อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

ความแตกแยกของคนในชาติ เกิดจากนักการเมือง

นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าทำไมคนไทยจึงมีความแตกแยกกันได้ถึงเพียงนี้​ ทั้งๆที่เป็นคนไทย​ด้วยกัน​ ​พูดภาษาเดียวกัน​ มีขนบ ประเพณี วัฒนธรรม​เดียวกัน​ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมีการขยายตัวไปในทุกภาคส่วน พฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 เวลา 10.00 น.


ความแตกแยกของคนในชาติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม​ ประการสำคัญส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง​และการพัฒนาประเทศที่ไม่ราบรื่นและขาดความต่อเนื่อง รวมถึงต้องสูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆในเวทีการค้าโลก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้าไม่สอดคล้องกับศักยภาพที่มีอยู่​ เติบโตต่ำกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนตลอดมา ในสายตาของนานาประเทศ​มองประเทศไทยเป็น​ “คนป่วยของเอเชีย” ท่ามกลางความแตกแยกของคนในชาติที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าทำไมคนไทยจึงมีความแตกแยกกันได้ถึงเพียงนี้​ ทั้งๆที่เป็นคนไทย​ด้วยกัน​ ​พูดภาษาเดียวกัน​ มีขนบ ประเพณี วัฒนธรรม​เดียวกัน​ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมีการขยายตัวไปในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้คนทั่วไปในสังคมและผู้คนที่ทำงานอยู่ในองค์กรต่างๆ ​ปรากฏการณ์ที่มีความจงเกลียดจงชังกันเหมือนกับศัตรูคู่อาฆาตที่มีมาแต่ปางบรรพ์ มีจิตคิดมุ่งร้ายเบียดเบียนกันพร้อมที่จะประหัตประหารกันตลอดเวลา​ เป็นสถานการณ์อันเลวร้ายที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยและก็เกิดขึ้นแล้ว

พฤติการณ์ที่กล่าวถึงในข้างต้น นี้ไม่ใช่วิสัยของคนไทยในอดีตที่มีการประพฤติปฏิบัติต่อกันด้วยมิตรไมตรี ใครเดือดร้อนอะไรก็มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันด้วยน้ำใจที่งดงาม มีอะไรที่​หนักนิดเบาหน่อยก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน ความขัดข้องหมองใจหรือกินแหนงแคลงใจกันก็ทำความเข้าใจตกลงกันได้ด้วยดี ไม่ถือโทษโกรธเคืองอย่างเอาเป็นเอาตายชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้



ที่จริงแล้วประเทศไทยไม่มีข้อขัดแย้งนำไปสู่ความแตกแยกที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายร้ายแรงเหมือนกับประเทศอื่น​ ไม่ว่าจะเป็นความแตกแยกจากความแตกต่างของเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ ความแตกแยกที่เกิดจากการนับถือต่างศาสนา ความแตกแยกที่เกิดจากการไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ ปัญหาความแตกแยกของคนไทยเกิดจากการบ่มเพาะความคิดทางการเมืองภายใต้การครอบงำและการชี้นำของพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายซ่อนเร้น เพื่ออาศัยประโยชน์จากประชาชนที่มีความหลงเชื่อแนวความคิดทางการเมืองที่มีการใส่ข้อมูลอย่างบิดเบือน โดยใช้วาทกรรมที่ประดิดประดอยถ้อยคำปลุกระดมและปลุกเร้าให้ประชาชนเป็นฐานอำนาจทางการเมืองในการเคลื่อนไหวต่างๆ ให้เป็นไปตามแนวทางและทิศทางอย่างเป็นขั้นตอนตามกระบวนการที่วางแผนไว้ ​

การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ เป็นสิ่งที่หอมหวานเย้ายวนจิตใจของนักการเมืองทุกคน พรรคการเมืองต่างๆจึงมีความมุ่งหวังชนะการเลือกตั้งเพื่อให้สมาชิกพรรคในสังกัดได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. มากที่สุด เป้าหมายคือหากมี ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 ก็จะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคการเมืองที่มี ส.ส.อันดับรองๆ ลงไปก็มีความมุ่งหวังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีพรรคการเมืองใดที่อยากจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นสัจธรรมทางการเมืองของประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยในทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย นั้นเป็นเพียงแต่การปกครองตามรูปแบบ (form) เท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสาระ (substance) แต่อย่างใด หากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่รู้เกมการเมืองที่มีการแย่งชิงอำนาจรัฐของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มุ่งแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี กระทำการฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยไม่คำนึงถึงความเจริญผาสุกของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ ประเทศไทยจะสามารถยืนหยัดอยู่กับนานาประเทศได้อย่างไร



