำมายกให้ลูกทั้งหมด หวังแต่เพียงว่าถ้าลูกชายอาการดีขึ้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อไหร่ ก็อยากจะให้ลูกชายบวชอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ และตัวเองจะได้ออกไปทำงานรับจ้างช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง



"เมื่อก่อนฉันเคยทำงานรับจ้างช่วยสามีหาเงิน แต่วันนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขาคนเดียว ซึ่งฉันก็สงสารเขามาก มีรายได้เพียงวันละ 250-300 บาท ไม่พอรายจ่าย แต่ทุกคนในครอบครัวก็ต้องอดทนและอยู่กินกันอย่างประหยัด เก็บผักตำลึง ผักต่างๆ ที่อยู่ข้างบ้านมาทำกับข้าว ทำน้ำพริกกินกัน คิดเสียว่าเมื่อมรสุมชีวิตถาโถมเข้ามาขออย่าท้อแท้ กำลังใจคือสิ่งสำคัญ ทุกคนในบ้านต้องเป็นกำลังใจให้กัน"

ส่วนนางเลี้ยง แม่เฒ่าพิการตาบอดยังคงนั่งให้กำลังใจลูกสาวกับหลานชายที่นอนป่วยอยู่ข้างๆ ด้วยความที่แก่ชราเหมือนไม้ใกล้ฝั่งแต่ก็ไม่ได้เป็นภาระลูกหลาน แม่เฒ่ายังคงแข็งแรงช่วยตัวเองได้เกือบทุกอย่าง ขณะที่ลูกหลานเองก็ขอให้ยายดูแลตัวเองอยู่ด้วยกันไปนานๆ



สภาพบ้านที่คับแคบ 6 ชีวิตต้องนอนรวมกัน กินรวมกัน เวลาที่ฝนกระหน่ำก็แทบอยู่ไม่สุขต้องหาถังมารองรับน้ำที่รั่วจากหลักคาสังกะสีผุผัง และหามุมหลบฝนที่สาดกระหน่ำเพราะแรงลมที่พัดเข้ามาจากข้างฝาบ้านที่เปิด เวลาจะเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งก็ต้องเดินไปอาศัยห้องน้ำข้างบ้าน ด้วยความแร้นแค้นที่ต้องทนฝืนมานานหลายสิบปี ก็จะมีเครือญาติเพื่อนบ้านแบ่งปันช่วยเหลือบ้างในบางครั้ง แต่ละวันจะผ่านไปก็แสนเหนื่อยหนัก

จนถึงวันที่ฟ้าเริ่มเปิด องค์การบริหารส่วนตำบลนาสนุ่น หน่วยงานราชการในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือตรวจสอบก่อนรายงานไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ พัฒนาสังคมฯ เพชรบูรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ นำเตียงผู้ป่วยมาให้ ข้าวสารอาหารแห้ง และเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งสร้างขวัญกำลังใจให้ครอบครัวนางสำนวน



ถึงตอนนี้ 6 ชีวิตคนยากถึงกับน้ำตาซึมดีใจที่ฟ้ามีตาสวรรค์เห็นใจ แม้วันนี้จะได้รับความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ไปได้บ้างแล้วก็ตาม แต่ครอบครัวแร้นแค้นนี้ก็ยังคงต้องดิ้นรนสู้ชีวิตต่อไป.

คอลัมน์ : นิยายชีวิต โดย : อสงไขย
เรื่องและภาพโดย : กิตติ ตันติมาลา จ.เพชรบูรณ์
ภาพบางส่วน : องค์การบริหารส่วนตำบลนาสนุ่น
ภาพประกอบ : กุลธิดา จิตรพริ้ง

คลิกอ่านเรื่องราว "นิยายชีวิต" เพิ่มเติม ได้ที่นี่..  

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 129