เพื่อให้มองเห็นภาพความเป็นมาและความเป็นไปของการเมืองไทยในห้วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อปี 2544 การเมืองไทยมีการพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพรรคการเมืองใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมหาเศรษฐีผู้หนึ่งได้สร้างความเชื่อถือแก่ประชาชนว่ารวยแล้วจะไม่โกง อยากจะทำงานรับใช้บ้านเมืองให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า กอปรกับชูนโยบายโครงการประชานิยมจนโดนใจประชาชนเป็นอย่างมาก มีการโฆษณาหาเสียงและใช้วิธีการตลาดกับประชาชนอย่างได้ผล ซึ่งมีระบบหัวคะแนนที่สร้างฐานเสียงได้อย่างกว้างขวางในต่างจังหวัด ทำให้สามารถล้มพรรคการเมืองเก่าโดยมี ส.ส.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรมากเป็นอันดับ 1 จึงเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลสำเร็จ

ระหว่างที่มหาเศรษฐีเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมีการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในรูปแบบการทุจริตเชิงนโยบายและการมีผลประโยชน์ซับซ้อน การแต่งตั้งข้าราชการใช้ระบบอุปถัมภ์กับผู้ที่สามารถทำงานรับใช้ตามที่ต้องการ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ ฯลฯ ทำให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เมื่อเป็นรัฐบาลครบวาระ 4 ปีแล้ว พรรคการเมืองใหม่นี้ได้รับการเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย (land slide) สามารถเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว ไม่ใช่รัฐบาลผสมเหมือนสมัยที่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้มีการควบรวมพรรคการเมืองอื่นมาเป็นพรรคเดียวกัน เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงมีการกระทำอย่างใหญ่โตมโหฬาร กลุ่มประชาชนที่ห่วงใยกับหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศชาติอยู่ในเวลานั้นออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการกระทำอันเลวร้าย อีกทั้งยังมีการบริหารงานและควบคุมรัฐสภาได้ในลักษณะ “เผด็จการทางรัฐสภา” ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่ฟังเสียงประชาชน และไม่เคารพเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสถานการณ์มีการลุกลามอย่างร้ายแรงจึงเกิดการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49



หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งใหม่ มหาเศรษฐีผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา 2 สมัยได้หลบหนีคดีทุจริตคอร์รัปชั่นไปอยู่ต่างประเทศ แต่พรรคการเมืองนี้ก็ยังได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 อีก สามารถจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนอมินีเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีประชาชนที่พรรคการเมืองที่กล่าวถึงนี้ให้การสนับสนุนออกมาชุมนุมทางการเมืองสร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยา การก่อจลาจลหลายแห่งในกรุงเทพฯ การเผาศาลากลางจังหวัดหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อปี 2554 พรรคการเมืองใหม่นี้ที่ถูกยุบพรรคและมีการเปลี่ยนชื่อพรรคหลายครั้งก็ได้รับคะแนนเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่อีกหน คราวนี้น้องสาวมหาเศรษฐีที่เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งหลบหนีคดีออกนอกประเทศได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย รัฐบาลนี้ปล่อยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดจนรัฐต้องสูญเสียเงินกว่า 500,000 ล้านบาท ในขณะที่รัฐสภามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาอย่างไม่ถูกต้องตามวิธีการประชุมของรัฐสภา เนื่องจากกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและมีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่เผชิญหน้ากับกลุ่มประชาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมือง จึงมีการทำรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57

ปัจจุบันรัฐบาลที่กำลังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญที่มีการออกเสียงประชามติ​ การออกมาชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 ก.ย.63 นี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าได้รับการสนับสนุนจากขบวนการ “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ประกอบด้วยอดีตนักการเมือง ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอและต่างชาติ ฉะนั้นผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมจะต้องประพฤติปฏิบัติ​ตามสิทธิและเสรีภาพ​อันพึงมี​ ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ​ ไม่กระทำผิดกฎหมาย​อีกทั้งยังต้องระมัดระวังสวัสดิภาพของตนเองจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และอาจมีการสร้างสถานการณ์ของมือที่สาม​ หลังจากการชุมนุมแล้วต้องกลับไปทำหน้าที่เรียนหนังสือ ช่วยเหลืองานและแบ่งเบาภาระของพ่อแม่​ ความสนใจและการตื่นตัวเกี่ยวกับประชาธิปไตย​เป็นเรื่องที่ดีมากแต่ควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาอย่างรอบด้าน
..........................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    61%
  • ไม่เห็นด้วย
    39%

บอกต่อ : 190